กรรณิการ์ บรรเทิงจิตร หารือเรื่องการปรับลดโทษประหารชีวิตลง โดยอ้างว่า การลงโทษด้วยความรุนแรงไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาที่ดี และสังคมควรเรียนรู้วิธีการแก้ปัญหาที่ไม่ใช่ตาต่อตา ฟันต่อฟัน และควรเชื่อมโยงกับส่วนราชการอื่น ๆ ในการที่จะปรับวิธีคิดของการลงโทษ
เรียนท่านประธานค่ะ ดิฉัน กรรณิการ์ บรรเทิงจิตร นะคะ ขอนำเสนอในส่วนของเรื่องของการทรมานทารุณกรรม หรือลงโทษด้วยวิธีการโหดร้าย หรือไร้มนุษยธรรมจะกระทำไม่ได้ แล้วก็ต้องขอขอบคุณทางกรรมาธิการที่ได้มีการปรับในเรื่อง ของโทษของการประหาร ตรงนี้อยากจะนำเสนอให้กับทางท่านประธาน แล้วก็ทั้งทางพวกเรา ได้รับทราบว่า โทษของความรุนแรง รวมทั้งโทษประหารชีวิตนั้น เปึนเรื่องของสิทธิเสรีภาพ ส่วนบุคคลในชีวิตและร่างกาย ตรงนี้ได้มีความพยายามในการที่จะทำให้เปึนการลงโทษ เหมือนกับเปึนการลงโทษ ซึ่งการลงโทษนั้นก็คงมีหลายสถาน ทั้งลงโทษอย่างหนัก ก็คือ เอาไป ฆ่าให้ตาย ก็คือ ประหารชีวิตนะคะ แล้วก็อย่างเบาที่สุด ก็คือ โทษตักเตือน หรือปรับ หรือว่าจำ นะคะ เหล่านี้เปึนการลงโทษ ซึ่งก็เห็นด้วยกับทางท่านอาจารย์กิตติศักดิ์ ปรกติ ที่ให้ข้อคิดเอาไว้ ไม่ว่าจะเปึนเรื่องของการ การลงโทษเหล่านี้เราต้องมองบริบทของสังคมด้วยนะคะ การที่ รัฐธรรมนูญมาบัญญัติในเรื่องของการทรมานทารุณกรรม หรือลงโทษ นี่ยังดีนะคะได้มีการปรับ ลดโทษประหารไปนะคะ เพราะว่า การปรับลดโทษประหารไปนั้น จะทำให้มันสะท้อนถึงวิธีคิด ของสังคม รัฐธรรมนูญน่าจะเปึ้นบทเรียนใหญ่ให้กับสังคมในวิธีคิดของสังคมที่ไม่ต้องใช้ความ รุนแรง เพราะว่า ถ้าหากว่า เรายังใช้ความรุนแรงอยู่ในขณะนี้นี่ มันจะตรงข้ามกับความ สมานฉันท์ ซึ่งเปึนวิธีคิดหนึ่ง เปึนวิธีคิดหนึ่ง อยากจะสะท้อนมุมมองตรงนี้เองว่า ตรงนี้จำเปึน เหลือเกินที่ทางออกหนึ่ง ก็คือ ในเรื่องของหลักสูตร ไม่ว่าจะเปึนหลักสูตรของผู้พิพากษา หลักสูตรของตำรวจ หลักสูตรอื่น ๆ แม้กระทั่งของเด็ก เยาวชนเองก็ตาม ในเชิงของวิธีคิด การแก้ปัญหา การลงโทษของสังคมนั้น น่าจะใช้วิธีคิดที่ไม่ใช่ตาต่อตา ฟันต่อฟัน เหมือนกับที่ เปึ้นอยู่ในปัจจุบันนี้ ที่ว่ามีการใครฆ่ากันตายก็ต้องไปประหารชีวิต เหล่านี้เปึนต้น ซึ่งอยากจะ นำเสนอว่า ตรงนี้สังคมต้องปรับวิธีคิดในการลงโทษใหม่ หันไปมอง หรือว่าแก้ปัญหาที่อาจจะ เปึ้น ที่เปึนต้นเหตุแห่งปัญหาที่แท้จริง ไม่ว่าจะเปึนปัญหาสังคม ซึ่งเรายังไม่ค่อยได้มาคุยกันใน รัฐธรรมนูญฉบับนี้เท่าไรนัก มีแต่ขณะนี้ที่กําลังทําอยู่ในของรัฐบาล แต่ในรัฐธรรมนูญของเราตรงส่วนนี้น่าจะชี้ให้เห็นว่า การลงโทษด้วยความรุนแรงนั้นเปึ้นสิ่งที่ ไม่ได้ถูกต้องนัก อาจจะต้องเชื่อมโยงกับส่วนราชการอื่น ๆ ในการที่จะปรับวิธีคิดของการลงโทษ ที่ในเชิงของความรุนแรงต่อไป เพราะไม่อย่างนั้นแล้วสังคมเราก็จะแก้ปัญหาด้วยความรุนแรง เหมือนกับที่เปึนอยู่ ณ ปัจจุบันนะคะ เพราะฉะนั้นตรงนี้ในการทําร่างรัฐธรรมนูญครั้งใหม่นี้ น่าจะถือโอกาสให้สังคมได้เรียนรู้เรื่องของการแก้ไขปัญหาสังคม โดยเฉพาะเรื่องของการลงโทษ ไม่ใช่จะมาแก้ตรงนี้นะคะ แต่อยากจะเปึนจุดหนึ่งที่จะเชื่อมโยงไปสู่การพัฒนาวิธีคิดของสังคม ใหม่ให้่กับสังคมไทยทุกคนนะคะ ไม่ว่าจะเปึ้นเด็ก เยาวชน จนถึงผู้ใหญ่ แล้วก็ทุกกลุ่มอาชีพ ในเรื่องของการปรับวิธีคิดของการลงโทษ จริง ๆ แล้วการปกครองที่ดีที่สุด ก็คือ ไม่ปกครอง การลงโทษที่ดีที่สุด ก็คือ ต้องไม่มีการลงโทษ นั่นหมายความว่า สังคมเราเปึ้นสังคมอุดมคติที่ ทุกคนอยู่กันอย่างสมานฉันท์ พึ่งพาซึ่งกันและกัน แต่ความเปึ้นจริงมันไม่ใช่อย่างนั้นนะคะ เมื่อ มีคนทําผิดก็ต้องลงโทษ แต่การลงโทษนั้น ทำอย่างไรให้เขาได้เกิดจิตสํานึกในการที่จะเรียนรู้ ต่อไป เพราะว่าการฆ่ากันตาย หรือว่าการลงโทษอย่างเดียวนี่ มันก็จะหายไปแป็บเดียว แล้วก็ ถ้าสภาพสังคมยังเปึนอย่างนั้น เช่นนั้นอยู่ เด็ก เยาวชน ก็ยังจะจุดจำสภาพเหล่านั้นไป แต่ถ้า หากว่า การแก้ปัญหาด้วยวิธีให้เขาได้เกิดจิตสำนึก หรือว่าเกิดการแก้ตัว จะขังคุกร้อยป้อะไร อย่างนี้ มันก็จะเปึนการสืบทอด หรือว่าเปึ้นบทเรียนให้กับเขาในการที่จะถ่ายทอดให้กับ ลูกหลานในระยะยาวได้นะคะ ซึ่งคิดว่า การแก้ปัญหาตรงนั้นน่าจะเปึนวิธีที่ดี ก็เห็นด้วยกับการ ที่กรรมาธิการยกร่างได้มีการปรับแก้โทษของการประหารชีวิตลงนะคะ ก็เปึนไปตามที่คำวินิจฉัย ของศาล ก็ขอขอบคุณ ตรงนี้เปึนมุมมองหนึ่งที่อยากจะให้เห็นว่า ไม่ใช่เฉพาะการเขียนลงไปใน รัฐธรรมนูญเท่านั้น แต่น่าจะให้การบัญญัติในประเด็นเหล่านี้ โดยเฉพาะการลงโทษ เชื่อมโยง ไปสู่การเรียนรู้ของสังคม ไม่ว่าจะเปึนหลักสูตรอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง บุคคลที่เกี่ยวข้องก็ตาม น่าจะ ได้เอาแนวคิดเหล่านี้ เอาไปปรับเปลี่ยนเพิ่มเติม เพื่อให้สังคมเราอยู่กันอย่างสมานฉันท์ค่ะ ขอบพระคุณค่ะ