สภาร่างรัฐธรรมนูญ · ครั้งที่ ๑๐ · ๑๓ มีนาคม ๒๕๕๐

เจิมศักดิ์ ป่ืนทอง หารือเรื่องร่างรัฐธรรมนูญและความไม่ไว้ใจของประชาชนต่อคณะกรรมาธิการยกร่าง โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเตรียมพร้อมในการลงประชามติ และการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ชี้ปัญหาการประชาพิจารณ์ตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารราชการแผ่นดินและรัฐธรรมนูญ องค์กรของรัฐไม่ปฏิบัติตามมา 10 ปี

รองศาสตราจารย์เจิมศักดิ์ ป่ืนทอง

เรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม เจิมศักดิ์ ป่ืนทอง สิ่งที่ผมจะพูดก็สัมพันธ์กับที่ท่านอาจารย์ปกรณ์ได้พูด และคิดว่า ที่ท่านประธานกรุณาเรียกผมตอนแรกก็ถูกต้องแล้ว เพราะว่าเปึ้นเรื่องที่สัมพันธ์แล้วก็ จะตอบคำถามหลายอย่างซึ่งน่าจะคลี่คลายไปได้ในปัญหาที่ท่านปกรณ์หยิบยกขึ้น ท่านประธานครับ ผมระยะนี้เมื่อวานนี้ไปที่สัมมนาที่เชิญกรรมาธิการภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคอีสานและก็ภาคใต้มาพูดจากันเกี่ยวข้องกับการรับฟังความเห็นของประชาชน เกือบจะทุกจังหวัดได้ดำริและปรารภสิ่งที่อาจารย์ปกรณ์พูดทั้งสิ้นก็คือว่าประชาชนมี ความรู้สึกไม่ไว้ใจ ไม่ไว้ใจว่าคณะกรรมาธิการยกร่างฯ ได้ร่างไว้แล้วโดยที่เรียกว่า พิมพ์เขียวหรือเปล่า เมื่อวานนี้ผมก็ถูกคำถามนี้มากมาย และแทบทุกจังหวัดพูดที่ไรก็จะ บอกว่าเขาไปโดนประชาชนถามเรื่องนี้มา ผมได้กลับไปดูเทปโทรทัศน์ที่ผมออกเดินสายเมื่อรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ผมไม่ได้เปึน สสร. แต่ผมทำงานในฝ์ายทีวี (TV - Television) ได้เข้ามารับใช้สภาร่างรัฐธรรมนูญ ได้ ปรากฏเหตุการณ์เช่นเดียวกัน ยังบันทึกอยู่ในเทปเลยว่าพวก สสร. ร่างไว้แล้ว แล้วมาถาม เขาทำไม อันนี้เรียนอาจารย์ปกรณ์เพื่อให้พวกเราได้สบายใจไว้นิดหนึ่งว่าปัญหาเรื่องนี้ ไม่ใช่มีแต่เพียงแค่ สสร. ชุดนี้เท่านั้น เมื่อ ๑๐ ป้ที่แล้วก็โดน เพียงแต่ดีกรี (Degree) ขนาด ต่างกัน ป้นี้จะโดนมากอีกนิดหนึ่ง ผมต้องกราบเรียนว่าที่ในขณะนี้เราถูกจับผิดมาก มันเนื่องจากเหตุผลของการร่างรัฐธรรมนูญนั้นแตกต่างกับเมื่อป้ ๒๕๔๐ ท่านประธานเอง เปึ้น สสร. เมื่อป้ ๒๕๔๐ ท่านประธานคงจะเห็นด้วยกับผมว่าเมื่อป้ ๒๕๔๐ การร่าง รัฐธรรมนูญนั้นไม่ได้เกิดจากเหตุของการรัฐประหาร รัฐประหารเกิดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ ป้ ๒๕๓๔ แล้วไปเกิดเหตุพฤษภา ป้ ๒๕๓๕ หลังจากนั้นมีการประท้วงที่หน้ารัฐสภาโดย คุณฉลาด วรฉัตร แล้วหลังจากนั้นคุณฉลาดจะให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หลังจากนั้น ท่านอาจารย์ประเวศ วสี ก็มาเปึนกรรมาธิการพัฒนาการเมือง แล้วก็มีความเห็นว่า ควรจะต้องมีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ในที่สุดก็มีกระแสการตอบรับจากประชาชนที่จะให้มี การร่างรัฐธรรมนูญใหม่ จนกระทั่งพรรคการเมืองทุกพรรคจำเปึ้นที่จะต้องเห็นด้วยว่าให้มี การร่างรัฐธรรมนูญใหม่ จึงมี สสร. เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นในครั้งนั้นจะบอกว่าเปึ้น ฉันท่านุมัติก็อาจจะพูดได้ และพรรคการเมืองทุกพรรคก็มีความเห็นตรงกัน แต่การร่าง รัฐธรรมนูญในป้ ๒๕๕๐ ๑๐ ป้ผ่านมา เกิดจากการรัฐประหารจึงจําเปึ้นต้องมี รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และคณะรัฐประหารก็ไม่อยากที่จะหยิบยกรัฐธรรมนูญขึ้นด้วย ตัวเอง หรือตั้งคณะกรรมการเล็ก ๆ ไปร่างแล้วก็ประกาศใช้ อยากจะเห็นประเทศเข้าไปอยู่ ในร่องร้อยของระบอบประชาธิปไตย อยากที่จะให้ทุกภาคส่วนได้มีโอกาสเข้ามาร่วมร่าง รัฐธรรมนูญ โดยที่ให้พวกเราเปึ้นตัวแทนส่วนหนึ่งในร้อยคนมาร่างรัฐธรรมนูญ แล้วก็ได้ ระบุในรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) ด้วยว่าจะต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการร่าง รัฐธรรมนูญอย่างแท้จริง สภาแห่งนี้ได้ตั้งผมเปึนประธานกรรมาธิการประสานการมีส่วน ร่วม ก็พยายามที่จะประสานทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานใน สสร. เอง และนอก สสร. แล้วก็ ไปรับฟังความเห็นของประชาชน อย่างที่กราบเรียนท่านประธานครับในเรื่องนี้ เมื่อเช้านี้ ผมนั่งประชุมในกรรมาธิการ ได้มีการหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูดคุย ก็อยากจะกราบเรียน ท่านอาจารย์ปกรณ์ เพื่อที่จะให้สบายใจ อย่างที่กราบเรียนมาแล้วว่าสถานการณ์หนึ่ง สถานการณ์มันคนละสมัยกัน คนละยุคกัน สมัยนี้มีพรรคการเมืองบางพรรค ไม่ว่าเราจะ ร่างดีอย่างไรก็ตามเขาก็คงจะไม่พอใจ สมัยนี้จะมีนักวิชาการและนักหลักการบางคณะ ซึ่ง ไม่ใช่ความผิดของเขา ไม่ว่าจะร่างอย่างไรก็ตาม เขาก็บอกว่าเปึ้นรัฐธรรมนูญที่มาจาก การรัฐประหาร เพราะฉะนั้นเขาก็ไม่รับ ตกลงสภาวะมันแตกต่างกันกับเมื่อป้ ๒๕๔๐ ผมเองมาช่วยงานป้ ๒๕๔๐ ผมทราบดีว่าสภาวะมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่เรา ต้องยอมรับความจริงว่านี่คือสภาวการณ์ที่เราจะต้องต่อสู้ เพราะพวกเราจริงใจที่จะให้ ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง และผมก็เชื่อว่ากรรมาธิการยกร่างฯ ๓๕ คน ไม่มีใคร ที่จะมีพิมพ์เขียวหรือมีข้อตกลงใจอยู่แล้ว แต่เนื่องจากเงื่อนไขเวลาจำกัดเขาก็จะต้องมี การถกเถียงกันว่าในประเด็นนี้คิดกันว่าอย่างไร มีทางเลือกอย่างไรบ้าง ท่านประธานครับ ผมพูดตรงนี้ผมเชื่อว่าประชาชนฟังอยู่ก็น่าจะพอเข้าใจไปด้วยว่าจะให้เขานั่งอยู่เฉย ๆ และปล่อยให้พวกผมทำงาน้อย่างเดียวเขาก็ทำไม่ได้ เขาก็ต้องเตรียมทางเลือก ทางหนี ที่ไล่ในแต่ละเรื่องไว้ว่ามีแนวคิดอย่างไรบ้าง แต่อยากจะกราบเรียนท่านอาจารย์ปกรณ์ว่า ต้องไปบอกกรรมาธิการยกร่างฯ ด้วยว่า ทุกครั้งที่แถลงข่าวกรุณาระมัดระวัง อย่าบอกว่านี่คือความเห็นของผม ควรจะต้องพูดให้ครบว่า เท่าที่ฟังดูจากกรรมาธิการที่ ไปรับฟังมาจากภาคใต้ จากภาคเหนือ จากภาคอีสาน จากภาคกลาง ส่วนหนึ่งเขา เห็นด้วยอย่างนี้ว่านายกรัฐมนตรี ยกตัวอย่าง จะต้องมาจากการเลือกตั้ง เพราะเขาว่ากัน อย่างนี้ เหตุผลคืออะไร และแน่นอนในต่างจังหวัด ในแต่ละภาคก็จะมีคนพูดว่าควรจะ เป่ดกว้างด้วยความเห็นอย่างไร แต่ท่านไม่ควรจะมาบอกว่านี่เปึนของอาจารย์ศรีราชา นี่เปึนของท่าน นาวาอากาศตรี ประสงค์ สุ่นศิริ นี่เปึนของคนนั้น นี่เปึนของคนนี้ พอบอก ว่าเปึนตัวคนว่าเปึนของเขา ประชาชนเริ่มมีความรู้สึกว่า อ้าว แล้วของผมล่ะ คุณไม่ฟัง หรืออย่างไร เพราะฉะนั้นผมคิดว่ามันอยู่ที่วิธีการพูดด้วยว่า พูดให้มันครบว่าที่ฟังมา ประชาชนอ้างอิงได้ว่าที่นั่น ที่นี่ เขาเห็นอย่างนี้มีเหตุผลอย่างไร อีกฝ์ายหนึ่งก็ที่ประชาชน เหมือนกันเห็นมีเหตุผลอย่างไร เรากำลังไตร่ตรองทุกด้าน ยังไม่ได้มีข้อสรุป ผมคิดว่าอันนี้ น่าจะช่วยได้ส่วนหนึ่ง ก็อยากจะกราบเรียนผ่านไปยังท่านอาจารย์ปกรณ์ตรงนี้ด้วยให้ไป เรียนกรรมาธิการยกร่างฯ

ประการที่ ๒ อยากจะเรียนท่านอาจารย์ปกรณ์ว่าที่ท่านอาจารย์ปกรณ์ กรุณาพูดหลายเรื่องเปึนของดีทั้งสิ้นเลย ท่านประธานครับ เวลาพวกผมออกไป ต่างจังหวัดหรือไปรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ผมเน้นตลอดว่าเรากำลังทำงาน ๓ เรื่องพร้อม ๆ กัน เรื่องที่ ๑ คือการไปรับฟังความคิดเห็นเพื่อนำมาให้กรรมาธิการ ยกร่างฯ ในการร่างรัฐธรรมนูญ เรื่องที่ ๒ เปึนการเป่ดเวทีให้ชาวบ้านได้เรียนรู้เรื่อง การเมือง ในเรื่องรัฐสภาและในเรื่องรัฐธรรมนูญ เพราะการแลกเปลี่ยนความเห็นทําให้ ประชาชนเติบโตทางความคิด และสนใจรัฐธรรมนูญมากยิ่งขึ้น และเรื่องที่ ๓ เปึ้นการที่ ทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการรับรู้รายละเอียดก่อนที่จะลงประชามติ เพราะเราจะ เสียใจมากถ้าหากว่าประชาชนลงประชามติ ไม่ว่าจะรับรองหรือไม่รับรอง แต่รับรอง หรือไม่รับรองด้วยความรู้สึก แต่ไม่ใช่ด้วยความรู้ เพราะฉะนั้นการที่เราไปเป่ดเวทีรับฟัง ความคิดเห็น ๗๖ จังหวัด และแต่ละจังหวัดก็เป่ดเปึ้นสิบ ๆ ครั้ง ผมคิดว่าเปึนกระบวนการ ในการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน เราได้เรียนรู้จากชาวบ้าน ชาวบ้านได้เรียนรู้จากเรา และ ชาวบ้านก็ได้เรียนรู้กันเอง แล้วขณะเดียวกันเปึนการเตรียมพร้อมในการลงประชามติ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้เปึนของสำคัญ แต่จริงอย่างท่านอาจารย์ปกรณ์พูดไม่มีผิดเลยครับ ท่านประธาน ขณะนี้สื่อมวลชนที่เราใช้ยังน้อย ท่านประธานครับ ผมมีความระมัดระวัง และผมคิดเลยว่าจำเปึนต้องพูด ท่านอาจารย์ปกรณ์ยกตัวอย่างว่า เมื่อ ป้ ๒๕๔๐ ผมออก เดินสาย ท่านประธานครับ ผมเองไม่ได้เปึน สสร. ผมอยู่ในฝ์าย คนทำทีวี ผมกล้าที่จะ กระโดดออกมาเต็มตัวในการช่วย สสร. เพราะผมจะไม่ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนได้เสียเลย แม้แต่น้อย เพราะว่าผมอยู่ในฝ์ายคนทําโทรทัศน์ และท่านประธานจะจําได้ สสร. บอกให้ ผมทำไปเลย ค่าใช้จ่ายวันหลังจะช่วย แต่ในที่สุด สสร. ยุคที่แล้วเมื่อ ๑๐ ป้ที่แล้ว ไม่ได้ ช่วยผมเลยสักบาทเดียว ผมเปึนเอกชน ผมลงมาช่วยทำงานหมดไป ๑๐ กว่าล้านบาท ไม่ได้เงินเลยแม้แต่บาทเดียวจาก สสร. เอาล่ะเรื่องนั้นเรื่องหนึ่งเก็บไว้ แต่มันมีปัญหา อย่างนี้ครับท่านประธาน ในครั้งนี้เราก็ปรารถนาอยากจะเห็นสื่อทั้งช่อง ๕ ช่อง ๑๑ ช่อง ๙ ช่อง ๗ รวมทั้งทีไอทีวี ที่จะเห็นประโยชน์ของเรื่อง สสร. เรื่องของการร่าง รัฐธรรมนูญ แต่ท่านประธานครับ ถ้าผมลงไปและผมบอกว่าเอาอย่างนี้ น่าจะมีรายการ เปึ้นอย่างนี้ น่าจะทำอย่างนี้ ท่านประธานครับ ผมจะถูกกล่าวหาทันทีว่าผมมีผลประโยชน์ ทับซ้อน ผมต้องมีความระมัดระวังอย่างยิ่ง วันนี้ก็ได้พูดกับ อสมท. แล้วก็เคยพูดกับ กรมประชาสัมพันธ์ว่าอยากที่จะให้ท่านริเริ่มของท่าน แล้วถ้าท่านคิดว่าเราจะช่วยอะไร ท่านได้ เช่น จะให้ผมประสานกับท่าน สสร. ทั้งหลายในห้องนี้ ประสานกับกรรมาธิการ ยกร่างฯ ให้ไปรับฟัง แล้วจะเกิดเวทีคึกคักขึ้น ผมยินดีจะประสาน แต่ขอให้เริ่มมาจากทาง สถานี จากรายการ เพราะถ้าผมเข้าไปทําก็จะมองว่ามีผลประโยชน์อะไรหรือเปล่า หรืออยากจะไปออกทีวี หรือเปล่า ผมต้องพยายามระมัดระวังเมื่อผมมาเปึนประธานกรรมาธิการชุดนี้ เพราะฉะนั้นวันนี้ก็ได้พูดกันเมื่อเช้านี้นะครับ พูดอย่างตรงไปตรงมาว่า ขอให้สถานี พิจารณาดำเนินการและขอให้ดำเนินการโดยด่วน อสมท. ได้สัญญาอย่างนี้ครับ ท่านประธาน เพื่อจะบอกอาจารย์ปกรณ์แล้วก็บอกกรรมาธิการยกร่างฯ เพื่อความ สบายใจ อสมท. จะมีทุกวันศุกร์ ขึ้นต้นเวลายังไม่ดีนัก ทุกวันศุกร์ เวลาบ่ายโมงตรง ถึงบ่ายสองโมง จันทร์ถึงศุกร์ ขอโทษไ์ม่ใช่ทุกวันศุกร์ จันทร์ถึงศุกร์ ครับ ๕ วัน วันละ ๑ ชั่วโมง จะยกเวลาให้กับการร่างรัฐธรรมนูญทั้งหมด วันละ ๑ ชั่วโมง และภายใน เดือนหน้าอาจจะมีการปรับผังและไปอยู่ในเวลา ไพร์มไทม์ (Prime time) เวลาที่ดีขึ้น โดยที่ สสร. และกรรมาธิการแต่ละจังหวัดที่ไปประชุม ไปปรึกษาหารือ รับฟังความเห็น ของประชาชน ให้ประสานไป เขาจะยกทีมไปถ่ายทำในจังหวัดของท่าน และจะนำมา ตัดต่อออกอากาศในวันศุกร์ เวลา ๑๓.๐๐ นาฬิกา ถึง ๑๔.๐๐ นาฬิกา ทุกวันจันทร์ ถึงศุกร์ ไม่ใช่วันศุกร์ ผมพูดผิดอยู่เรื่อย จันทร์ถึงศุกร์ ๕ วัน เพราะฉะนั้นขอให้ประสานมา ถ้าท่านจะประสานกับ สสร. โดยตรง ทําไปเลย ไม่อย่างนั้นประสานผ่านมาที่ผม ผมก็ยินดี คณะกรรมาธิการผมยินดีที่จะประสานให้ อันนั้นเพื่อให้อาจารย์ปกรณ์สบายใจแล้ว อสมท. ชั้นที่ ๑ อสมท. เตรียมที่จะทำวิทยุเพื่อการนี้อีกด้วยในจำนวนหลายสถานี ตกลง อันนี้ก็ยินดีที่จะระดม ผมบอกเขาตรง ๆ วันนี้ก็บอกเขาตรง ๆ ว่าอย่าให้ผมไป สร้างรายการให้เลย เดี๋ยวจะกลายเปึนว่าผมมีผลประโยชน์ทับซ้อน พวกคนไม่เข้าใจก็จะ บอกว่า เจิมศักดิ์อยากจะไปทํา อสมท. ล่ะสิ วันนี้พูดกันเสียตรง ๆ บอกเขาไปเลย ผมยั้ง ไว้ตลอด ไม่ยอมทำอะไรเพราะว่าเหตุนี้ คราวนี้มาถึงช่อง ๑๑ และกรมประชาสัมพันธ์ ท่านประธานครับ ได้มีโครงการที่ท่านประธานนรนิติได้ประสานงานกับท่านประธานมีชัย ฤชุพันธุ์ เพื่อที่จะเป่ดห้องประชุมแห่งนี้ให้ประชาชน ให้กลุ่มภาคส่วนของประชาสังคม ทั้งหลาย ได้มีโอกาสมาวิพากษ์วิจารณ์ ได้มีโอกาสมาให้ความเห็นเรื่องรัฐธรรมนูญ และ เราเคยตั้งเปัาหมายไว้ว่าจะเป่ดในวันเสาร์นี้เปึนต้นไป ทุกวันเสาร์จะเป่ดห้องประชุมแห่งนี้ ให้ประชาชนได้มีสิทธิในการที่จะเข้ามาแสดงความเห็นเรื่องรัฐธรรมนูญ ได้เตรียมงานกัน ไว้พอสมควร แต่ว่าขณะนี้ช่อง ๑๑ ติดขัดเรื่องเวลาอยู่นิดหนึ่ง ช่อง ๑๑ ยินดี อย่างยิ่งที่จะ มาถ่ายทอดสด เรากำหนดไว้เวลา ๑๔.๐๐ นาฬิกา ถึง ๑๖.๐๐ นาฬิกา ของทุกวันเสาร์ แต่เนื่องจากว่าช่อง ๑๑ มีภารกิจที่ผูกพันไว้ก่อนหน้านั้นแล้วในเวลา ๑๕.๐๐ นาฬิกา ขณะนี้กำลังตกลงกันใหม่ว่าอาจจะเปึนในช่วง ๑๖.๐๐ นาฬิกาเปึ้นต้นไป ๑๖.๐๐ นาฬิกา ถึง ๑๘.๐๐ นาฬิกา ทุกวันเสาร์ และก็จะต้องรบกวนท่านเลขาธิการของสภาผู้แทนราษฎร ที่ดูแลห้องประชุมแห่งนี้ว่าท่านจะมีความเห็นว่าอย่างไร เพราะว่าในขณะนี้ผมประสานไป ยังท่านประธานนรนิติและท่านประธานมีชัยต่างเห็นชอบ แต่ว่าผมทราบว่าในฐานะ แม่บ้านท่านก็หนักใจ ท่านเลขาธิการ เพราะว่าก็เกรงว่าประชาชนเข้ามา จะกดปุ์มอะไรต่อมิอะไรเล่น ที่เรากดปุ์มลงคะแนนตรงนี้นะครับ ซึ่งเขามีหนทาง ที่จะต้องเตือนหรือจะบอกประชาชนได้ แต่อันนั้นก็เปึนสิ่งที่เราจะต้องปรึกษาหารือกัน ต่อไป หรือถ้าไม่เหมาะสมจะใช้ห้องนี้ จะใช้ห้องอื่น ผมก็คิดว่าต้องรีบทํา และจะต้อง ขอความกรุณาท่านอาจารย์ปกรณ์นะครับ ช่วยประสานกับ ๓๕ ท่าน ท่านควรจะต้อง กันเวลาทุกวันเสาร์ มาอยู่ที่นี่สักสี่ห้าท่าน อย่างน้อยทุกเสาร์ เพื่อที่จะมารับฟัง ให้กรรมาธิการยกร่างฯ มาฟังกับตัวเองเลย แล้วก็จะหยิบยกแต่ละเรื่องขึ้นมา แล้วอยากจะกราบเรียนอย่างนี้ครับท่านประธาน กรรมาธิการยกร่างฯ ถ้าสมมุติว่า เขาหยิบประเด็นหนึ่งประเด็นใดขึ้นมา กรรมาธิการยกร่างฯ น่าที่จะให้พื้นฐาน ได้ว่าเรื่องนี้ในอดีตในประเทศไทยเคยทํามาแล้วหรือยัง มีข้อดีอย่างไร มีข้อเสียอย่างไร ในแต่ละวิธีการ แต่ไม่ควรบอกว่ากรรมาธิการยกร่างฯ ตัวท่านเองคิดอย่างไร แต่ท่านควร บอกว่ามันเคยมีความเปึนมาอย่างไร และมีข้อดี มีข้อเสียในแต่ละวิธีการอย่างไร เสร็จแล้วก็จะเป่ดฟังความเห็นจากประชาชน ที่นั่ง ที่ยืนเหมือนผมนี่แสดงความเห็น แล้วก็เปลี่ยนเรื่องไปเรื่อย ๆ เปลี่ยนทีละกรอบ เปลี่ยนทีละประเด็น ผมคิดว่าก็จะทำให้บรรยากาศคึกคักขึ้น ประชาชนได้เห็น ถ่ายทอด ไปทั่วประเทศ ประชาชนในแต่ละภูมิภาคก็จะได้เข้าใจว่าเรากําลังทําอะไรกันอยู่ เพราะว่า ทุกวันนี้ทุกจังหวัดในขณะนี้ก็มีคนทำอยู่ในเวทีในต่างจังหวัด แต่คนทั่วไปไม่รู้ คนทั่วไป ก็มองว่ามันเงียบเหง้า ไม่เหมือนป้ ๒๕๔๐ เพราะป้ ๒๕๔๐ ท่านอาจารย์ปกรณ์ได้กรุณา บอกแล้วว่าผมเดินสาย และก็ถ่ายทอดสดในเวลาสองทุ่มครึ่ง ผมถ่ายทอดในเวลา ส่องทุ่มครึ่งในช่วงเวลาของผมเองคือ ขอคิดด้วยคน ผมเอาเวลาเสียสละให้และก็เดินลุย หลายสายอย่างที่กราบเรียนไปแล้ว เพราะฉะนั้นเวลา ไพร์มไทม์ วันนี้ อสมท. เขาบอกว่า ต่อไปจะต้องพิจารณาแน่ปรับผังรายการ เพราะว่าท่านอาจารย์พงษ์ศักดิ์ พยัฆวิเชียร ผู้รักษาการผู้อำนวยการใหญ่ อสมท. ก็ให้ความสำคัญแก่เรื่องนี้ และปรับผังใหม่จะต้อง ใส่ เพราะฉะนั้นเร็ว ๆ นี้ทั้งช่อง ๑๑ ทั้ง อสมท. และคงจะต้องขอความกรุณาท่านประธาน ด้วยนะครับ ช่วยกรุณาติดต่อทางกองทัพบก ไม่ว่าจะเปึนช่อง ๕ ช่อง ๗ หรือทางช่อง ๓ ผมเชื่อว่าทุกคนควรจะต้อง และคงจะต้องช่วยกันเพื่อรณรงค์ให้ประชาชนได้เข้าใจในเรื่อง รัฐธรรมนูญ เพราะเราจะมีการลงประชามติในขั้นสุดท้าย ท่านประธานครับ นี่เปึ้นสิ่งที่ผม อยากจะกราบเรียน เพราะว่าท่านอาจารย์ปกรณ์ถามพอดี ผมก็เลยตอบนะครับ เพื่อที่จะ ทำให้เราได้เบาใจขึ้นนิดหนึ่ง แต่อย่างที่ผมกราบเรียนว่าการประชาสัมพันธ์ที่ดีคือการ ประชาสัมพันธ์ด้วยเนื้อ และนี่แหละคือเนื้อของการประชาสัมพันธ์ การประชาสัมพันธ์ เพียงแค่ภาพลักษณ์ เพียงแค่ทำให้เกิดกระแสนั่นเปึนการประชาสัมพันธ์แบบการตลาด ซึ่งมีผู้นิยมใช้สร้างความรู้สึก ก็มีประโยชน์ แต่ผมคิดว่าเนื้อจะต้องทําไปควบคู่ และผม ค่อนข้างจะเชื่อครับท่านประธานว่ากรรมาธิการยกร่างฯ เขาไม่มีพิมพ์เขียว กรรมาธิการ ยกร่างฯ เขาก็อาจจะมีความเห็นส่วนตัว เขาอาจจะได้ฟังความเห็นของบุคคลต่าง ๆ ถ้าเขาพูดเสียให้ชัด และสื่อมวลชนที่น้ําไปลงก็กรุณาลงให้ชัดว่าเขาพูดว่าอย่างไร ไม่อย่างนั้นแล้วประชาชนตอนนี้เข้าใจอย่างนั้นจริง ๆ

สุดท้ายครับท่านประธาน เรื่องพิมพ์เขียวนี่นะครับ อยากจะกราบเรียนท่าน อาจารย์ปกรณ์ และท่านประธานว่า มันเปึนกรรมเก่าของไทยจริง ๆ เพราะอะไรครับ ไม่ใช่ แค่ป้ ๒๕๔๐ นะครับ ท่านประธานครับ เรามีประชาพิจารณ์หรือที่เราเรียกว่าพับลิค เฮียริ่ง (Public hearing) กําหนดในรัฐธรรมนูญ กําหนดในกฎหมายว่าการทําโครงการใหญ่ ๆ จะต้องมีการรับฟังความเห็นสาธารณะ หรือเรียกว่าประชาพิจารณ์ หรือเรียกว่าพับลิค เฮียริ่ง แต่ปรากฏว่าที่ผ่านมา ๑๐ ป้ของรัฐธรรมนูญครั้งที่แล้ว เมื่อ ๑๐ ป้ที่แล้ว ปรากฏว่า หน่วยงานทั้งหลายนั้น โดยเฉพาะรัฐบาลที่แล้ว ต้องพูดกันตรง ๆ นึกอยากจะทําอะไรก็ทํา แล้วก็จัดประชาพิจารณ์เพื่อที่จะประชาพิจารณ์ให้ไปลงสุดท้ายเหมือนกับที่รัฐบาลที่แล้ว ต้องการ ผมจะยกตัวอย่างท่านประธาน ผมเปึนวุฒิสภาผมได้ตรวจสอบ อย่างเช่น โครงการตัดถนนผ่าอ่าวไทยไปขึ้นที่เพชรบุรี จะย่นระยะทางได้ ๔๐ กิโลเมตร ขึ้นต้นมี คณะทำประชาพิจารณ์อย่างดี นำเอาคณาจารย์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ที่ไม่มีส่วน ได้เสียลงไปทำประชาพิจารณ์ คณาจารย์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยระมัดระวังอีกชั้นหนึ่ง ไม่ทําเองอีก ไปเอาผู้นําของแต่ละชุมชนไปทําประชาพิจารณ์ว่าเห็นว่าอย่างไร แต่ขณะที่ กําลังทําประชาพิจารณ์อยู่ ท่านทราบไหมครับ ผู้นํารัฐบาลที่แล้วออกมาพูดว่า อย่างไร ก็ต้องสร้าง สะพานอันนี้ตัดย่นระยะเวลา ๔๐ กิโลเมตร อย่างไรก็ต้องทํา แล้วก็บอกว่าผม จะพยายามทำให้โปร่งใสไม่มีคอรัปชั่น ท่านประธานครับ พูดแค่นี้ชาวบ้านเขาวิ่งมาหา ผมเลยวุฒิสภา เขาบอกว่าพวกเขาทําประชาพิจารณ์ไปทําไม ก็คุณเล่นมีพิมพ์เขียวแล้ว คุณจะทำแล้ว คุณมีแบบแล้วด้วยซ้ำว่ามันตัดอ่าวไทยอย่างไร คณาจารย์จุฬาฯ วิ่งมาหา ผม บอก วุฒิสภาตรวจสอบรัฐบาลได้ไหมว่า ตกลงเขาจะเอาอย่างไรกันแน่ เขาให้พวกผม ไปทำงาน และเขาบอกว่าเขาอย่างไรก็ต้องทำ ท่านประธานครับ นี่ล่ะครับคือตัวอย่าง จะว่าประชาชนว่าเขาระแวงกรรมาธิการยกร่างฯ ก็พูดไม่เต็มปาก จะว่าประชาชนไม่ได้ เพราะประชาชนได้รับประสบการณ์อันขมขื่นในช่วง ๑๐ ป้ที่ผ่านมา รัฐธรรมนูญที่ท่านประธานร่างดี๊ดี บอกต้องมีประชาพิจารณ์ แต่แล้ว หน่วยราชการก็ดี รัฐบาลก็ดี ไปมีข้อสรุปว่าจะทําอย่างไร แล้วทําประชาพิจารณ์เปึนเพียง ไม้ประดับให้มันดูครบตามกฎหมายที่ท่านประธานร่าง เพราะฉะนั้นเราจะไปว่าประชาชน ให้เขาไม่ระแวง ผมว่าเราว่าเขาไม่เต็มปาก แต่ผมก็พยายามจะบอกเขานะครับว่า ผมเชื่อใจว่ากรรมาธิการยกร่างฯ ๓๕ คนเขาฟังท่านแน่ แล้วเมื่อวานนี้ยังต้องสัญญากับ กรรมาธิการ ๗๖ จังหวัดบอกว่า ถ้าพวกเรามีผลที่ประชาชนต้องการอย่างไรชัดเจน แล้วเขาลองไม่ร่างดูสิ ผมจะออกเดินขบวนกดดันเขาให้ได้ เมื่อวานเลยต้องพูดกับเขา อย่างนั้น เขาก็ปรบมือพอใจ แล้วก็เลิก ผมเลยต้องบอกว่าในที่สุดผมเองไม่ได้เปึน กรรมาธิการยกร่างฯ ลองดูเรื่องไหนชัด ๆ ว่าประชาชนจะเอาอย่างไร แล้วกรรมาธิการ ยกร่างฯ ลองยกร่างต่างกันดูสิ ผมจะออกเดินกับเขา เขาก็รู้สึก เออ อย่างนี้เขาค่อย สบายใจ แต่ท่านประธานครับเราจะต้องช่วยกันในประเด็นตรงนี้ จะทิ้งให้ฝ์ายหนึ่งฝ์ายใด ช่วยคงไม่ได้ เพราะฉะนั้นต้องกราบเรียนท่านอาจารย์ปกรณ์นะครับ ประเด็นของท่าน อาจารย์ปกรณ์นั้นดีมาก ๆ แล้วก็ควรจะต้องพูดกัน แต่เสียดายผมน่าจะตอบทันทีตอนนั้น แต่เพื่อนไม่รู้ว่าผมจะตอบอาจารย์ปกรณ์ก็เลยชิงไปเสียก่อน เลยตอนนี้ไปกินข้าวกัน หมดแล้ว ขอบพระคุณท่านประธานครับ