กนก ชูร่าง กัญชา กัญชง เน้นคุ้มครองเกษตรกร-ชุมชน

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๕ · ๘ มิถุนายน ๒๕๖๕

กนก วงษ์ตระหง่าน อภิปรายร่าง พ.ร.บ. กัญชา กัญชง โดยเน้นให้มีตัวแทนเกษตรกรและวิสาหกิจชุมชนในคณะกรรมการเพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ผู้ด้อยโอกาส เสนอให้รวมการใช้เพื่อสันทนาการและในครัวเรือน พร้อมยกเว้นค่าธรรมเนียมสำหรับเกษตรกร ผลักดันการแยกการปลูกกัญชาและกัญชงเพื่อส่งเสริมทั้งเศรษฐกิจและงานแพทย์ พร้อมเรียกร้องให้ปรับเกณฑ์ควบคุมสาร THC อย่างเหมาะสมและสร้างสมดุลในการบังคับใช้กฎหมายเพื่อไม่เอื้อประโยชน์เฉพาะผู้ประกอบการใหญ่ แต่ยังคุ้มครองเยาวชนและส่งเสริมประโยชน์ที่ทั่วถึง

ศาสตราจารย์กนก วงษ์ตระหง่าน แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม นายกนก วงษ์ตระหง่าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ผมขออนุญาตที่จะอภิปรายร่างพระราชบัญญัติกัญชา กัญชง พ.ศ. .... เพื่อตั้งข้อสังเกตให้กับคณะกรรมาธิการที่จะพิจารณาต่อไปครับ ผมมีอยู่ด้วยกัน ๔ ประเด็น

ประเด็นที่ ๑ ร่าง พ.ร.บ. นี้ได้กำหนดนโยบายที่สำคัญไว้ก็คือให้มีมาตรการ ส่งเสริม วิจัย และพัฒนา โดยเฉพาะทางด้านการแพทย์และอุตสาหกรรมซึ่งการจะปฏิบัติ มาตรการดังกล่าวนั้น พ.ร.บ. นี้ได้บอกให้มีคณะกรรมการ ๒ ชุด ชุดที่ ๑ คือคณะกรรมการ นโยบายกัญชา กัญชงแห่งชาติ มี ๑๙ ท่าน โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานและมีผู้ทรงคุณวุฒิ ไม่เกิน ๓ คน คณะกรรมการชุดที่ ๒ คณะกรรมการในระดับปฏิบัติการ นั่นคือคณะกรรมการ กัญชา กัญชง ซึ่งมี ๑๖ ท่าน มีปลัดกระทรวงสาธารณสุขเป็นประธาน และเลขาธิการ อย. เป็นกรรมการและเลขานุการที่จะกำกับเรื่องการปฏิบัติ พ.ร.บ. ฉบับนี้ โดยมีภาคเอกชน ไม่น้อยกว่า ๓ คนอยู่ในกรรมการชุดดังกล่าว ท่านประธานที่เคารพครับ คำว่า ผู้ทรงคุณวุฒิกับ ผู้แทนภาคเอกชน คือสิ่งที่พวกเราเป็นห่วงครับ เพราะการที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่ไม่มีใจให้กับ ประชาชนคนยากคนจน การมีผู้แทนเอกชนที่ไม่มีตัวแทนของเกษตรกรตรงนี้เป็นอันตราย อย่างยิ่ง เพราะฉะนั้นผมจึงขออนุญาตตั้งข้อสังเกตว่าคณะกรรมการทั้ง ๒ ชุดนี้ขอให้มีผู้แทน เกษตรกร หรือขอให้มีผู้แทนวิสาหกิจชุมชนที่เป็นตัวจริงเสียงจริงอย่างน้อย ๑ คนอยู่ในนั้น ของคณะกรรมการทั้ง ๒ ชุด เมื่อเป็นเช่นนี้ก็จะเป็นหลักประกันได้ว่ามีตัวแทนเกษตรกรและ วิสาหกิจชุมชนที่เป็นตัวจริง ไม่ใช่ตัวปลอม เป็นปากเป็นเสียงและให้ข้อเสนอแนะที่จะ ปกป้องรักษาผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนคนยากคนจนที่เป็นเกษตรกร เพราะฉะนั้น คณะกรรมการทั้ง ๒ ชุดดังกล่าวจึงจำเป็นต้องมีตัวแทนเกษตรกรหรือวิสาหกิจชุมชนอยู่ในนั้น นั่นคือประเด็นที่ ๑

ประเด็นที่ ๒ วัตถุประสงค์และหลักการ ตลอดจนมาตราต่าง ๆ ที่นำเสนอ ในร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้สะท้อนเจตนารมณ์สำคัญของ พ.ร.บ. ฉบับนี้ ก็คือ พ.ร.บ. ฉบับนี้มุ่งเน้น ให้เกิดประโยชน์ทางการแพทย์และอุตสาหกรรม แต่ไม่มีคำว่า สันทนาการและการใช้ ในครัวเรือน ความไม่ชัดเจนตรงนี้จะเป็นปัญหาเมื่อเข้าสู่ในชั้นกรรมาธิการ จะมีคนบอกว่า ไม่อยู่ในหลักการพิจารณาไม่ได้ ตรงนี้ผมขออนุญาตเรียนกับท่านประธานเลยว่าจะต้อง อนุญาตให้เราพิจารณาเรื่องของสันทนาการและการใช้ในครัวเรือน เพราะถ้าไม่เป็นเช่นนั้น สุดท้ายก็มีนักอุตสาหกรรม นายทุนใหญ่ทางด้านการแพทย์เท่านั้นที่จะได้ประโยชน์ แต่ว่า เกษตรกรและวิสาหกิจชุมชนก็จะไม่ได้ประโยชน์โดยอ้างหลักการง่าย ๆ ว่าไม่อยู่ในหลักการ ของร่าง พ.ร.บ. ตรงนี้ผมขออนุญาตบันทึกไว้ และถ้าผมได้เป็นกรรมาธิการผมก็จะไปต่อสู้ และนำประเด็นนี้ไปพูดในที่ประชุมต่อไป นั่นหมายความว่าเจตนารมณ์ทางด้านการแพทย์ และอุตสาหกรรมในความเข้าใจของผมนั้นการแพทย์และอุตสาหกรรมนี้จะต้องก่อให้เกิด ประโยชน์กับเกษตรกรและวิสาหกิจชุมชนด้วย ไม่ใช่เฉพาะทุนใหญ่เท่านั้น นั่นก็หมายความว่า พ.ร.บ. กัญชา กัญชงจะต้องนำไปสู่การลดความเหลื่อมล้ำในสังคม พ.ร.บ. กัญชา กัญชง ต้องนำไปสู่การแก้ไขความยากจนให้กับพี่น้องเกษตรกร ไม่ใช่ พ.ร.บ. กัญชา กัญชงไปขยาย ความเหลื่อมล้ำในสังคมให้มากขึ้น ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมชัดเจนค่าธรรมเนียมท้าย พ.ร.บ. นี้ ถ้าท่านไปดูอัตรา เกษตรกรกับวิสาหกิจชุมชนเข้าไปไม่ถึงหรอกครับ ผมบอกท่านประธานได้เลยว่าเกษตรกรที่นครพนมที่มีชื่อเสียงเรียกว่าไทยสติ๊ก (Thai Stick) รวมทั้งที่สกลนครด้วยเข้าไม่ถึงหรอกเพราะอัตรามันสูงมาก เพราะฉะนั้นอัตราค่าธรรมเนียม ตรงนี้ผมอยากเห็นการยกเว้นให้กับเกษตรกรและวิสาหกิจชุมชน ถ้าเป็นเช่นนี้เกษตรกร ที่นครพนม เกษตรกรที่สกลนคร เกษตรกรที่เชียงรายก็สามารถที่จะใช้ได้ รวมทั้งเชียงใหม่ และที่อื่น ๆ ด้วยครับ ผมขออนุญาตที่จะอภิปรายในกรรมาธิการว่าค่าธรรมเนียมแนบท้ายนี้ ต้องยกเว้นให้กับเกษตรกรและวิสาหกิจชุมชนอย่างน้อยเป็นเวลา ๕ ปี ท่านประธานครับ

ประเด็นที่ ๓ ก็คือสารออกฤทธิ์ที่เรียกว่าทีเอชซี (THC) หรือซีบีดี (CBD) สายพันธุ์กัญชาที่เรามีอยู่วันนี้ไม่ได้เป็นสายพันธุ์ที่เหมาะต่อการแข่งขัน เพราะสารของเรา ถูกควบคุมด้วยกฎหมายและประกาศของ อย. และ ป.ป.ส. นั่นหมายความว่าสารซีบีดี (CBD) ทีเอชซี (THC) แต่ละพันธุ์นั้นมีปริมาณที่ไม่เท่ากัน เราจึงจำเป็นที่จะต้องแยกกัญชา กัญชง ออกเป็น ๒ แทร็ก (Track) เป็น ๒ ราง รางที่ ๑ เป็นรางที่จะปลูกเพื่อสกัดสารซีบีดี (CBD) หรือทีเอชซี (THC) สูงสุด กรณีนี้ไม่ต้องไปบังคับว่าจะต้องมีไม่เกินลิมิต (Limit) เท่าไร สูงเท่าไรยิ่งดี เพราะสายพันธุ์เหล่านั้นจะนำไปสกัดเป็นสารออกฤทธิ์ที่บริสุทธิ์และนำไป ใช้ประโยชน์ในทางเศรษฐกิจได้สูงมาก ตรงนี้จะต้องมีแทร็ก (Track) นี้ แต่ใน พ.ร.บ. นี้ไม่มี ส่วนที่ ๒ การปลูกเพื่อการใช้โดยไม่ได้นำไปสารสกัดแล้วก็มีการควบคุมทีเอชซี (THC) ไว้ที่ ๐.๒ เปอร์เซ็นต์ ความจริงแล้วตัวเลขตัวนี้ต่ำเกินไป ถ้าเราคุ้ม ๐.๒ เปอร์เซ็นต์ สรุปก็คือ ใช้ไม่ได้ เพราะจริง ๆ แล้วในแต่ละสายพันธุ์มันมีค่าทีเอชซี (THC) สูงกว่า ๐.๒ เปอร์เซ็นต์ นั่นก็หมายความว่าชาวบ้านเอาไปผสมอาหารไม่ได้ ไปทำเครื่องดื่มไม่ได้ ไปทำเป็นผลิตภัณฑ์ สมุนไพร ผสมเป็นยาหม่อง ยาดม เพื่อนวดแก้เมื่อยไม่ได้ครับ ตรงนี้จะต้องมีการเข้าใจใหม่ และต้องแก้ไขใหม่ เพราะฉะนั้นสายพันธุ์ใดก็ตามที่เหมาะกับการไปทำสารสกัดไม่ต้องคุม สายพันธุ์ที่จะใช้ในทางสันทนาการและในครัวเรือนอาจจะคุมจำนวนทีเอชซี (THC) ได้ แต่ไม่ใช่ ๐.๒ เปอร์เซ็นต์ นั่นก็หมายความว่า พ.ร.บ. นี้ และการปฏิบัติ พ.ร.บ. นี้จะต้องสร้าง ความสมดุลให้ได้ระหว่าง ๑. ประโยชน์ที่จะเกิดกับเกษตรกร ๒. ประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับ การแพทย์และอุตสาหกรรม ๓. อันตรายที่จะเกิดขึ้นกับเยาวชน เราจะต้องมีความสมดุล ทั้ง ๓ นี้ให้ได้ครับ

ประการสุดท้าย โดยสรุปสั้น ๆ ข้อที่ ๑ กัญชา กัญชงจะต้องเป็นประโยชน์ กับเกษตรกรและวิสาหกิจชุมชนด้วย ไม่ใช่ผู้ประกอบการรายใหญ่เท่านั้น ข้อที่ ๒ กัญชา กัญชงจะต้องไม่เป็นอันตรายต่อเยาวชนของชาติ เราจะต้องไปคิดมาตรการตรงนี้เป็นข้อที่ ๒ ผมเชื่อเหลือเกินว่าถ้ากรรมาธิการและรัฐบาลมีใจที่บริสุทธิ์ต่อประโยชน์ที่ผมได้อภิปรายนั้น เราจะสามารถค้นหาความสมดุลพอดีให้เกิดขึ้นใน พ.ร.บ. นี้ได้ แต่ถ้าท่านไม่มีใจท่านก็จะมอง ไม่เห็นความสมดุลอันนี้ครับ ผมขออนุญาตที่จะสนับสนุน พ.ร.บ. ฉบับนี้ แต่ต้องเป็น พ.ร.บ. ที่มีความสมดุลทั้งในมาตราและการปฏิบัติมาตราท้าย พ.ร.บ. ครับขอบพระคุณครับ