คมสัน โพธิ์คง สงวนความเห็นในมาตรา ๕๕ของรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของข้อยกเว้นในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและข้อมูลส่วนบุคคล
กราบเรียนท่านประธานสภาร่าง รัฐธรรมนูญที่เคารพครับ ผม คมสัน โพธิ์คง กรรมาธิการ และสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ครับ กระผมได้ขอสงวนความเห็น ในมาตรา ๕๕ นะครับ ใน ๒ ประเด็นครับ ประเด็นแรก ก็คือ เรื่องของข้อยกเว้น ข้อยกเว้นในเรื่องของการที่ประชาชนนี่นะครับ จะไม่ได้รับทราบ หรือเข้าถึงข้อมูลข่าวสารในส่วนที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ หรือเปึนข้อมูล ส่วนบุคคล ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ครับ ท่านประธานครับ มาตรา ๕๕ เปึ้นเรื่องของสิทธิได้รู้ และสิทธิที่จะเข้าถึงในข้อมูลข่าวสารที่อยู่ในความครอบครองของหน่วยราชการของ ประชาชน สิทธิตรงนี้นี่นะครับ ในต่างประเทศเขาเรียก ไร่ท์ ทู โนว์ (Right to know) กับ ไร่ท์ ทู แอกเซส (Right to access) นะครับ ซึ่งเปึนเรื่องของข้อมูลข่าวสาร ที่หน่วยราชการได้ครอบครอง ไม่ว่าเปึนข้อมูลข่าวสารประเภทใดนะครับ ประเด็นแรก ของที่ได้สงวนความเห็น ก็เนื่องจากเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ในปัจจุบัน นะครับ ได้มีพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการนะครับ พ.ศ. ๒๕๔๐ นะครับ ได้วางหลักการในเรื่องของการที่ประชาชนจะเข้าถึง แล้วก็รับรู้ข้อมูลข่าวสารที่อยู่ในความ ครอบครองของราชการไว้ ซึ่งปัจจุบันนี่นะครับ ในกฎหมายข้อมูลข่าวสารของราชการก็ได้ วางหลักการในกรอบของการที่หน่วยราชการจะพิจารณา ในการที่จะให้ประชาชนได้รู้ นะครับ หรือได้เข้าถึงข้อมูลข่าวสารอย่างไร ซึ่งปรากฏว่า ปัจจุบันการมีกฎหมายข้อมูล ข่าวสารของราชการกลับกลายเปึนอุปสรรคในการที่เข้าถึงข้อมูลข่าวสารของราชการของ ประชาชนอย่างมากกว่าการที่ไม่มีกฎหมายข้อมูลข่าวสารของราชการ เพราะมักจะถูก ข้อห้ามไว้ก่อนนะครับ ในการที่จะให้ไว้ตลอดเวลา ในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของราชการ ในประเด็นเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ในอดีตที่ผ่านมานะครับ การขอรับรู้ หรือการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร เกี่ยวกับการเจรจาข้อตกลงต่าง ๆ ที่รัฐบาลไทยได้ทํากับ ต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเรื่องข้อตกลงเกี่ยวกับการค้าเสรีที่ผ่านมานั้น มักจะ ไม่ได้รับการเป่ดเผยนะครับ โดยอ้างในเรื่องของประเด็นเรื่องของความมั่นคงของรัฐ ปัจจุบันก็ไม่ได้รับการเป่ดเผยอยู่แล้วนะครับ โดยอาศัยประเด็นเรื่องของความมั่นคง ของรัฐ ยิ่งถ้าใส่เรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศนะครับ เท่ากับเปึนการตัดสิทธิของ ประชาชนในการที่จะเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร การเขียนไว้เช่นนี้นะครับ เปึนข้อห้ามตลอดกาล นะครับ เขาบอกแล้วครับว่า บุคคลมีสิทธิได้รับทราบ หรือเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของราชการ เว้นแต่ เว้นแต่ในเรื่องอะไรบ้างครับ เว้นแต่การเป่ดเผยข้อมูลข่าวสารนั้นจะกระทบต่อ ความมั่นคงของรัฐ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ความปลอดภัยของประชาชน หรือส่วนได้เสียอันพึงได้รับความคุ้มครองของบุคคลอื่น การเขียนไว้เช่นนี้นะครับ ถึงแม้ในมาตรา ๑๘๖ จะเขียนหลักการในเรื่องของการได้รับการรับฟังความคิดเห็นไว้ ก็ตาม แต่การเขียนข้อความในลักษณะเช่นนี้ เปึ้นการตัดสิทธิของประชาชนในการที่จะเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร ในเรื่องของการดำเนินการ ต่าง ๆ กระผมไม่ได้มีข้อขัดข้องในเรื่องของการที่จะเจรจานะครับ ในระหว่างการเจรจานั้น จะไม่เป่ดเผย แต่การเขียนเช่นนี้ เมื่อเจรจาแล้ว ไปทําข้อตกลงในเบื้องต้นแล้ว ก็ควร จะต้องมีการเป่ดเผย และประชาชนต้องรับทราบ เพื่อที่จะให้ตัวแทนของประชาชนนั้น จะสามารถให้ข้อโต้แย้ง ข้อติติงในการดำเนินการได้ รวมทั้งการให้สัตยาบันด้วย การเขียนไว้ เช่นนี้เปึนการยากที่จะหาข้อมูลข่าวสารเหล่านั้นได้ เปึนข้อแปลกสำหรับประเทศไทย ในเรื่องของการที่จะเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวกับเรื่องของการเจรจาต่าง ๆ ถ้าอยากจะรู้ ต้องไปเป่ีดดูในเว็บไซต์ (Web site) ของต่างประเทศ ไม่ใช่ในประเทศไทย จึงจะทราบว่า ประเทศไทยได้ไปทําการเจรจาตกลงใด ๆ ไว้บ้างในต่างประเทศ อันนั้นคือ ประเด็นที่ ๑ ประเด็นที่ ๒ ก็คือ เรื่องของการที่เขียนคำว่า หรือเปึนข้อมูลส่วนบุคคล ทั้งนี้ ตามที่ กฎหมายบัญญัติไว้ กระผมขออนุญาตกราบเรียนอย่างนี้ว่า ในส่วนของข้อมูลข่าวสารของ ราชการ ซึ่งผมได้พูดถึงไปเมื่อวันก่อนแล้วว่า ในเรื่องของข้อมูลข่าวสาร มันมีความ ทับซ้อนกับสิทธิอันหนึ่งที่เรียกว่า สิทธิความเปึนส่วนตัวของบุคคล ที่เรียกว่า ไร่ท์ ทู ไพรเวซี (Right to privacy) เปึนเรื่องของ อินฟอร์เมชัน ไพรเวซี (Information privacy) เพราะฉะนั้นการที่จะไม่เป่ดเผยข้อมูลข่าวสาร โดยใช้ข้อความว่า เว้นแต่การเป่ดเผยข้อมูล ข่าวสารนั้น จะกระทบต่อ แล้วก็จุด จุด จุด เปึนข้อมูลส่วนบุคคล ก็หมายความว่า ข้อมูล ส่วนบุคคลที่อยู่ในความครอบครองของราชการที่ไม่ได้ทำให้เขาเกิดความเสียหาย อย่างหนึ่งอย่างใด ในความเปึนอยู่ส่วนตัวเลยนี่ ก็ไม่สามารถที่จะขอรับรู้ รับทราบ เพื่อประโยชน์ในบางประการได้ การเขียนไว้เช่นนี้นะครับ จะเปึ้นปัญหาอุปสรรคในการ ที่จะรับรู้ข้อมูลข่าวสารอย่างมาก กระผมเห็นด้วยในเรื่องของการที่จะคุ้มครองประชาชน จากการที่ล่วงละเมิดความเปึนส่วนตัวของบุคคลจากการใช้ข้อมูลส่วนบุคคล แต่การใช้ ข้อมูลส่วนบุคคลนั้น เปึนเพียงวัตถุอันหนึ่งที่จะนำไปสู่การล่วงละเมิด เพราะฉะนั้น ในข้อความตรงนี้นี่ ในข้อความที่ใช้คําว่า ส่วนได้เสียอันพึงได้รับความคุ้มครองของ บุคคลอื่นนั้น กับบทบัญญัติในมาตรา ๓๕ ที่เขียนในเรื่องของสิทธิความเปึ้นส่วนตัวของ บุคคลนั้น มีความเพียงพอที่จะคุ้มครองความเปึนส่วนตัวของบุคคลแล้ว การเขียนเรื่อง ของข้อมูลส่วนบุคคลไว้เปึนการเฉพาะ เปึนปัญหาที่จะเกิดขึ้นในทางปฏิบัติที่จะ เกิดขึ้นได้อย่างมาก และเปึนปัญหาที่จะทำให้ข้อยกเว้นนั้นเปึนข้อห้ามในทุกกรณี การ เก็บข้อมูลของหน่วยราชการนี่ ได้เก็บข้อมูลส่วนบุคคลอย่างมากนะครับ ได้เก็บข้อมูลของ บุคคลต่าง ๆ ไว้มากมาย การที่บุคคลจะได้รู้ถึงข้อมูลข่าวสารของราชการนี่ โดยหลักการ ก็ถือหลักการเรื่องของการเป่ดเผยเปึนหลัก ปกป่ดเปึนข้อยกเว้น ตามหลักการเรื่องข้อมูล ข่าวสารของราชการ ที่เปึนเรื่องของ ไรท์ ทู โนว์ และ ไรท์ ทู แอกเซส แต่ในเรื่องของ ข้อมูลส่วนบุคคลนั้น ถือหลักการสำคัญเรื่องของปกป่ดเปึนหลัก เป่ีดเผยเปึนข้อยกเว้น ตามหลักของเรื่อง ไรท์ ทู ไพรเวซี ซึ่งเขียนอยู่ในมาตรา ๓๕ ถ้าในรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ ก็อยู่ในมาตรา ๓๔ ซึ่งในหลักการของพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ มีความเข้าใจในเรื่องนี้สับสนตลอด แล้วเปึนปัญหาในทางปฏิบัติ เพราะความไม่เข้าใจ ในหลักการเรื่องของ ไร่ท์ ทู ไพรเวซี และ ไรท์ ทู โนว์ น้ำ ๒ เรื่องมาปะปนกัน เปึนเรื่อง เดียวกัน เพราะฉะนั้นนี่นะครับ หลักการนี่ ถ้าข้อมูลข่าวสารใดเปึนข้อมูลข่าวสารของ ราชการ ประชาชนย่อมมีสิทธิได้รู้ครับ แต่ข้อมูลข่าวสารนั้น ถ้าเกี่ยวข้องกับความเปึน ส่วนตัวของบุคคลแล้วนะครับ หลักการก็คือ รัฐต้องทำหน้าที่ในการพิจารณาอย่างถี่ถ้วน ก่อนที่จะมีการเป่ดเผยข้อมูล เพราะฉะนั้นไม่ได้หมายความว่า เรื่องของข้อมูลส่วนบุคคล ที่ไม่ได้ก่อให้เกิดผลกระทบต่อความเสียหายในเรื่องสิทธิความเปึนส่วนตัวของบุคคลนั้น จะเป่ีดเผยไม่ได้ เช่น ข้อมูลทั่ว ๆ ไปในเรื่องความสูงของบุคคล หรือว่าบุคคลนั้นชื่ออะไร ที่อยู่ในฐานข้อมูลในเรื่องของการโทรศัพท์ต่าง ๆ หรือข้อมูลใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ ส่วนราชการ ไม่ได้หมายความว่า ข้อมูลดังกล่าวจะถูกเป่ดเผยไม่ได้ แต่การเป่ดเผยนั้น ถ้ากระทบต่อความเปึ้นส่วนตัวของบุคคลแล้วนี่ โดยหลักการแล้วกฎหมายให้พิจารณา ให้รอบคอบก่อนที่จะเป่ดเผย นอกจากนี้การเป่ดเผยข้อมูลที่ถูกห้าม โดยเฉพาะในเรื่องกระทบความเปึนส่วนตัว ยังมี ข้อยกเว้นบางประการที่ให้เป่ดเผยได้ด้วยในบางเรื่อง กระผมจึงมีความเห็นอย่างนี้ครับ ท่านประธานครับ การบัญญัติในมาตรา ๕๕ เขียนเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและ ข้อมูลส่วนบุคคลไว้นี้ จะเปึนปัญหาในการที่จะไปลดสิทธิเสรีภาพของประชาชนในเรื่อง ของสิทธิในการได้รับทราบและเข้าถึงข้อมูลอย่างมาก ผมจึงมีข้อสงวนในเรื่องนี้ ขอให้ตัด ข้อความทั้ง ๒ อย่างออก ทั้งเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และข้อมูลส่วนบุคคล ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ ตามที่เขียนไว้ออกครับ ขอบพระคุณครับ