พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อภิปรายประเด็นปัญหาสวัสดิการผู้สูงอายุและงบประมาณบำนาญที่ไม่เพียงพอ พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงความเหลื่อมล้ำในการจัดสรรงบประมาณ สะท้อนความยากลำบากของคนวัยทำงานที่ต้องดูแลทั้งรุ่นก่อนและรุ่นหลัง โดยเสนอให้มีการปฏิรูปงบประมาณอย่างเร่งด่วน ทั้งการเพิ่มแหล่งรายได้ใหม่และการปรับโครงสร้างการใช้จ่าย โดยเฉพาะกองทัพ เพื่อรองรับวิกฤตสังคมสูงวัยและสร้างระบบบำนาญที่ยั่งยืนในระยะยาว
เรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล วันนี้ผมขอใช้เวลา ๗ นาทีสุดท้าย ในการอภิปรายสรุปสนับสนุนแล้วก็เสนอแนะรายงานการพิจารณาศึกษาแนวทางการเสนอ กฎหมายบำนาญพื้นฐานแห่งชาติ ใน ๒ หมวกด้วยกันครับ ในหมวกแรกก็คงจะเป็นหมวก ของผู้แทนที่มีหน้าที่ที่จะต้องพูดแทนพี่น้องประชาชนว่าบนท้องถนนนั้นเขาพูดถึงเรื่องนี้ว่า อย่างไร ในหมวกที่ ๒ ขอเอาอาชีพเก่ากลับมาใหม่ เกี่ยวกับการเงินการคลังในฐานะที่ผม เคยทำงานอยู่ในวาณิชธนกิจมาก่อน ก็อยากจะให้เห็นเหรียญที่มีอยู่ทั้ง ๒ ด้านเกี่ยวกับ เรื่องบำนาญแห่งชาตินี้ให้ครบถ้วนภายในระยะเวลาอันสั้นที่มีอยู่ครับ
หมวกใบแรกหมวกของประชาชนในท้องถนนเขาพูดกันอย่างไร สั้น ๆ เลยครับ ก็คือ ๗ บาทต่อมื้อ ชวนท่านประธานคิดเลขสักน้อยครับ ๗ บาทต่อมื้อถ้าได้ ๖๐๐ ต่อเดือน เดือนหนึ่งมี ๓๐ วันหารก็คือเหลือวันละ ๒๐ บาท อย่างที่เพื่อนสมาชิกได้พูดกันมาแล้ว หารด้วย ๓ มื้อเท่ากับ ๗ บาท เมื่อวานผมเดินไปที่ร้านขายของชำหลังบ้านไข่ฟองหนึ่ง ๗ บาท มีช่วงหนึ่งที่เป็นช่วงเกี่ยวกับโควิด (COVID) ผมลงพื้นที่กับ ส.ส. ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ที่อยู่ข้างหลัง ไปนั่งยอง ๆ อยู่กับคุณยาย คุณยายท่านพูดมาอย่างนี้เลย ลูกเป็น ส.ส. ใช่ไหม จะให้ยายอยู่อย่างไร มื้อละ ๗ บาท มื้อละ ๗ บาทก็คือไข่ฟองหนึ่ง บางวันยายคิดได้ยายรวมเงิน ทั้งวันแล้วเหลืออยู่ ๒๐ บาทต่อวัน อย่างที่เพื่อนสมาชิกพูดมาแล้วปลากระป๋องเมื่อวาน เช็ก (Check) อยู่ก็ ๒๓ บาท ใจคอรัฐบาล ใจคอนักการเมืองในประเทศไทยคือจะให้ผู้สูงอายุ ๖๐ ปีขึ้นไปกินไข่มื้อละฟองหรือวันละ ๑ กระป๋องที่เป็นปลากระป๋องจริง ๆ หรือ ที่ถามกัน มากมายจากท้องถนนอีกว่าคนไทยเท่าเทียมกันจริงไหมในประเทศนี้ อาทิตย์หน้าจะเป็นเรื่อง ของการอภิปรายงบประมาณปี ๒๕๖๖ ถ้าเราเอาตัวเลขของปีนั้นมาเป็นน้ำจิ้มมาเป็นโหมโรง ให้ประชาชนที่กำลังฟังอยู่ได้เข้าใจ ผู้สูงอายุในประเทศนี้ ๑๐ ล้านคน งบประมาณ ๘๔,๐๐๐ ล้านบาทดูแลผู้สูงอายุ ๑๐ ล้านคน ในขณะเดียวกันงบประมาณอีกก้อนหนึ่งที่อยู่ในงบกลาง ๓๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ดูแลข้าราชการที่เกษียณ ๘๐๐,๐๐๐ คน ถ้าคุณคิดเลขเร็ว ๆ หารกัน จะต่างกันที่ ๕๗ เท่า ในขณะที่เขา ๖๐ ๖๑ ๖๒ อายุเท่ากัน ถ้าเป็นข้าราชการได้ปีหนึ่ง ๔๐๐,๐๐๐ แสนกว่าบาท เดือนหนึ่งก็ประมาณ ๓๐,๐๐๐ กว่า คิดได้เร็ว ๆ แล้วน่าจะใช่ครับ ในขณะเดียวกันถ้าเป็นพี่น้องประชาชนได้ปีละ ๗,๐๐๐ หารด้วย ๑๒ ก็ประมาณ ๖๐๐ กว่า ๗๐๐ กว่า อายุเฉลี่ยของประชาชนคนไทยจริง ๆ ต่างกัน ๕๗ เท่า จริง ๆ สิ่งที่ได้ยินจาก ท้องถนนก็คือจากคนรุ่นผมครับ ไม่ได้จากคนที่เป็นรุ่นพ่อ รุ่นแม่ อย่างเดียวว่า ส.ส. จะให้ ผมเอาเงินเก็บที่ไหนไปลงทุนเพิ่ม จะเอาเงินเก็บที่ไหนกล้าที่จะเป็นผู้ประกอบการทำ สตาร์ตอัป (Startup) ทำไทยแลนด์ ๔.๐ อย่างที่รัฐบาลโฆษณา เพราะเงินเดือนผมนอกจาก จะใช้จ่ายดูแลส่วนตัว ค่าคมนาคม ค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าน้ำมันที่แพงขึ้น ผมก็ต้องเก็บเงิน ให้พ่อแม่ผม เพราะไม่มีรัฐสวัสดิการในประเทศนี้ มันทำให้คนวัยกลางคนอย่างผมไม่กล้าที่จะ เสี่ยง ไม่กล้าที่จะทำตามความฝัน เพราะอย่างไรก็ยังเหมือนเป็นแฮมในแซนวิช (Sandwich) ที่ต้องดูแลคุณพ่อ คุณแม่เป็นขนมปังข้างบน แล้วดูแลลูกหลานที่เพิ่งเกิดใหม่ อย่างผมลูกสาว ๖ ขวบ ก็คือต้องดูแลเขาเหมือนเป็นขนมปัง ๒ อันที่ทับแฮมอันนี้อยู่ อันนี้มันคือสิ่งที่ทำให้ ประเทศไทยไม่สามารถที่จะทำตามศักยภาพของประเทศได้ในมุมของท้องถนน
หมวกใบที่ ๒ ในฐานะที่เคยเรียนจบการเงินการคลังถึงแม้ว่าจะคืนอาจารย์ ไปแล้วบ้างเพราะมันก็ ๒๐ กว่าปีมาแล้ว แต่ว่าในฐานะที่เคยทำงานอยู่ในวาณิชธนกิจมาก่อน ก็พอที่จะนึกออกในเรื่องเกี่ยวกับงบประมาณในเรื่องการหาฉากทัศน์และการประเมินออกไป ข้างหน้า แล้วดูสิว่าการเงินการคลังในประเทศนี้จะเป็นอย่างไร ซึ่งเรื่องแบบนี้ละเอียดครับ ต้องขออนุญาตให้ฉายสไลด์ (Slide) เล็กน้อยครับห้องโสต ต้องฉายฉากทัศน์ให้ประชาชน เข้าใจก่อนครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
อันนี้คืองบประมาณปี ๒๕๖๔ ที่ ส.ส. วรรณวิภา ไม้สน เคยอภิปรายว่าสวัสดิการหลัก ๆ ของประเทศที่มีอยู่ ๑๑ โครงการ กระจัดกระจายอยู่ใน ๖ กระทรวง ใช้เงินอยู่ประมาณเท่าไร คำตอบก็คือใช้เงินอยู่ประมาณ ๘๖๐,๐๐๐ ล้านบาท ตั้งแต่บำเหน็จบำนาญไปจนถึงสวัสดิการข้าราชการ ไปจนถึงเบี้ยผู้สูงอายุ ไปจนถึงเด็กแรกเกิดขณะนี้ ซึ่งถึงแม้ว่าหลายคนคิดว่า ส.ส. ๖๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เกือบ ๙๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท มันก็ ๑ ใน ๓ ของงบประมาณของประเทศแล้ว แต่มันยังไม่พอ สาเหตุที่มันยังไม่พอเพราะอะไรดูสไลด์ (Slide) ต่อไปครับ ถึงแม้ว่าจะ ๘๖๐,๐๐๐ ล้านบาทในประเทศไทยเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอย่างอินโดนีเซีย เปรียบเทียบกับประเทศเวียดนาม ค่าใช้จ่ายโครงข่ายคุ้มครองทางสังคมหรือโซเชียล เซฟตี เน็ตส์ (Social Safety Nets) ของประเทศไทยยังถือว่าต่ำมาก ๓.๗ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) เท่านั้น เทียบกับโออีซีดี (OECD) ของประเทศที่เขาพัฒนาแล้วที่เขาดูแลพี่น้องประชาชน เป็นอย่างดีต่างกันถึง ๖ เท่ากับของค่าเฉลี่ย ไม่ว่าจะเป็นเงินบำนาญ ไม่ว่าจะเป็นเงินช่วยเหลือ ผู้ว่างงาน เงินสวัสดิการเด็กและครอบครัว เงินช่วยเหลือสังคมต่อครอบครัว แล้วก็เงินที่ดูแล ผู้สูงอายุ
ต่อไปครับถ้าเราเจาะลึกลงไปอีกไม่เอาสวัสดิการทั้งประเทศ เอาเฉพาะเรื่อง สำหรับผู้สูงอายุ ๒.๔ เปอร์เซ็นต์ต่อจีดีพี (GDP) เท่านั้นเอง น้อยกว่าประเทศสหรัฐอเมริกา น้อยกว่าอีอีซีดี (EECD) น้อยกว่าประเทศเดนมาร์ก น้อยกว่าประเทศญี่ปุ่นน้อยกว่าอาเซียน (ASEAN) ในหลายประเทศ ๒.๔ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) นี้ถือว่าต่ำมาก
คำถามต่อมาก็คือถ้าเราเห็นฉากทัศน์แบบนี้ในอดีต ในอนาคตจะเกิดอะไรขึ้น กับประเทศของเรา ผมสรุปออกมาว่ามีความท้าทายอยู่ ๒ ประเภทครับท่านประธาน ฝั่งซ้าย คือความท้าทายที่ ๑ จำนวน ๑๒ ล้านคนที่เป็นผู้สูงอายุในประเทศ ในปีนี้จะกลายเป็น ๒๐ ล้านคนในอีก ๒๐ ปี พูดง่าย ๆ คือเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวภายใน ๒๐ ปี และนี่เป็นตัวเลข ของผู้สูงอายุในประเทศที่เป็นจำนวนล้านคน ถ้าเกิดคิดเป็นเปอร์เซ็นต์คนวัยกลางคนอย่างผม ไม่อยากจะมีลูกเพิ่ม ค่าใช้จ่ายมันเยอะ ก็ต้องดูแลคุณพ่อคุณแม่ไปก่อน ถ้าคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ วิกฤติสังคมสูงวัยที่จะทำ คือทำให้คนรุ่นใหม่ไม่กล้าที่จะมีบุตรหลานนี้ มันจะไม่มีประชากร รุ่นใหม่ ๆ มา ก็จะกลายเป็นงูกินหางที่เปอร์เซ็นต์ของผู้สูงอายุนี้สูงขึ้นไปอีก
ความท้าทายที่ ๒ ก็คือกราฟฝั่งขวาที่บอกว่างบประมาณบำนาญแห่งชาติ ที่จะต้องมาดูแลผู้สูงอายุที่จะเพิ่มขึ้นจาก ๑๒ ล้านบาทเป็น ๒๐ ล้านบาทนี้เพิ่มขึ้นมหาศาล จาก ๔๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท กลายเป็น ๙๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท พูดง่าย ๆ ถ้าเราทำ ตั้งแต่วันนี้ก็ใช้เงินอยู่ที่ ๔๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท แล้วถ้าเกิดเศรษฐกิจมันพัฒนาไปได้ในที่สุด เราก็อาจจะมีงบประมาณพอที่จะทำอย่างนี้ แต่ถ้าเรารอเวลาและให้สถานการณ์มันแย่ลงไป เรื่อย ๆ เราต้องใช้งบประมาณมากกว่านี้ในการที่จะต้องแก้ปัญหาอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้น สิ่งที่รายงานฉบับนี้ได้ทำไว้ถือว่าเป็นสารตั้งต้นอย่างดี ทางฝั่งซ้ายบอกแล้วว่าถ้าเกิดจะทำให้ บำนาญ ๓,๐๐๐ บาทเกิดขึ้นได้ แหล่งรายได้ที่อนุกรรมาธิการเสนอมามีอะไรบ้างครับ ๑. ภาษีสรรพสามิต ๒. ภาษีอีเซอร์วิซ (e-Service) ๓. ภาษีเงินได้นิติบุคคลหมดสิทธิประโยชน์ จากบีโอไอ (BOI) ๔. ส่วนแบ่งสัมปทานจาก กสทช. ๕. การขายสลากของกองทุนเอง ๖. ค่าภาคหลวงแร่ ๗. ค่าภาคหลวงปิโตรเลียม ๘. ค่าภาษีเงินได้จากปิโตรเลียม เป็นต้น ในขณะเดียวกันผมคิดว่าไม่พอครับ มีความจำเป็นที่จะต้องคิดต่อในเรื่องของแหล่งรายได้ ที่เพิ่มเพื่อที่จะเสนอแนะกับเรื่องที่กรรมาธิการได้เสนอไว้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการปฏิรูป กองทัพ จำกัดกองทัพเป็นเรื่องที่จะต้องอภิปรายกันในอาทิตย์หน้าในการที่จะต้องรีดไขมัน ออกจากงบประมาณของประเทศไทยเพื่อให้มีจำนวนพอ
สไลด์ (Slide) สุดท้ายครับท่านประธาน สุดท้ายปุ๊บพอเราคิดแล้วว่า เรื่องบำนาญเป็นเรื่องที่ ๑. จำเป็น ๒. ทัศนคติต้องเปลี่ยนว่ามันเป็นไปได้ ๓. ต้องเข้าใจว่า มันมีพลวัตไม่ใช่เป็นแค่รายจ่ายแต่เป็นการลงทุน เมื่อเราคิดว่ามันได้แล้วเราหารายได้ มาทำได้ปุ๊บเราต้องมาดูว่าวินัยทางการคลังของประเทศจะโดนผลกระทบเท่าไร ซึ่งนั่นก็คือ หนี้สาธารณะต่อจีดีพี (GDP) แล้วทำเป็นฉากทัศน์ครับ ทำเป็นซีนาริโอ อนาลิซิส (Scenario Analysis) ออกมาเลย ตัวอย่างที่ผมทำให้ดูคือ ๔ ฉากทัศน์ ซ้ายสุดก็คือทำบำนาญแบบ ไม่มีแหล่งรายได้เลย หนี้สาธารณะของประเทศจะกลายเป็น ๘๑ เปอร์เซ็นต์ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ อันนี้น่ากลัวมากครับ ถ้าทำตามที่อนุกรรมาธิการได้เสนองบประมาณอย่างที่อนุกรรมาธิการ ได้เสนอนี้ หนี้สาธารณะจะไปอยู่ที่ ๗๕ เปอร์เซ็นต์ ถ้าทำอย่างที่ผมเคยคิดถ้าเอานโยบาย แบบที่พรรคอนาคตใหม่หรือว่าพรรคก้าวไกลมาใช้ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ถ้าอนุกรรมาธิการกับ พรรคการเมืองช่วยกันคิดว่าเราจะรีดไขมันจัดกระดูกงบประมาณเท่าไรที่จะคุยในอาทิตย์หน้า วันนี้เหมือนเป็นโหมโรงเพื่อที่อาทิตย์หน้าอภิปรายกันต่อ สามารถที่จะทำให้งบประมาณ ในการทำบำนาญคงอยู่ที่ ๕๗ เปอร์เซ็นต์ไปจนถึงปี ๒๕๘๒ ได้เลยทีเดียว เพราะฉะนั้น เราอย่ามัวแต่กังวลว่ามันเป็นไปไม่ได้ แล้วคิดว่าจะทำอย่างไรให้พี่น้องประชาชนอยู่ได้ มากกว่ามื้อละ ๗ บาทมันจะเป็นไปได้ขึ้นมาทันที แล้วเราสามารถทำฉากทัศน์เพื่อที่จะดูว่า ในโลกใบใหม่ที่มันเปลี่ยนแปลงไปมากมายขนาดนี้เราสามารถที่จะทำอย่างไรให้มันเกิดขึ้น จริงได้ และมองยาว ๆ ถึง ๒๐ ปีเป็นไปได้แน่นอนครับ ขอบพระคุณครับท่านประธาน