เท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร หารือประเด็นการปรับโครงสร้างภาษีสุราแบบขั้นบันไดเพื่อความเป็นธรรมระหว่างผู้ผลิตรายเล็กและรายใหญ่ พร้อมเสนอมาตรการควบคุมการค้าสุราออนไลน์ผ่านระบบยืนยันตัวตน และเน้นย้ำความจำเป็นในการบูรณาการทุกภาคส่วนเพื่อแก้ปัญหาอุตสาหกรรมสุราอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะกรณีผู้ผลิตสุราพื้นบ้านที่เผชิญข้อจำกัดด้านกฎหมายและกำลังการผลิต รวมถึงปัญหาผลผลิตเกษตรที่ไม่สามารถแปรรูปได้ทัน ซึ่งนำไปสู่การตั้งข้อสังเกตถึงความล้มเหลวของนโยบายที่ทำให้ผู้ประกอบการต้องย้ายการผลิตไปต่างประเทศ จึงเรียกร้องให้รัฐสนับสนุนการผลิตสุราพื้นบ้านอย่างเต็มที่ ทั้งการยกเลิกข้อกำหนดที่ไม่จำเป็น การส่งเสริมมูลค่าทางเศรษฐกิจผ่านเหล้าสีและสิทธิบ่งชี้ถิ่น รวมถึงการเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมแทนที่นายทุน
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ผม นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร ในฐานะอนุกรรมาธิการพัฒนาอุตสาหกรรมธุรกิจสุรา ต้องขอบคุณเพื่อนสมาชิกทุกท่านที่ได้อธิบายสนับสนุน แล้วก็ให้ข้อเสนอแนะในบางประเด็น ที่เราตกหล่น ยืนยันในแนวคิดหลาย ๆ อย่างที่เราได้ทำมาว่ามันถูกต้อง แล้วก็เป็น ๑ ในเสียง ที่สนับสนุนเพื่อส่งต่อไปยังรัฐบาลและหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในการจะให้ปรับแนวคิด แล้วก็นำไปปฏิบัติอีกที ผมมีประเด็นที่อาจจะชี้แจงเพื่อความเข้าใจตรงกันของแต่ละท่านบ้าง ใช้เวลาไม่นานครับ
อย่างท่านพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ขออนุญาตเอ่ยนาม ที่ท่านบอกว่ามันต้องใช้ ทุกหน่วยงาน ทั้งรัฐมนตรี กระทรวงการคลัง ตลอดไปจนโรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ ที่ต้อง ช่วยกันปรับข้อกำหนดต่าง ๆ รวมถึงกระทรวงสาธารณสุขด้วย อันนี้เห็นด้วยอย่างยิ่งว่า คนเดียวทำไม่ได้
อย่างท่านนิยมได้บอกว่าการเก็บภาษี จริงครับ การเก็บภาษีเหล้าขาวที่เรา ได้บอกไปว่าเหล้าขาวอาจจะมีอันตรายสูงสุดเพราะว่าเป็นเหล้าที่แรงสุด แต่ก็ยอมรับว่า เป็นเหล้าที่เป็นเรื่องของประเพณีต่าง ๆ เราก็มีแนวคิดอยู่ในเล่มรายงานเหมือนกันว่า การเก็บภาษีควรจะเป็นขั้นบันไดหรือเปล่า มันเป็นไปไม่ได้เลยที่คนที่ทำ ๕ แรงม้า ๗ แรงคน จะไปสู้โรงงานที่ทำปีละเป็น ๑,๐๐๐ ล้านลิตร แล้วจะใช้ภาษีเดียวกันมันเป็นไปไม่ได้ครับ มันแข่งขันกันไม่ได้อยู่แล้ว ในรายงานเราก็มีเรื่องเกี่ยวกับว่าให้เป็นขั้นภาษี คนตัวเล็กก็ควร จะเสียในอัตราภาษีที่เป็นขั้นบันไดใช่ไหมครับ เรื่องสินบนนำจับก็เป็นปัญหาทั่วไปที่ไม่ต้อง พูดก็ได้แล้วกระมัง ไม่ต้องแค่วงการสุราสรรพสามิต เดินออกไปข้างนอกเทศกิจทุกอย่าง ตำรวจมันก็เป็นอยู่แล้วใช่ไหมครับ
ท่านสมเกียรติ ถนอมสินธุ์ เพื่อนสมาชิกร่วมพรรคผมได้พูดเรื่องการค้าขาย ออนไลน์ (Online) เราหยุดโลกไม่ได้ในประเด็นนี้จริง ๆ อยู่ดี ๆ จะบอกว่าห้ามค้าขายออนไลน์ (Online) มันเป็นไปไม่ได้ครับ ไอแบงก์กิง (i-Banking) โมบายแบงก์กิง (Mobile Banking) ของทุกคนก็มีการเควายซี (KYC) ถ้าจะมีผู้ประกอบการคนหนึ่งถ้าเป็นตัวกลางได้แล้วมาทำ เควายซี (KYC) ในการยืนยันอายุของผู้ซื้อผมว่ามันก็ไม่แปลกใช่ไหมครับ
ท่านสุพิศาล ภักดีนฤนาถ ได้ยกตัวอย่างเพื่อนสมาชิกที่ทำเหล้าอยู่ที่ชัยภูมิ ผมขออนุญาตเอ่ยนาม ไม่เสียหายนะครับ ท่านเชิงชายครับ จริง ๆ แล้วผมทราบเพราะว่า ท่านเองก็ได้นำตัวอย่างแล้วก็ปัญหาของชาวบ้านนั้นมาปรึกษาผมว่ากำลังการผลิตเขามีเพียง แค่ ๒๐ ลิตรต่อวันเท่านั้นเอง แต่รสชาติของสุราที่ชัยภูมินี้ดีมาก แต่เขาไปต่อไม่ได้ อันนี้ก็คือ เป็นข้อเสียของการกำหนดแรงม้า แล้วก็ไม่ขยับแรงม้าตามกฎหมายแรงงานที่เปลี่ยนไป เราควรยกเลิกออกไปให้หมดครับ แล้วรายนี้ผมทราบมาว่าอยากทำเหล้าสีด้วย ซึ่งเหล้าสีจะ เพิ่มมูลค่าของสุรานั้นไปอย่างมหาศาล จะบ่มกี่ปี ๘ ปี ๑๒ ปี เหมือนฝากธนาคารเลยครับ
ท่านอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม ได้พูดถึงเกี่ยวกับเรื่องผลผลิตทางการเกษตร ผมบอกเลยว่าอันนี้คือเป็นเป้าประสงค์หลักของพรรคก้าวไกลเราเช่นกันที่อยากให้ผลผลิต ทางการเกษตรมีราคาที่ดีขึ้น กลไกนี้อาจจะเป็นกลไกเล็ก ๆ แต่การทำสุรามองภาพว่า มันเป็นเรื่องของการที่เราถนอมผลผลิตทางการเกษตร ซึ่งการถนอมและยืดอายุมันก็เท่ากับ ว่าเราเพิ่มอำนาจการต่อรองให้เกษตรกร ไม่จำเป็นต้องถูกบังคับขายนายทุน อย่างที่ชัยภูมิ อย่างที่ผมเอ่ยมาข้างต้น ปัญหาเรื่องการผลิต ๕ แรงม้า สุดท้ายครับ โรงเหล้าขายดีแค่ไหน ก็ไม่สามารถซื้อผลผลิตทางเกษตรหรืออ้อยมาผลิตได้ทัน สุดท้ายมันแทบจะไม่ช่วยเกษตรกรเลย ที่สุดท้ายไม่สามารถแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะประเภทที่เป็นฤดูกาลได้ทัน อันนี้จะแตกต่างจากโรงเหล้าขาวที่ทำโดยใช้ข้าว ซึ่งข้าวเก็บไว้ได้นาน ท่านจิรายุ ห่วงทรัพย์ จริง ๆ นะครับท่านประธาน คือผมว่าแกตัวจริงอยู่ครับ จริง ๆ แล้วผมไม่แน่ใจว่าใช้สิทธิ พาดพิงให้เพื่อนอนุกรรมาธิการผมที่นั่งอยู่ตรงนี้หรือเปล่า เพราะเบียร์ แกก็ขึ้นอยู่เมื่อสักครู่ เบียร์แกขึ้นหลายอันครับ แล้วก็อย่างที่ท่านจิรายุพูด เบียร์ไทยหลาย ๆ ตัวขึ้นตราว่าเป็นผลิต จากกัมพูชา แต่ท่านประธานครับ ผมนี่เจ็บใจกว่าเพราะโรงเบียร์ที่ท่านจิรายุขึ้นที่มาจาก กัมพูชา ผมจำได้ครับ วันแรกผมไปยกเครื่องลงมาเป็นโรงเบียร์ คนไทยเป็นคนสกลนคร แต่ต้องไปตั้งอยู่กัมพูชา ไปยืมกฎหมายของประเทศกัมพูชาเพื่อผลิตเบียร์ทำตามความฝัน ตัวเองแล้วส่งกลับมาไทย นี่มันคือเจ็บปวดกว่าที่ต่างชาติทำเบียร์แบรนด์ (Brand) ของเขา แล้วทำชื่อเป็นภาษาไทย ขอบคุณท่านจิรายุจริง ๆ ที่พูดถึง เพราะว่าปัญหากฎหมายของเรา มันคือโฆษณาเบียร์ พวกนี้ไม่ได้เลย ไม่แปลกที่สมาชิกทุกท่านจะไม่เคยเห็น ถือว่าเป็น อุปสรรคหลักเหมือนกันครับ
ท่านมานพพูดถูกเลยครับว่าสุราแต่ละเขตพื้นที่มีความหลากหลายอย่างยิ่ง อย่างล่าสุดผมได้ไปจังหวัดสงขลาก็มี เขาเรียกว่าเหล้าเครียะทำจากตาลโตนดซึ่งสุดยอดมาก เป็นเอกลักษณ์ แล้วก็ผมไม่เคยกินที่ไหนนอกจากที่สงขลา เพชรบุรีที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน หรือไปที่เชียงใหม่ก็มีความหลากหลายสูงแต่ละพื้นที่ ข้าวแต่ละพันธุ์ก็ไม่เหมือนกัน อ้อย แต่ละพื้นที่ก็มีความไม่เหมือนกัน
รวมถึงอย่างที่ท่านอนุกรรมาธิการของผม ท่านดอกเตอร์เจริญ เจริญชัย ได้แยกเชื้อราแล้วก็เชื้อยีสต์ (Yeast) ของลูกแป้งที่ทำมาพบว่าแต่ละที่ไม่เหมือนกันเพราะว่า ภูมิอากาศไม่เหมือนกัน ตรงนี้เราสามารถส่งเสริม วันหนึ่งเชียงใหม่หรือว่าชัยภูมิหรือว่าที่ไหน อาจจะเรียกว่าเหล้าชัยภูมิตามต้นกำเนิดของมันเหมือนที่สปาร์กลิงไวน์ (Sparkling Wine) ที่เมืองช็องปาญเรียกว่าแชมเปญ (Champagne) นั่นเอง
สุดท้ายนี้นะครับ ผมว่าวันนี้สภาเราเป็นเอกฉันท์แล้วว่าสิ่งที่เราขับเคลื่อน เรื่องสุรากันมาเป็นสิ่งที่ทุกคนเห็นชอบแล้ว ก็ฝากถึงรัฐมนตรีว่าให้นำรายงานเล่มนี้ไปปฏิบัติ ปรับแก้ไขสถานการณ์ปัจจุบัน ปลดล็อกแล้วเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ลืมตาอ้าปากแล้วก็ ฟังเสียงประชาชนให้มากกว่านายทุน ขอบคุณมากครับ