กนก ชี้ไซเบอร์เสี่ยงจากทรู-ดีแทค ห่วงภัยคุกคาม-เปลี่ยนภูมิอากาศ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๘ · ๑๖ กันยายน ๒๕๖๕

กนก วงษ์ตระหง่าน หารือประเด็นความมั่นคงไซเบอร์ในมิติการเมืองและผลประโยชน์ทับซ้อน โดยเฉพาะกรณีควบรวมทรู-ดีแทคที่อาจส่งผลต่อความมั่นคงของชาติ พร้อมทั้งเรียกร้องให้ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลแก้ไขปัญหาภัยคุกคามจากภาวะภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง และเน้นความจำเป็นของภาวะผู้นำที่กล้าตัดสินใจเพื่อประโยชน์ส่วนรวม

ศาสตราจารย์กนก วงษ์ตระหง่าน แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม กนก วงษ์ตระหง่าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ขออนุญาตที่จะอภิปรายให้ข้อคิดเห็นและข้อเสนอเพิ่มเติมกับคณะกรรมาธิการ ซึ่งผมต้อง อนุญาตเรียนว่าผมรู้จักประธานกรรมาธิการเป็นอย่างดีแล้วก็รองประธานกรรมาธิการเป็น อย่างดี ผมรู้ว่าท่านพยายามทำงานอย่างดี แต่ด้วยข้อจำกัดของเวลา แล้วก็เงื่อนไขหลายอย่าง ผมก็เลยขออนุญาตที่จะพูดแทนใจท่าน บางทีท่านก็ไม่กล้าพูด โดยเฉพาะท่านรองประธาน เศรษฐพงค์ ท่านประธานครับ ความมั่นคงทางไซเบอร์ (Cyber) จริง ๆ แล้วมันเป็นนโยบาย สาธารณะนะครับ นโยบายสาธารณะนี้มันมี ๒ มิติ มิติแรกก็คือมิติทางเทคนิค ที่เราเรียกว่า เทคโนโลยีในกรณีนี้ ซึ่งเรื่องนี้ผมคิดว่าที่ประชุมได้พูดกันเยอะแล้วผมขอไม่พูด แล้วก็ท่าน ดอกเตอร์เศรษฐพงค์ท่านรู้หมดว่าเทคโนโลยีจะใช้อย่างไร อันนี้เป็นเรื่องที่ผมขออนุญาตจะ ไม่พูดถึง แต่มิติที่ประชุมนี้ยังไม่ได้พูดกันในทางนโยบายสาธารณะ เราเรียกว่า มิติทางการเมือง ถ้าพูดกันได้ชัดก็คือมิติทางผลประโยชน์ ความมั่นคงทางไซเบอร์ (Cyber) ไม่ได้เกี่ยวข้องกับ เทคโนโลยีแต่เพียงอย่างเดียวครับ แต่มันเกี่ยวข้องกับกฎหมายอื่น ๆ ที่ใช้เทคโนโลยีด้วย มันเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของภาคธุรกิจ ตัวอย่างที่ชัดเจนท่านประธาน การควบรวมของทรู (True) กับดีแทค (DTAC) ที่กรรมาธิการตั้งมาเพื่อศึกษาเรื่องนี้ แล้วจนถึงวันนี้ก็ยังตัดสินใจกัน ไม่ได้ มันเป็นมิติทางการเมืองซึ่งสะท้อนผลประโยชน์ที่จะกระทบต่อความมั่นคงทางไซเบอร์ (Cyber) ชัดเจน ตรงนี้เป็นเรื่องที่ผมอยากให้คณะกรรมาธิการขยายและยกตัวอย่างให้มากขึ้น เพื่อที่ประชาชนจะได้รู้ว่ามิติทางการเมืองในความหมายของความมั่นคงทางไซเบอร์ (Cyber) นั้น จริง ๆ แล้วมันยิ่งใหญ่กว่าและสำคัญกว่า กระทบต่อพี่น้องประชาชนมากกว่ามิติทางเทคโนโลยี ด้วยซ้ำไป นั่นคือประเด็นที่ ๑

ประเด็นที่ ๒ ขออนุญาตอภิปรายก็คือเมื่อเราใช้เทคโนโลยี เรามีสถานการณ์ อยู่ ๒ สถานการณ์ครับ สถานการณ์แรกก็คือเราไม่รู้เทคโนโลยี ซึ่งยังมีอยู่บ้างเล็กน้อย ในประเทศไทย ถ้าจะพูดว่าไม่มีก็อาจจะพูดได้เพราะเรารู้เยอะมาก แต่สิ่งที่น่ากลัวมากก็คือ ว่าเราไม่ได้นำเทคโนโลยีเหล่านั้นมาใช้ประโยชน์ให้เกิดประโยชน์กับความมั่นคงของประเทศ ของเรา ผมขออนุญาตยกตัวอย่างที่ชัดเจน จิสด้า (GISTDA) ซึ่งใช้เทคโนโลยีทางด้านดาวเทียม วันนี้เราไม่รู้หรอกว่าการเปลี่ยนแปลงของอากาศหรือเรียกว่า ไคลเมตเชนจ์ (Climate Change) ทั้งโลกเราก็พูดกันเหมือนกับว่าโอเค (OK) เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นอยู่แล้ว แต่ท่านประธานครับ มันมีผลกระทบที่ยิ่งใหญ่มาก ยกตัวอย่างนะครับ เป็นรูปธรรมเลย ร่องฝนเกิดการเคลื่อนที่ ผมลงพื้นที่จังหวัดสกลนคร ในฤดูนี้ฝนตกรอบแรกที่เป็นร่องมรสุมเข้ามาจากประเทศลาว ผ่านนครพนมและเข้าสกลนคร โดยปกติ ๑๐ ปีที่ผ่านมาจะตกที่อำเภอเมืองและอำเภอพังโคน แต่ปีนี้ตกที่อำเภอวานรนิวาสและอำเภอบ้านม่วงซึ่งอยู่เหนือขึ้นไปประมาณ ๑๐๐ กิโลเมตร การเปลี่ยนแปลงของบรรยากาศที่มีผลกระทบโดยตรงในภาษานี้เราเรียกว่า โลคอลอิมแพกต์ (Local Impact) มันรุนแรงมาก รุนแรงอย่างไร ยกตัวอย่างเช่น อ่างเก็บน้ำครับ หลายอ่าง หลายเขื่อนจากนี้ไปจะไม่มีน้ำ ไม่ใช่กักเก็บน้ำไม่ได้ เพราะพื้นที่หลังเขื่อนไม่มีฝนตกหรือว่า ฝนตกน้อย เพราะเกิดการเคลื่อนที่ของฝนไปแล้ว วันนี้เราเห็นประเทศที่เป็นตัวอย่างชัดเจนมากคือประเทศปากีสถานที่น้ำท่วมทั้งประเทศ เพราะเกิดการเปลี่ยนแปลงที่เราเรียกว่า ไคลเมตเชนจ์ (Climate Change) ตรงนี้คือการที่ เรายังไม่ได้ใช้ประโยชน์ของเทคโนโลยีที่เรียกว่า ดิจิทัลเทคโนโลยี (Digital Technology) และตรงนี้ก็มีผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงนะครับ พื้นที่อีสานจะแห้งแล้งมากกว่านี้อีก อย่างน้อย ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ใน ๕-๑๐ ปีข้างหน้านี้ ถ้าเราไม่รู้ว่าจังหวัดไหน อำเภอไหน ในจังหวัดอีสานที่จะแห้งแล้ง แล้วก็ปล่อยให้คนอีสานต้องเผชิญกับชะตากรรมโดยที่ไม่รับรู้ อะไรทั้งสิ้น ตรงนั้นเป็นความมั่นคงครับท่านประธาน ในเวลาเดียวกันเกิดโรคระบาดเราก็บอก โรคระบาดมีโควิด (COVID) วันนี้เราพูดถึงเอเอฟเอส (AFS) ลัมปี สกิน (Lumpy Skin) จะมี ตัวอื่นอีก ซึ่งประชาชนไม่รู้แต่มันมีผลเกิดขึ้นจากการไม่ใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์ ตรงนี้ ผมขออนุญาตท่านประธานสรุปว่าในมิติของการไม่ใช้ประโยชน์ของเทคโนโลยีมีผลกระทบ โดยตรงต่อความมั่นคงทางไซเบอร์ (Cyber) ความมั่นคงของประเทศ และกระทบโดยตรง ต่อพี่น้องประชาชนครับ เราจะทำอย่างนั้นได้ ผมอยากให้ท่านประธานกรรมาธิการกัลยา รุ่งพิจิตรชัย กล้า ๆ หน่อยนะครับ พูดตรง ๆ ว่าเรื่องนี้ต้องการภาวะผู้นำที่เข้มแข็งที่รู้จริงแล้ว กล้าตัดสินใจ ถ้าไม่อย่างนั้นเราแก้ปัญหาไม่ได้หรอกครับ ผมรู้จักท่านประธานกัลยา เป็นอย่างดี ท่านเขียนลงไปในข้อสังเกตนี้เถอะครับ และผู้นำตรงนี้จะต้องยึดประโยชน์ของ ส่วนรวม ยึดประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก ไม่อย่างนั้นไซเบอร์ซีเคียวริตี (Cyber Security) ไม่เกิดหรอกครับ ท่านรองประธานดอกเตอร์เศรษฐพงศ์ท่านทราบดี ทางเทคนิคเราตอบได้หมด แต่ผู้ตัดสินใจไม่ยึดประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้งจึงเกิดปัญหาไซเบอร์ซีเคียวริตี (Cyber Security) ขอขอบพระคุณครับ