สาทิตย์ ชี้ปัญหาภาษีสุราไม่เป็นธรรม สนับสนุนปรับกฎหมายเอื้อผู้ผลิตเล็ก

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๕ · ๘ มิถุนายน ๒๕๖๕

สาทิตย์ วงศ์หนองเตย หารือร่างพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต โดยชี้ว่ากฎกระทรวงที่กำหนดคุณสมบัติผู้ผลิตสุราไม่เป็นธรรมส่งผลให้ผู้ประกอบการขนาดย่อมต้องย้ายไปผลิตต่างประเทศ จึงเสนอให้ปรับปรุงกฎหมายเพื่อส่งเสริมผู้ผลิตขนาดกลางและขนาดย่อม ควบคู่กับการสนับสนุนนโยบายรัฐที่เน้นการควบคุมการผลิตและบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างเป็นธรรม สอดคล้องกับการพัฒนาภาคเอกชนและสุขภาวะประชาชน โดยเห็นควรรับหลักการเพื่อตั้งกรรมาธิการพิจารณาปรับปรุงกฎหมายให้มีความเหมาะสม ไม่เกิดการเปิดเสรีโดยไม่ตั้งใจ ตามข้อเสนอของคณะกรรมการพัฒนากฎหมาย

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ตรัง

เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ผมได้อ่านหนังสือ ของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ฉบับลงวันที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๖๕ ร่างพระราชบัญญัติ ที่คณะรัฐมนตรีขอรับมาพิจารณาก่อนรับหลักการ ก็คือร่างพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต ฉบับที่ส่งมาให้สภาเรียบร้อยแล้วนะครับ ความจริงแล้วผมก็แปลกใจว่าทำไมเราตีความว่า หน่วยงานทั้งหลายไม่เห็นด้วยกับการเสนอกฎหมายฉบับนี้ แต่เราไม่ได้อ่านถ่องแท้ถึงตัวหนังสือ ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ส่งกลับมานะครับ ความจริงแล้วถ้าเราอ่านความเห็น ของกรมสรรพสามิตก็ดี สำนักงบประมาณ กรมควบคุมโรค กรมโรงงานอุตสาหกรรม และความเห็นของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาก็ดี ก็คือมีความเห็นว่าเรื่องนี้ไม่ต้อง แก้กฎหมาย แต่แค่ไปแก้กฎหมายลำดับรองก็คือตัวของกฎกระทรวงเท่านั้น แต่เราอ่านแค่นี้ ไม่พอครับ ในตอนท้ายของหนังสือฉบับนี้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้อ้างถึงกรณี ผลกระทบจากกฎกระทรวง การอนุญาตผลิตสุรา พ.ศ. ๒๕๖๐ สำนักงานคณะกรรมการ พัฒนากฎหมายมีการพิจารณาวิเคราะห์สภาพปัญหาและมีข้อเสนอแนะ ซึ่งในข้อเสนอแนะนี้ มีรายละเอียดส่งมาด้วย แล้วบอกว่าคณะกรรมการพัฒนากฎหมายได้เสนอเรื่องดังกล่าว ให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาและเห็นชอบ คือเห็นชอบตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนา กฎหมายได้ส่งมาแล้ว เห็นชอบประเด็นอะไรบ้างครับ ๑. เห็นชอบว่าให้มีการปรับปรุงกฎหมาย ที่เกี่ยวข้องกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่แท้จริงเกิดความเป็นธรรม ไม่เป็น การสร้างอุปสรรคหรือก่อความเดือดร้อนแก่ผู้เกี่ยวข้องเกินสมควร และสอดคล้องกับหลักการ มาตรา ๗๗ (๒) เรื่องสนับสนุนภาคเอกชน ผู้บริโภค ผู้ประกอบการมีส่วนร่วมในการส่งเสริม และกำกับ และใน (๓) เขาก็พูดถึงเรื่องของยุทธศาสตร์ชาติ ประเด็นเรื่องของผู้ประกอบการ และวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อมยุคใหม่ และประเด็นการเสริมสร้างคนไทยให้มีสุขภาวะที่ดี ให้สามารถเดินหน้าไปได้อย่างผสมกลมกลืนและบรรลุเป้าหมาย ทีนี้พอไปอ่านเรื่องต่อว่า บันทึกของคณะกรรมการพัฒนากฎหมาย ท่านประธานครับ ผมไปเร็ว ๆ เขาเขียนหลายเรื่อง แต่เรื่องที่สำคัญที่สุดที่เกี่ยวกับกฎหมายฉบับนี้เขาได้วิเคราะห์สภาพปัญหามาตรการควบคุม การผลิต ซึ่งการผลิตอยู่ในกฎหมายที่เรากำลังพูดถึงอยู่ ก็คือภาษีสรรพสามิต มาตรา ๑๕๓ ซึ่งเป็นหลักการที่กฎหมายฉบับนี้เขียนให้แก้กรรมการพัฒนากฎหมายวิเคราะห์สภาพปัญหา มาตรการควบคุมการผลิตว่าคุณสมบัติผู้ขออนุญาตและคุณสมบัติของโรงงานอุตสาหกรรม ที่ใช้ผลิตสุราตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ปี ๒๕๖๐ ซึ่งออกตามความในมาตรา ๑๕๓ กำหนดไว้ว่าบริษัทต้องมีทุนจดทะเบียน ๑๐ ล้านบาท ว่าไปกำลังผลิตขั้นต่ำต้องมีขนาดกำลังผลิตไม่ต่ำกว่า ๑๐๐,๐๐๐ ลิตรต่อปี ไม่เกิน ๑ ล้านลิตร ต่อปีเขาบอกว่าข้อกำหนดดังกล่าวทำให้กลุ่มผู้ประกอบการผลิตสุราขนาดกลาง ขนาดย่อม ที่ไม่เข้าคุณสมบัติในเรื่องจำนวนทุนจดทะเบียนนี้ต้องไปดำเนินการผลิตสุราในต่างประเทศ แล้วส่งกลับเข้ามาขายในประเทศ เพราะฉะนั้นข้อเสนอแนะของเขาเสนอให้สมควรปรับปรุง ข้อกำหนดเกี่ยวกับคุณสมบัติของผู้ขออนุญาตและคุณสมบัติของโรงอุตสาหกรรมที่ใช้ผลิตสุรา ให้มีความเหมาะสมยิ่งขึ้น ซึ่งเขาเสนอชัดครับในหน้า ๘ ที่ส่งมา เขาพูดถึงเรื่องของนโยบาย ประเทศไทยที่เกี่ยวกับธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เขาบอกว่าประเทศไทยไม่ได้มีนโยบาย ห้ามการผลิต ห้ามการบริโภคแบบเด็ดขาด เพียงแต่ต้องควบคุมการผลิตในลักษณะที่มุ่งเน้น การจัดเก็บภาษีเป็นรายได้ของรัฐและควบคุมปริมาณโดยใช้กลไกด้านราคา ส่วนการบริโภค ยังคงให้เป็นสิทธิเสรีภาพของบุคคลในการดื่มและให้เป็นสิทธิของผู้ประกอบการที่จะผลิต หรือค้าขายเครื่องดื่ม เพราะฉะนั้นเขาจึงเสนอแนะว่าจำเป็นจะต้องมีการปรับปรุงกฎหมาย ทีนี้ในการปรับปรุงกฎหมายหน่วยงานอื่นนอกเหนือจากคณะกรรมการพัฒนากฎหมายเสนอ ให้แก้กฎกระทรวง แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นจากกฎหมายฉบับนี้ที่เพื่อนสมาชิกเสนอคือกฎกระทรวง มันไม่มีความเป็นธรรม เพราะฉะนั้นเขาจึงเสนอกฎหมายฉบับนี้มาว่าถ้าจะไปออกกฎกระทรวง ตามมาตรา ๑๕๓ ในมาตราที่เขาเสนอนี้บอกว่าหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไขต่าง ๆ จะต้อง ไม่กำหนดคุณสมบัติผู้ขอเกี่ยวกับขนาดกำลังผลิต กำลังแรงม้า เครื่องจักร จำนวนพนักงาน หรือบุคคลผู้มีสิทธิขออนุญาต ก็คือเป็นการเขียนผูกไว้เป็นข้อกำหนดว่าถ้าออกกฎกระทรวง จะต้องไม่กีดกันซึ่งตรงกับความเห็นคณะกรรมการพัฒนากฎหมายในข้อที่ว่าสร้างความเป็นธรรม

ประเด็นหลักอันที่ ๒ ซึ่งหลายฝ่าย โดยเฉพาะฝั่งของรัฐบาลบางส่วนที่กังวลอยู่ ถ้าเขียนกฎหมายแบบนี้แปลว่าเปิดเสรีเหล้าทั้งหมด เพราะในหลักการนี้เขียนไว้ว่าเฉพาะคน ที่ผลิตสุราเพื่อการค้าที่ต้องขออนุญาตผลิตแล้วก็ไปตีความว่าถ้าไม่ใช่เพื่อการค้าสามารถผลิตได้ โดยเสรี ผมคิดว่าถ้าเกิดสมมุติเราเห็นด้วยกับเรื่องของการผูกเงื่อนไขของกฎกระทรวงให้เกิด ความเป็นธรรมแล้วกังวลว่าจะเกิดเสรี ถามว่ารับหลักการกฎหมายฉบับนี้ไปตั้งกรรมาธิการ เราแก้กฎหมายให้เกิดการควบคุมไม่ให้เกิดเสรีอย่างที่กังวลได้ไหม ผมบอกว่าสามารถแก้ได้ แก้ได้อย่างไรครับ เพราะว่าในหลักการนี้ที่เขียนไว้ไปวงเล็บว่าแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๕๓ ในเมื่อมาตรา ๑๕๓ เดิมได้เขียนไว้ชัดแล้วว่ากรณีผู้ใดประสงค์จะผลิตสุราหรือมีเครื่องกลั่น จะต้องขออนุญาตต่ออธิบดีและปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนด เพราะฉะนั้นเมื่อหลักการเขียนไว้ว่าแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๕๓ ก็ชอบที่คณะกรรมาธิการ ที่ตั้งไปถ้าเกิดรับหลักการแล้วสามารถที่จะไปเพิ่มเติมหลักเกณฑ์ในการที่จะควบคุมต่าง ๆ เพื่อที่จะยังคงหลักการของการควบคุมและกำกับการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเอาไว้เพื่อให้ คงวัตถุประสงค์เดิมเอาไว้ได้ แต่ถ้าเราไม่รับหลักการนั่นแปลว่าเราปฏิเสธ ซึ่งตรงกับข้อเสนอ ของคณะกรรมการพัฒนากฎหมายว่าให้มีการปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ด้วย เพราะฉะนั้นกฎหมายฉบับนี้มันอาจจะมาก่อนท่านประธานที่คณะกรรมการพัฒนากฎหมาย ได้เสนอ แต่เมื่อเสนอมาแล้วก็ตรงกับข้อเสนอแล้วครับ เพราะฉะนั้นสภาก็รับหลักการไปตั้ง คณะกรรมาธิการขึ้นมา แล้วถ้ากังวลว่าจะไม่รอบคอบผ่านสภาผู้แทนราษฎรไปแล้วยังต้อง ผ่านวุฒิสภาอีกด้วย แล้วถ้าเห็นไม่ตรงกันก็ต้องตั้งกรรมาธิการร่วม ผมจึงเห็นว่าโดยความเห็น ของทางสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาที่ส่งมาถ้าอ่านให้ครบถ้วนแล้วก็ไม่น่าที่จะขัดกับ เรื่องของหลักการหรือกฎหมายฉบับที่เรากำลังพิจารณาอยู่นี้ครับ ขอบพระคุณครับ