กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ คัดค้านร่าง พ.ร.บ. กัญชา กัญชง โดยอ้างเหตุผลจากหลักศาสนาอิสลามที่ถือว่ากัญชาเป็นสิ่งต้องห้าม ยกเว้นใช้เพื่อการแพทย์ในกรณีจำเป็น และแสดงความกังวลว่าการเปิดเสรีกัญชาอาจส่งผลกระทบต่อเยาวชนและสถาบันครอบครัว เนื่องจากกฎหมายดังกล่าวเน้นมิติด้านเศรษฐกิจโดยขาดมาตรการป้องกันที่เพียงพอ อาจนำไปสู่ปัญหาการติดสารเสพติดในอนาคตได้
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๔ นราธิวาส ประกอบด้วยอำเภอบาเจาะ อำเภอยี่งอ อำเภอรือเสาะ และอำเภอศรีสาคร พรรคประชาชาติ ท่านประธานครับ พ.ร.บ. กัญชา กัญชง ที่เสนอเข้าสู่สภาในวันนี้ ผมในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนราธิวาส คงหลีกหนีไม่พ้นที่จะไม่รับหลักการกฎหมายฉบับนี้เหมือนอย่างที่ท่านกูเฮง ยาวอหะซัน ได้อภิปรายก่อนหน้านี้ ผมจะอภิปรายถึงเหตุและผลว่าผมเองแล้วก็พรรคประชาชาตินะครับ เราได้มีการพูดคุยประชุมหารือเรื่องนี้ถึงมติของพรรคเราว่าเราจะรับหรือไม่รับหลักการ กฎหมายฉบับนี้อยู่บนพื้นฐานหลายอย่าง ท่านประธานครับ เหตุผลแรกก็คือตลอดระยะเวลา ๓ ปีที่ผ่านมากฎหมายเข้าสู่สภาหลาย ๆ ฉบับ สิ่งแรกที่เราต้องพิจารณาในฐานะที่เป็นผู้นับถือ ศาสนาอิสลามว่ากฎหมายแต่ละฉบับที่เข้ามานี้ขัดหรือแย้งต่อหลักการความศรัทธาความเชื่อ ในหลักการศาสนาหรือไม่อย่างไร
ประเด็นที่ ๒ กฎหมายที่เข้าสู่สภาประชาชน ประเทศชาติจะได้รับประโยชน์ และแก้ปัญหาสังคมหรือไม่นั่นคือหลักใหญ่กับ ๓ ปีที่ผ่านมา กฎหมายฉบับนี้ก็เช่นกันครับ ท่านประธานครับ เราไม่ได้พูดเองคิดเองแต่คณะกรรมการอิสลามแห่งประเทศไทยได้มีการ ฟัตวาหรือให้ความเห็นซึ่งมีคนส่งหนังสือไปยังคณะกรรมการอิสลามแห่งประเทศไทย ให้พิจารณาว่ากัญชาเป็นสารเสพติดหรือไม่ อย่างไร ปรากฏว่าเมื่อวันที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๖๔ ทางคณะกรรมการอิสลามแห่งประเทศไทยได้มีหนังสือฉบับที่ ๘/๒๕๖๔ ว่ากัญชา กัญชง ถือว่าเป็นสารเสพติดเช่นเดียวกับสุรา หากว่าจะนำมาใช้ทางการแพทย์สามารถนำมาใช้ได้ กรณีจำเป็นเท่านั้น นั่นหมายความว่ากรณีที่ไม่มียารักษาอื่นเลยที่จะรักษาโรคเหล่านั้น ถึงอนุญาตให้เป็นสิ่งที่ฮาลาลได้ นั่นหมายความว่ากัญชายังถือว่าเป็นสิ่งที่ฮารอมในทางหลัก ความเชื่อความศรัทธาในศาสนาอิสลาม สิ่งเหล่านี้คือประเด็นหนึ่งที่ผมและพรรคประชาชาติ เราไม่สามารถรับหลักการได้
ประเด็นต่อมาครับ ประชาชนได้รับประโยชน์ ประเทศชาติจะได้รับประโยชน์ กับกฎหมายฉบับนี้หรือไม่ ผมนั่งดูนั่งฟังทางฝ่ายเจ้าของญัตติได้เสนอได้แถลงในที่สภาแห่งนี้ เป็นห่วงครับท่านประธาน ผมเป็นห่วงไม่สบายใจเลยตั้งแต่ที่มีการยกเลิกกัญชาเป็นยาเสพติด ประเภท ๕ ตาม พ.ร.บ. ยาเสพติด ก็คือไม่มีความผิด ผมไปนั่งดูประเทศรอบข้างแล้วนะครับ ท่านประธานในอาเซียน (ASEAN) ที่อยู่รอบข้างเรา ทั้งลาว ทั้งพม่า ทั้งกัมพูชา มาเลเซีย ประเทศอื่น ๆ ยังไม่มีการอนุญาตให้มีการปลูกขายกัญชาโดยเสรีประเทศเราประเทศเดียว นั่นหมายความว่านึกภาพในวันข้างหน้าประเทศเราจะเป็นแหล่งที่มีกัญชามากที่สุดในย่านนี้ เมื่อมากที่สุดในย่านนี้แล้วอะไรจะเกิดขึ้นครับ ก็คือโครงสร้างทางสังคมสถาบันครอบครัว จะยิ่งอ่อนแอลง ทำไมถึงพูดอย่างนั้นครับท่านประธานเพราะขนาดเรามีมาตรการมีกฎหมาย เอาผิดกับคนที่เสพยาเสพติดหรือว่าจำหน่ายปลูกกัญชาเป็นยาเสพติดประเภท ๕ แล้ว เรายังเอาไม่อยู่เลยครับ พี่น้องประชาชนลูกหลานหลาย ๆ ครอบครัวติดยาเสพติดเริ่มต้นมา จากการสูบกัญชานำไปสู่ยาบ้าถ้าดูกฎหมายฉบับนี้แล้วนี่ล่ะครับ ผมดูแล้วเน้นเฉพาะในเรื่อง ของเศรษฐกิจและทางการแพทย์ทางสาธารณสุข แต่ในเรื่องของมาตรการการป้องกันมีอยู่ มาตราเดียวแค่นั้น มาตรา ๓๗ การป้องกันหรือมาตรการในการที่จะไม่ให้เยาวชนติดยาเสพติด ในภาพกว้างหรือเข้าถึงยาเสพติดได้ง่ายโดยกัญชานี้ครับ ผมยังอ่านไม่เจอเลย แถมมาตรการ ยังกำหนดด้วยซ้ำว่าห้ามขายแค่นั้นเอง ห้ามขายกับบุคคลซึ่งอายุต่ำกว่า ๒๐ ปี หมายความว่า ถ้าขายให้กับคนอายุเกิน ๒๐ ปีขายได้แล้วอะไรจะเกิดขึ้นกับสังคมนี้อะไรจะเกิดขึ้นกับ ครอบครัว มีหลายคดีที่ลูกหลานติดยาเสพติดฆ่าพ่อฆ่าแม่เพราะยาเสพติด แต่กฎหมายฉบับนี้เน้นเรื่องเศรษฐกิจมากไป มองด้านเดียวไม่ได้มีมาตรการควบคุมอะไรเลย ให้กับสถาบันครอบครัว ลูกหลาน เยาวชน ผมมีข้อมูลที่ผ่านมาในประเทศไทยน่าเป็นห่วงมาก ตอนนี้รัฐบาลต้องรักษาคนติดยาเสพติดเฉลี่ย ๒๐,๐๐๐ บาทต่อคนต่อเดือนในการรักษา แล้วก็มีคนที่ติดยาเสพติดกัญชาแล้ว ผมมีข้อมูลว่ามีอยู่ ๑.๘๙ ล้านคน คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ ๔.๓ เปอร์เซ็นต์ซึ่งถือว่าสูงมาก แล้วมันเป็นสถิติที่มากขึ้นเรื่อย ๆ ถ้า พ.ร.บ. ฉบับนี้ผ่าน กัญชาเสรี สถิตินี้ผมเชื่อว่าน่าจะเพิ่มขึ้นเพราะประตูในการเข้าสู่สารเสพติดประเภทกัญชา มันเปิดกว้างครับ ใครจะไปดูแลควบคุมได้ว่าปลูกที่บ้านแล้วจะไม่มีการแปลงกับยาแก้ไอผสม เป็นอย่างอื่น ตำรวจคงไม่ได้ไปนั่งเฝ้าแต่ละบ้านแต่ละครอบครัว ผมพอนึกภาพออกครับว่า อนาคตจะเป็นอย่างไรกับสถาบันครอบครัวของประเทศนี้ กัญชาก็ยังคือกัญชา ๑๐๐ ปีที่แล้ว กัญชาเสพแล้วเมาเสพแล้วเป็นอย่างไร ยิ้มง่าย เสียสติง่าย วันนี้ต้นกัญชาก็ยังเป็นอยู่อย่างนั้น กัญชาไม่ได้แปลงพันธุกรรมเป็นอย่างอื่นเลย เสพแล้วยังเมา แต่เราต่างหากที่กำลังเปลี่ยน พันธุกรรมด้วยถ้อยคำลายลักษณ์อักษร แก้จากเป็นสารเสพติดที่เมาแล้วให้สามารถเสพได้ โดยเสรีโดยการแปลงพันธุกรรมเป็นลายลักษณ์อักษร เป็นตัวหนังสือ ขอบคุณครับ