จาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ หารือถึงความจำเป็นในการจัดตั้งกฎหมายบำนาญพื้นฐานแห่งชาติเพื่อรองรับจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเรียกร้องให้มีการจัดสวัสดิการที่มั่นคงเป็นธรรม โดยเฉพาะสำหรับผู้สูงอายุที่ไม่ได้รับบำนาญจากราชการ พร้อมเน้นย้ำความสำคัญของการมีหลักประกันรายได้ขั้นพื้นฐานและการส่งเสริมสุขภาพเพื่อลดภาระทางสังคมในอนาคต
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายแพทย์จาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดศรีสะเกษ พรรคเพื่อไทย วันนี้ต้องบอกว่าเป็นวันที่พวกเราดีใจแล้วก็ให้กำลังใจ รอคอยรายงานผลการพิจารณาศึกษา เรื่อง แนวทางการเสนอกฎหมายบำนาญพื้นฐานแห่งชาติ ของคณะกรรมาธิการการสวัสดิการ สังคม สภาผู้แทนราษฎร ต้องขอบคุณท่านประธาน ขอบคุณท่านประธานคณะกรรมาธิการ ท่านรังสิมาและคณะ และคณะอนุกรรมาธิการที่เป็นตัวแทนของ ส.ส. เราทุกคนไปทำงาน ในเรื่องของการเสนอกฎหมายฉบับนี้ ประกอบกับในช่วงที่เรามีรับเสนอญัตติ รับเสนอกฎหมาย ผมก็เห็นมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแทบทุกพรรคโดยเฉพาะตัวผมเอง แล้วก็ทีมงานหรือว่า ทั้งหมด ส.ส. ก็เสนอกฎหมายประกบในเรื่องของบำนาญประชาชน เราก็ยังเห็นความสำคัญ กับภาคประชาชนที่เสนอกฎหมายแล้วก็เห็นความสำคัญที่ภาคประชาชนเดินทางมาในวันนี้ ดังที่ท่าน ส.ส. ณัฐชา พูดถึง เพราะฉะนั้น ส.ส. สภานั้นให้ความสำคัญเรื่องนี้ กราบเรียน ท่านประธานผ่านไปยังพี่น้องประชาชน ท่านประธานครับ ขอเรียนว่าประเทศไทยเรามีผู้สูงอายุ วันนี้ที่ท่านประธานอนุกรรมาธิการคือท่านสมศักดิ์ คุณเงิน ได้เอ่ยว่าปัจจุบันนี้ถ้าปี ๒๕๖๕ จะมีผู้สูงอายุถึง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ว่าในข้อมูลของกระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๖๕ ซึ่งยังไม่ถึงปลายปี ข้อมูลปัจจุบันเลย เรามีผู้สูงอายุ ๑๒,๑๑๖,๑๙๙ คน คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ก็ ๑๘.๓ เปอร์เซ็นต์ เป็นชาย ๕,๓๐๐,๐๐๐ คน เป็นหญิง ๖,๗๐๐,๐๐๐ คน แล้วถ้ามาดูตัวเลขผู้สูงอายุตอนนี้ ๖๐-๖๙ ปี มีมากสุดคือ ๖,๐๐๐,๐๐๐ คน ๗๐-๗๙ ปี ๓,๕๐๐,๐๐๐ คน และ ๘๐ ปี ๑,๗๐๐,๐๐๐ คน และในทางที่พวกเราได้รู้ถึงว่าตัวเลขประชากรผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ปี ๒๕๗๕ จะมีถึง ๒๖ เปอร์เซ็นต์ และปี ๒๕๘๓ มีถึง ๓๒ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งตรงนี้รัฐบาลก็มีการ เตรียมแผนในการรองรับผู้สูงอายุ พวกเราก็ต้องมีการเตรียมแผนครับ เตรียมแผนก็คือไม่ว่า การจัดงบประมาณในเรื่องการให้มีการรองรับสำหรับภาวะผู้สูงอายุที่เกิดขึ้นเป็นงบบูรณาการ ที่สำคัญที่ผมนำเรียนท่านประธานบอกพวกเราว่าเรามีงบประมาณที่สภาผู้แทนราษฎร ปี ๒๕๕๒ ท่านประธานคงจำกันได้นะครับว่าขณะนั้นเราไม่มีเบี้ยผู้สูงอายุเลย ก่อนหน้านั้นมี ก็ไม่ได้เป็นหลักประกันจริง ๆ ปี ๒๕๕๒ สภาเสนอให้มีเบี้ยผู้สูงอายุจนต้องตั้ง ๒ สภาร่วมกัน พิจารณาทั้งวุฒิ แล้วก็ได้เกิดมีการจัดในเรื่องเป็นขั้นบันไดที่ท่านประธานคณะกรรมาธิการ และพวกรับทราบดี คือ ๖๐-๖๙ ปี ๖๐๐ บาท ๗๐-๗๙ ปี ๗๐๐ บาท ๘๐-๘๙ ปี ๘๐๐ บาท และ ๙๐ ปี ๑,๐๐๐ บาท แต่นั่นก็คือเป็นการบรรเทาแบ่งเบา แต่วันนี้จริง ๆประเทศไทยเรา นี่เราควรจะต้องมีสวัสดิการพื้นฐานเบสิก (Basic) ก็คือบำนาญพื้นฐานเกิดขึ้นให้เร็วไวครับ ผมเห็นด้วยว่ารายงานฉบับนี้ ผมคิดว่าทุกคนเห็นด้วยแล้วก็อยากให้เกิดขึ้น โดยเฉพาะร่าง ซึ่งได้จัดทำมาให้แล้วมีการไปเรียกประชุมหน่วยงาน ๑๐ กว่าหน่วยงาน ๑๖ หน่วยงาน หาที่มาที่ไปของการใช้เม็ดเงิน หาเม็ดเงินแล้วก็แหล่งเงินต่าง ๆ ถึง ๑๑ หัวข้อ ยังมีเพิ่มเติม จากเรื่องของภาษี เรื่องอื่น ๆ อีก ซึ่งเราคงจะได้ไปดูกัน เพราะฉะนั้นนำเรียนท่านประธานว่า วันนี้พี่น้องประชาชนที่อยู่ทางบ้านเขารู้ว่าจะมีการพูดถึงผู้สูงอายุเขาใจจดใจจ่อเลยครับว่า เขาจะได้เม็ดเงินแบบแน่นอนไม่ต้องไปลงทะเบียนถึงวัน ๖๐ ปีได้เลย เขาก็มาเปรียบเทียบ กับข้าราชการ ข้าราชการรัฐวิสาหกิจไม่ต้องไปรอเขาได้เงินผู้สูงอายุเมื่อเขาเกษียณครับ เขาได้หลักหมื่นหลายหมื่น นี่หลักแค่ร้อยเขาก็ยังไม่ได้ เขาก็เรียกร้องผ่าน ส.ส. ผมเชื่อว่า ท่านประธานท่านเป็นผู้แทนราษฎรเหมือนกันจะรู้เลยว่าเขาจะมาบอกว่าขอจาก ๖๐๐ บาท ๗๐๐ บาท เป็น ๑,๐๐๐ บาท ๒,๐๐๐ บาท หรือเส้นแบ่งอายุที่สภาพัฒน์ได้แบ่งความยากจน บางตำราก็บอกว่า ๒,๗๖๒ บาท บางตำราก็บอกว่า ๓,๐๐๐ บาท เขาก็อยากจะมองว่า มันจะถึงเส้นแบ่งความยากจนเมื่อไร ให้มันมากกว่าเดิมก็ยังดี พวกเราก็ต้องปลอบใจ ให้กำลังใจว่ากำลังทำอยู่ตรงนี้จะได้เท่าไร คงต้องมากกว่าเดิมแน่ ๆ เพราะฉะนั้นวันนี้ เป็นนิมิตหมายที่เราจะได้มากขึ้น ผมต้องเรียนบอกว่าสิทธิขั้นพื้นฐานตรงนี้ถ้าผู้สูงอายุ นอกจากเรามองว่าให้เขาได้รับเงินแล้วนี่เราต้องมองว่าให้เขาอยู่แบบมีความสุข สุขภาพ แข็งแรง ไม่ต้องพึ่งพิงบุตรหลาน ให้เขายืนด้วยขาตัวเองให้มากที่สุดและนานที่สุด มันจะย้อน ไปถึงการรักษา งบรายหัวของปี ๒๕๖๕ ซึ่งเพิ่มขึ้นอีกประมาณ ๓๐๐ บาท ๓,๙๐๑ บาท ๖๖ ปี ๓,๙๐๑ บาท มันจะสอดคล้องกันถ้าผู้สูงอายุมีสุขภาพดีแข็งแรงไม่ต้องเจ็บป่วย เงินตรงนี้ก็พอ ซึ่งตอนนี้ไม่พอต้องไปดูแลในเรื่องอื่น ๆ มากมาย ฉะนั้นการป้องกันสร้างเสริม สุขภาพสำคัญมันต้องสอดคล้องกันครับ จึงเรียนว่าเราต้องดูแลให้ผู้สูงอายุมีความสุขพึ่งพิง แล้วก็มีผู้สูงอายุที่เป็นข้าราชการเขารับสิทธิส่วนนี้ไปแล้ว ในส่วนที่ไม่ได้เป็นข้าราชการนั้น เราต้องมามองสิทธิประกันสังคม สิทธิกองทุนการออมแห่งชาติเขาไม่ได้รับเงินจากรัฐนะครับ รับเงินก็นิดเดียวแต่เป็นการบริจาค เป็นการลงขันร่วมกันระหว่างนายจ้าง เป็นการลงขัน ระหว่างผู้สูงอายุเองหรือการออมก็ต้องบริจาคเองแล้วรัฐก็จะสมทบ ๑ เท่า เพราะฉะนั้นตรงนี้คงมานับรวมว่าได้รับสิทธิทางสวัสดิการคงไม่ได้ ได้รับสิทธิสวัสดิการจริง ๆ ก็คือจากเป็นข้าราชการและข้าราชการรัฐวิสาหกิจที่เกษียณ ซึ่งทราบว่ามีประมาณ ๒-๓ ล้านคน เป็นข้าราชการ ถ้าเป็นผู้สูงอายุก็หารไป ๑๘ เปอร์เซ็นต์ ๒๐ เปอร์เซ็นต์เท่าไร เพราะฉะนั้น ต้องมองให้ดี มองให้รวม ผมต้องขอบคุณที่ทำมาได้ละเอียดมาก แต่ในรายละเอียดต่าง ๆ ก็คือเราคงต้องมาสนับสนุนแล้วก็ให้รัฐบาลเร่งไปดำเนินการเพราะนี่คือความหวัง ถ้าเขาเจ็บ เจ็บคนเดียว เจ็บทั้งบ้าน ถ้าล้มล้มทั้งบ้าน เพราะฉะนั้นเราต้องดูแลให้เขาแข็งแรงสุขภาพดี แล้วคนที่มาดูแลก็จะได้ไปทำงานมีเม็ดเงินเข้าประเทศ ต้องขอบคุณท่านประธานนะครับ สนับสนุนแล้วก็อยากให้ พ.ร.บ. พื้นฐานของผู้สูงอายุนี้ได้สำเร็จเร็ว ๆ แล้วก็เป็นกำลังใจ ให้กับผู้ทำงานทุกคน ขอบคุณมากครับ