กิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกฎหมายบำนาญพื้นฐานแห่งชาติ และขอสนับสนุนแนวทางการเสนอกฎหมายบำนาญพื้นฐานแห่งชาติที่คณะกรรมาธิการการสวัสดิการสังคมนำมาที่สภาแห่งนี้
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายแพทย์กิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดมหาสารคาม พรรคเพื่อไทย วันนี้ขออภิปรายรายงานผลการพิจารณาศึกษา เรื่อง แนวทางการเสนอกฎหมายบำนาญ พื้นฐานแห่งชาติของคณะกรรมาธิการการสวัสดิการสังคม สภาผู้แทนราษฎร ก่อนอื่นผมขอ ชื่นชมครับว่ารายงานฉบับนี้ท่านกรรมาธิการได้ศึกษามาเป็นอย่างดี แล้วก็ดูจากรายงานแล้ว ต้องขอชื่นชมว่ามีความสมบูรณ์แบบ แล้วก็ต้องถือว่าเป็นประวัติศาสตร์ของประเทศไทย ที่บำนาญพื้นฐานแห่งชาติจะเกิดขึ้นจริง แต่ก่อนเรามีเบี้ยผู้สูงอายุ ๖๐๐ บาทต่อมาก็เป็นขั้นบันได ๖๐๐ บาท ในอายุ ๖๐ ปีถึง ๗๐ ปี ๗๐๐ บาท ในอายุ ๗๐ ปีถึง ๘๐ ปี ๘๐๐ บาท สำหรับ ๘๐ ปีถึง ๙๐ ปี แล้วก็ ๑,๐๐๐ บาท ตั้งแต่ ๙๐ ปีขึ้นไป นี่คือความก้าวหน้าที่จะเกิดขึ้นซึ่งหลายคนเป็นห่วงเรื่องงบประมาณ แต่จริง ๆ แล้วเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่รัฐบาลจะต้องจัดสรรงบประมาณมาเพื่อให้ประชาชน มีสิทธิขั้นพื้นฐานด้านการดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี มีคุณภาพ ซึ่งบำนาญพื้นฐานแห่งชาติ ถือว่าเป็นคำตอบ เช่นเดียวกันแต่ก่อนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ประชาชนไม่มี เดี๋ยวนี้ ประชาชนก็มีสิทธิเรื่องของการรักษาพยาบาล เรื่องของสิทธิด้านการรับค่ารักษาพยาบาล ในหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ นี่เช่นเดียวกันเป็นกฎหมายที่มีความก้าวหน้าของประเทศไทย ที่ประชาชนได้มีสิทธิขั้นพื้นฐานในการที่จะมีบำนาญที่จะไปใช้ในช่วงที่เขาเกษียณอายุ ในช่วงที่ สูงอายุหลังเกษียณ ไม่เป็นภาระให้กับลูกหลาน ซึ่งเรื่องของสิทธิด้านบำนาญพื้นฐานแห่งชาติ มีการศึกษาว่าเท่าไรถึงจะเพียงพอในการดำเนินชีวิตอย่างมีคุณภาพ มีศักดิ์ศรี ผลปรากฏ การศึกษาอย่างต่ำต้องไม่ต่ำกว่า ๓,๐๐๐ บาทถึงจะมีศักดิ์ศรี มีคุณภาพชีวิตในการดำเนินชีวิต หลังการเกษียณแล้วก็ไม่เป็นภาระให้กับลูกกับหลาน อันนี้สำคัญ ลูกหลานต้องไม่เป็นภาระ ลดการพึ่งพิงของผู้สูงอายุ ลดการส่งต่อการยากจนจากรุ่นสู่รุ่น ลดความเหลื่อมล้ำ ช่วยแก้ปัญหา ความยากจน นอกจากนั้นแล้วเราเห็นนโยบายรัฐบาลไปแจกเงินในหลาย ๆ อย่างก็ถือว่าเป็น การกระตุ้นเศรษฐกิจ อันนี้เช่นเดียวกันการมีบำนาญแห่งชาติ ก็หมายถึงผู้สูงอายุซึ่งทุกคน ต่อไปต้องเป็นผู้สูงอายุก็จะสามารถมีรายได้ที่จะไปใช้อย่างมีศักดิ์ศรีในการดำรงชีวิต แล้วก็ เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยรวมด้วย ซึ่งนำเรียนว่าในระบบบำนาญแห่งชาติมันมีอยู่ ๓ ขั้น คือสวัสดิการด้านพื้นฐานก็คือเป็นสิทธิของทุกคนได้รับความคุ้มครองจากรัฐ ใช้งบประมาณ จากรัฐ ประชาชนไม่ต้องเติมเงินเข้าไป ส่วนการออมภาคบังคับนั้นก็หมายถึง เช่น กองทุน ประกันสังคมตามแรงงาน มาตรา ๓๓ หรือเสาที่ ๓ ก็คือการออมภาคสมัครใจซึ่งอันนี้เป็น การออมที่รัฐบาลจะต้องส่งเสริม แล้วก็มีการเติมจากภาครัฐเข้ามาช่วยด้วย ซึ่งเสาทั้ง ๓ เสา ไม่ว่าจะเป็นสวัสดิการขั้นพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นการออมภาคบังคับ แล้วการออมภาคสมัครใจ จะทำให้ประชาชนได้มีคุณภาพชีวิตในช่วงวัยเกษียณได้อย่างมีคุณภาพ มีศักดิ์ศรี แล้วไม่เป็น ภาระให้กับลูกกับหลาน ก็นำเรียนว่าในส่วนเงินหรืองบประมาณที่ต่าง ๆ ซึ่งจะมาใช้ในส่วนนี้ ต้องขอชื่นชมว่าคณะกรรมาธิการก็ได้ไปดูว่ามีเงินอะไรที่จะมาช่วยในกองทุนบำเหน็จบำนาญ แห่งชาติในอันที่จะเกิดขึ้นก็มีหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นรายได้จากภาษีบาป ภาษีสรรพสามิต ภาษีสุรา ยาสูบ การอุดหนุนจากต่างประเทศ เงินหรือว่าทรัพย์สินที่ตกเป็นของกองทุน ของกองทุนได้รับตามกฎหมาย หรือเรื่องสลากกินแบ่ง เงินบำรุงจากส่วนแบ่งค่าสัมปทาน ค่าธรรมเนียมของ กสทช. หรือเรื่องของการพนันต่าง ๆ นะครับ นี่คือสิ่งที่สำคัญว่าเงินต่าง ๆ ที่จะมาใช้ในส่วนนี้ ถ้า ๓,๐๐๐ บาทก็ประมาณ ๔๓๒,๐๐๐ ล้านบาทต่อปีครับ ผมคิดว่านี่ไม่ใช่ จำนวนเยอะเลยที่เราจะมาให้กับผู้สูงอายุที่จะมาใช้ ผมก็สนับสนุนกรรมาธิการนะครับว่า การที่จะแก้ปัญหาของกองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติจะต้องมาบริหารจัดการในรูปแบบ ของกองทุน กองทุนที่มีรูปแบบการบริหารจัดการที่มีความยืดหยุ่นสูง สามารถนำเงินไปลงทุน เพื่อให้เกิดผลกำไรขึ้น แล้วก็มีการหารายได้จากในหลายรูปแบบเพื่อจะทำให้กองทุนแห่งนี้ จะไปช่วยเหลือพี่น้องประชาชนทุกคนที่ยังมีความยากจนยังมีความจำเป็นที่ต้องใช้เงินบำนาญ ในการดำเนินชีวิตอย่างมีคุณภาพ มีศักดิ์ศรี ท้ายที่สุดนี้ก็ขอสนับสนุนแนวทางการเสนอ ทางกฎหมายบำนาญแห่งชาติที่ทางคณะกรรมาธิการการสวัสดิการสังคมได้นำมาที่สภาแห่งนี้ ขอบคุณมากครับ