สรวุฒิ เนื่องจำนงค์ ชี้แจงปัญหาช้างป่าที่ออกนอกพื้นที่อนุรักษ์มานานเกือบ 20 ปี ซึ่งส่งผลกระทบต่อชีวิต ทรัพย์สิน และวิถีเกษตรกร รวมถึงตัวช้างเอง โดยเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ไขอย่างยั่งยืน ผ่านการแยกพื้นที่ชัดเจน ผลักดันช้างกลับป่า ดำเนินคดีผู้บุกรุกป่า สร้างคันกั้นและถนนตรวจการ จ่ายค่าชดเชยอย่างเป็นธรรม และพัฒนาแผนระยะยาวร่วมกับทุกภาคส่วน
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม สรวุฒิ เนื่องจำนงค์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชลบุรี ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาและแก้ไขปัญหาช้างป่า
ตามที่ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๕ ปีที่ ๒ ครั้งที่ ๒๐ เป็นพิเศษ วันศุกร์ที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๔ ได้พิจารณาญัตติเกี่ยวกับการพิจารณาศึกษาและการแก้ไข ปัญหาช้างป่า และมีมติตั้งกรรมาธิการวิสามัญขึ้นคณะหนึ่งเพื่อพิจารณาโดยคณะกรรมาธิการ วิสามัญได้มีการประชุมพิจารณาศึกษาจำนวน ๑๕ ครั้ง และมีการกำหนดกรอบแนวทางการ พิจารณาศึกษาจำนวน ๓ กรอบ คือ ๑. การศึกษาการส่งเสริมความสมดุลของระบบนิเวศในเขตป่าอนุรักษ์ เพื่อรองรับ ประชากรช้างป่าอย่างยั่งยืน ๒. การศึกษาการป้องกันแก้ไขปัญหาช้างป่าบุกรุกที่ทำกินและ เยียวยาผลกระทบจากภัยช้างป่าอย่างเป็นรูปธรรม ๓. การศึกษาปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย และระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการแก้ไขปัญหาช้างป่า และศึกษาผลงานวิจัยนวัตกรรม ที่เกี่ยวข้องซึ่งการศึกษาพิจารณาดังกล่าวได้พิจารณาจากเอกสารหน่วยงานต่าง ๆ ตลอดจน ข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์จากหน่วยงานภาครัฐ ภาคส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการ เดินทางไปศึกษาดูงาน ณ พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาช้างป่าบุกรุกเพื่อรับฟังความเห็น รวบรวมข้อมูล ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานการณ์ช้างป่าและสภาพปัญหาของประชาชนที่ได้รับ ประสบปัญหาช้างป่าบุกรุก ในการนี้กระผมขอนำท่านกรรมาธิการนะครับนำเสนอภาพรวม ของรายงานคณะกรรมาธิการดังนี้
๑. คณะกรรมาธิการเห็นว่าจากการที่ได้มีการพิจารณาศึกษาปัญหาช้างป่า บุกรุกออกนอกเขตป่าอนุรักษ์ พบว่าปัญหาดังกล่าวเป็นภัยที่เกิดความเสียหายอย่างเรื้อรัง ซ้ำซาก ต่อเนื่อง และการประเมินความเสียหายค่อนข้างยุ่งยากกว่าภัยพิบัติอย่างอื่น ซึ่งกลุ่มป่า ที่มีช้างป่าและประสบปัญหามากที่สุด ประกอบด้วย ๕ กลุ่มป่า ดังนี้ กลุ่มป่าตะวันตก กลุ่มป่าดงพญาเย็น เขาใหญ่ กลุ่มป่าภูเขียว-น้ำหนาว กลุ่มป่าแก่งกระจาน และกลุ่มป่ารอยต่อ ภาคตะวันออก โดยช้างป่าได้ออกมาบุกรุกที่ดินทำกินของเกษตรกรจนเกิดเหตุการณ์ทำร้าย ร่างกายชีวิต ทำร้ายทรัพย์สินพืชผลทางการเกษตรต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลานานประมาณ เกือบ ๒๐ ปี และนับวันจะยิ่งทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นตามลำดับ หลายครั้งเกิดความรุนแรง ถึงขั้นทำร้ายร่างกาย ได้รับบาดเจ็บ พิการ ทุพพลภาพ เสียชีวิต และเกิดความเสียหายต่อ พืชผลทางการเกษตร ตลอดจนวิถีการดำรงชีวิตและการประกอบอาชีพ อีกทั้งยังส่งผลเสียต่อ ช้างป่าที่ได้รับผลกระทบจากกรณีดังกล่าวด้วย
๒. คณะกรรมาธิการเห็นว่าแนวทางในการแก้ไขปัญหาช้างป่าบุกรุกเพื่อ ป้องกันการได้รับผลกระทบและการเกิดการกระทบกระทั่งกันที่ทำให้เกิดอันตรายทั้งคน และช้างป่านั้นควรยึดหลักสำคัญคือช้างป่าควรอยู่แต่ในป่าอนุรักษ์ คนควรอยู่ในที่ดินทำกิน ของตัวเองหรือที่ดินที่รัฐจัดให้ หากช้างป่าเล็ดลอดออกนอกป่าและมาบุกรุกที่ทำกินของคน รัฐต้องเร่งผลักดันช้างป่ากลับบ้านให้เร็วที่สุด ในขณะเดียวกันหากพบว่าคนบุกรุกป่า รัฐจะต้องดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด และที่สำคัญคือรัฐต้องจัดแบ่งแยกเขต การจัดการที่ดินหรือโซนนิง (Zoning) ให้มีเส้นแบ่งเขตแดนระหว่างที่อยู่ของช้างป่าและที่ดิน ที่ทำกินที่ชัดเจนไม่ทับซ้อนกันเพื่อความปลอดภัยทั้งช้างและคน นอกจากนี้คณะกรรมาธิการ ยังได้มีข้อสังเกตเพิ่มเติมว่าการแก้ปัญหาช้างป่าภาครัฐและภาคประชาสังคมต้องบูรณาการ ร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง มิฉะนั้นปัญหาภัยจากช้างป่าจะไม่ได้รับการแก้ไข และส่งผลเสียต่อการดำรงชีวิต กระทบต่อสิทธิการอยู่อย่างปลอดภัยของพี่น้องประชาชน โดยรัฐควรพิจารณาให้มีแผนในการแก้ไขปัญหาภัยจากช้างป่าอย่างชัดเจน และต้องเร่ง ปรับปรุงแก้ไขปัญหากฎหมาย ยกร่างระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มีการแก้ไขปัญหาช้างป่า สามารถดำเนินการได้อย่างครบวงจรด้วยความเป็นธรรมและเกิดความยั่งยืน หากปัญหาใด ที่มีความรุนแรงกระทบต่อชีวิต ร่างกาย ทรัพย์สิน และพืชผลทางการเกษตรต้องดำเนินการ ระยะเร่งด่วน โดยขอเสนอให้รัฐบาลควรหยิบยกรูปแบบคันกั้นช้างพร้อมถนนตรวจการ มาดำเนินการก่อสร้างเป็นอันดับแรก ๆ รวมถึงจัดสรรงบประมาณก่อสร้างสิ่งกีดขวางหรือ แบริเออร์ (Barrier) พร้อมถนนตรวจการ เพื่อป้องกันไม่ให้ช้างป่าออกนอกป่าได้โดยง่าย และจะต้องเร่งดำเนินการจ่ายค่าชดเชยเยียวยาความเสียหายจากภัยช้างป่าด้วยความเป็นธรรม และพิจารณาออกระเบียบการชดเชยเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบภัยช้างป่าขึ้นมาเป็นเฉพาะ เพื่อให้สามารถช่วยเหลือได้อย่างทั่วถึงทุกกรณี ส่วนปัญหาใดที่ยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้ ณ ขณะนี้ จำเป็นต้องมีการศึกษาวิจัยและ การพัฒนาในระยะยาวเพื่อหาแนวทางการพัฒนาแก้ไขปัญหาช้างป่าทั้งระบบ และนำองค์ ความรู้ในการควบคุมประชากรช้างป่า พัฒนาแหล่งน้ำ แหล่งอาหาร แหล่งเกลือแร่ โป่งเทียม และองค์ความรู้อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับช้างป่ามา แก้ไขปัญหาให้เกิดความสมดุลระหว่างการ อนุรักษ์ช้างป่าและการพัฒนาบ้านเมืองและสังคมควบคู่กัน และควรจัดให้อยู่ในแผนการ แก้ไขปัญหาระยะยาว บัดนี้ผมได้นำเสนอภาพรวมรายงานดังกล่าวเสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงขอกราบเรียนเพื่อนำเสนอที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรให้ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้แนะนำ ข้อมูล แล้วก็เสนอความเห็นต่อที่ประชุมต่อไปครับ ขอบคุณครับ