ภราดร ปริศนานันทกุล หารือความจำเป็นในการวางรากฐานสวัสดิการสำหรับผู้สูงอายุอย่างยั่งยืน พร้อมเสนอแนวคิดหลักประกันรายได้ถ้วนหน้าและเรียกร้องให้แก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อกำหนดหน้าที่ของรัฐในการดูแลรายได้ประชาชนอย่างเพียงพอ
ท่านประธานที่เคารพ ผม ภราดร ปริศนานันทกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอ่างทอง พรรคภูมิใจไทย อันดับแรกนั้น ผมต้องชื่นชมกับคณะกรรมาธิการการสวัสดิการสังคมของสภาผู้แทนราษฎรของพวกเรา โดยท่านประธานรังสิมา รอดรัศมี พร้อมคณะกรรมาธิการทั้งหมดที่ได้ริเริ่มและได้ช่วยกันคิด ช่วยกันหาแนวทางเพื่อจะวางรากฐานที่สำคัญให้กับผู้สูงอายุในอนาคตข้างหน้า ผมนั่งฟัง ตั้งแต่ช่วงบ่ายที่เราเริ่มพิจารณากันเรื่องนี้เป็นเพียงไม่กี่เรื่องนะครับท่านประธานที่สภาแห่งนี้ ในสมัยหลัง ๆ มานี้ที่ทุกฝ่ายเห็นคล้อยตามแล้วก็เห็นด้วยกันไปในทิศทางเดียว ผมยังไม่เห็น สมาชิกสัก ๑ คนที่ยืนขึ้นมาแล้วอภิปรายว่าไม่เห็นด้วยกับเรื่องบำนาญผู้สูงอายุหรือว่า บำนาญแห่งชาติ จึงเป็นนิมิตหมายที่ดีที่ผมเชื่อว่าทุกคนตอกย้ำให้เห็นว่าทุกคนเห็นตรงกัน ทั้งหมดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ จากการศึกษาของคณะกรรมาธิการผมได้นั่งอ่านและ ก็ได้ตระหนักว่าในอนาคตอันใกล้นี้สังคมไทยกำลังจะเดินหน้าเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็ม รูปแบบ ในปี ๒๕๖๕ คือปีนี้ จำนวนผู้สูงอายุคิดเป็น ๒๐ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๑๓.๖ ล้านคน ในอีก ๘ ปีข้างหน้าคือปี ๒๕๗๓ ผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้นเป็น ๒๖ เปอร์เซ็นต์มากกว่า ๑ ใน ๔ ๑๘ ล้านคนของประชากร และในปี ๒๕๘๓ ในอีก ๑๘ ปีข้างหน้าจำนวนผู้สูงอายุจะเพิ่มเป็น ๓๒ เปอร์เซ็นต์ หรือเกือบ ๑ ใน ๓ ของประชากรทั้งประเทศ นั่นกำลังจะชี้ให้เห็นว่าประเทศนี้ กำลังเดินหน้าเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบในอนาคตอันใกล้นี้ ผมเชื่อว่าเป็นหน้าที่ ของรัฐที่จะต้องวางแผน วางรากฐาน ไม่ใช่วางรากฐานในอนาคตอีก ๕ ปีค่อยมาวางแผน ไม่ทันแล้วครับ มันต้องวางแผนตั้งแต่วันนี้ว่าเราจะเดินหน้าเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างไร รัฐต้องคิดแล้วครับว่าเราจะหาอาชีพที่ไม่จำเป็นต้องใช้แรงงานหนักมาก ที่ไม่จำเป็นที่จะต้อง ให้ผู้สูงอายุเดินทางไกลบ้าน ให้เขาได้มีโอกาสใช้ทักษะของเขาได้มีโอกาสทำงานเพื่อหาเงิน ในวัยเกษียณด้วยได้หรือไม่ และเครื่องมืออีกอันหนึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญที่พวกเราพูดกันมาก ในวันนี้ นั่นก็คือเรื่องบำนาญพื้นฐานแห่งชาติ อย่างที่ผมบอกตั้งแต่แรกว่าทุกคนเห็นด้วย ไปในทิศทางเดียวกันหมดครับ อันนี้เป็นเครื่องมือที่สำคัญที่จะทำให้ประเทศนี้วางรากฐาน ไปสู่สังคมผู้สูงอายุในอนาคต แต่ผมเรียนบอกกับท่านประธานว่าอันที่จริงแล้วพวกเราพรรคภูมิใจไทยเราเคยมีแนวคิดและ เราได้นำเสนอต่อรัฐสภาแห่งนี้ไปแล้วในการเดินหน้าที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญสมัยประชุมที่แล้ว เราเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อที่จะแก้ไขในมาตรา ๕๕ ซึ่งอยู่ในหมวด ๕ ของรัฐธรรมนูญ นั่นคือหมวดที่ว่าด้วยหน้าที่ของรัฐ เราพยายามที่จะสร้างร่มที่ใหญ่กว่าบำนาญประชาชน หรือบำนาญของผู้สูงอายุ หมายความว่าเรากำลังจะสร้างสิ่งที่เราเรียกกันว่าหลักประกัน รายได้ถ้วนหน้าหรือยูนิเวอร์แซล เบสิก อินคัม (Universal Basic Income) ยูบีไอ (UBI) แต่น่าเสียดายว่าร่างของพวกเราที่พวกเรานำเสนอต่อรัฐสภาแห่งนี้เราได้รับการสนับสนุนจาก สมาชิกรัฐสภาไม่เพียงพอตามรัฐธรรมนูญกำหนดจึงไม่สามารถที่จะเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในครั้งนั้นได้ เราขาดเสียงจากสมาชิกวุฒิสภา เราได้มาถึง ๕๐ กว่าเสียง เราขาดอีกเพียงแค่ ไม่ถึง ๓๐ เสียงเท่านั้น เป็นเรื่องที่น่าเสียดายที่การวางรากฐานแบบนี้ ผมเชื่อว่ามันต้องแก้ไข ที่ตัวรัฐธรรมนูญไปกำหนดหน้าที่ของรัฐให้ชัดเจนว่ารัฐมีหน้าที่ที่จะต้องทำให้พี่น้องประชาชน ทุกคนมีรายได้ที่พอเพียงต่อการดำรงชีวิตโดยใช้เส้นความยากจนเป็นเกณฑ์ครับ เมื่อสักครู่ เพื่อนสมาชิกหลายท่านได้พูดไป เส้นความยากจนวันนี้อยู่ที่ ๒,๗๐๐ กว่าบาท เรากำหนดกัน เหมือนกับที่ทางกรรมาธิการได้กำหนดเอาไว้ นั่นคือที่ ๓,๐๐๐ บาทต่อคน นี่คือหลักคิดของ พรรคภูมิใจไทยที่เราได้เสนอต่อสภาแห่งนี้ซึ่งเป็นร่ม และผมเชื่อว่ามันเป็นร่มที่ใหญ่กว่า แล้วก็คลุมบำนาญพื้นฐานแห่งชาติ ในช่วงเริ่มต้นเราอาจจะนำร่องด้วยการดำเนินการอย่างที่ ท่านกำลังดำเนินการ ก็คือสร้างบำนาญแห่งชาติขึ้นมาให้กับผู้สูงอายุที่มีอายุ ๖๐ ปีขึ้นไปก่อน เมื่อสักครู่ได้ดูในรายงานท่านบอกว่าถ้าหากเราให้เงิน ๓,๐๐๐ บาทกับผู้สูงอายุแบบถ้วนหน้า ตั้งแต่ ๖๐ ปีขึ้นไป เราจะใช้เงินประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท พอพูดกันเรื่องตัวเงินว่า ๔๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ประเทศเราจะไปเอาเงินที่ไหนมากมายขนาดนี้เพื่อที่จะมาดูแล สวัสดิการให้กับพี่น้องประชาชน ผมก็บอกกับท่านประธานแบบนี้ว่าถ้าหากว่าการเริ่มต้น เราเริ่มต้นด้วยหลักคิดที่ว่าทำไม่ได้แล้วไม่ลงมือทำ มันไม่มีทางที่มันจะเกิดขึ้น มันไม่มีทาง ที่มันจะสามารถที่จะเดินหน้าสู่การปฏิบัติได้ เพราะเราไม่ได้เริ่มต้น ผมยกตัวอย่างครับ เมื่อก่อนนี้เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุถูกริเริ่มในสมัยนายกชวน หลีกภัย หลายคนก็ตั้งคำถามในขณะนั้น ในขณะนั้นงบประมาณประจำปีของประเทศไทยอยู่ที่หลักแสนล้านบาทเท่านั้นเองครับ เราใช้เงินงบประมาณเพื่อที่จะไปอุดหนุนให้กับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เมื่อก่อนผมจำตัวเลขไม่ได้ มันค่อย ๆ ขยับขึ้น หลายคนวิพากษ์วิจารณ์ว่าทำไม่ได้หรอก เราจะไปเอาเงินงบประมาณที่ไหน ถ้าวันนั้นนายกชวนไม่ตัดสินใจที่จะเดินหน้า วันนี้ก็ไม่มีเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ไม่มีขั้นบันได ๖๐๐ บาท ๗๐๐ บาท ๘๐๐ บาท ๙๐๐ บาท ๑,๐๐๐ บาท เช่นเดียวกันครับ ในสมัยท่าน นายกทักษิณ นายกทักษิณก็คิดเรื่องหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า คือ ๓๐ บาทถ้วนหน้า หลายคนยิ่งพูดมากไปใหญ่ว่ามันไม่มีทางเกิดขึ้นเพราะใช้เงินมากกว่าเบี้ยบำนาญผู้สูงอายุ ก็วิพากษ์วิจารณ์กันว่ามันทำไม่ได้ ถ้าหากว่าวันนั้นนายกทักษิณเลิกที่จะไม่ทำ แล้วเลิกคิด วันนี้พี่น้องประชาชนก็ไม่ได้รักษาฟรีถ้วนหน้า เพราะฉะนั้นอันนี้ก็เหมือนกันครับ เราคิดว่า เงิน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเป็นเงินที่มากมายมหาศาลเมื่อเปรียบเทียบกับเงินงบประมาณ ที่มีอยู่อย่างจำกัดของประเทศ ถ้าหากว่าเราไม่เริ่มวันนี้ แน่นอนในอนาคตอีก ๑๐ ปี หรือว่า ๒๐ ปี เรื่องนี้ก็ไม่มีทางเกิดขึ้น แต่ถ้าหากว่าเราคิดและเราเริ่มต้นกันในวันนี้ ผมเชื่อครับว่า ในอนาคตมันสามารถที่จะเดินหน้าไปสู่เป้าหมายที่พวกเราทั้งหมดต้องการร่วมกันได้ครับ ท้ายที่สุดผมขอบคุณอีกครั้งหนึ่งกับคณะกรรมาธิการการสวัสดิการสังคม สภาผู้แทนราษฎร ของพวกเราที่ได้ช่วยกันศึกษา แล้วก็หาแนวทางเพื่อที่จะวางรากฐานที่สำคัญให้กับประเทศ ที่กำลังจะเดินเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบในอนาคตครับ ผมขอบคุณอีกครั้งหนึ่ง ขอบพระคุณครับ