ฐิตินันท์ แสงนาค อภิปรายเสนอแก้ไข พ.ร.บ.การเลือกตั้งท้องถิ่น โดยแนะนำให้ปรับคุณสมบัติผู้สมัครให้อายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป แยกสีบัตรเลือกตั้งให้ชัดเจนเพื่อลดบัตรเสีย และปรับปรุงระบบคณะกรรมการหน่วยเลือกตั้งให้มีการสลับหมุนเวียนเพื่อป้องกันอคติ พร้อมเสนอให้ผู้สมัครหาเสียงได้อย่างเสรีและอนุญาตให้ ส.ส. พรรคการเมือง และผู้บริหารท้องถิ่นสามารถสนับสนุนการหาเสียงได้ตามนโยบายพรรค เพื่อส่งเสริมความโปร่งใสและสอดคล้องกับบริบทการเมืองท้องถิ่นในปัจจุบัน
ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติ ผม นายฐิตินันท์ แสงนาค สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๑ จังหวัดขอนแก่น ตัวแทนคนเมือง พรรคภูมิใจไทย ท่านประธานครับ วันนี้ผมขออภิปรายรายงานการพิจารณา ศึกษาปัญหาการบังคับใช้และแนวทางแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิก สภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๖๒ ผมมีข้อเสนอแนะ ข้อท้วงติง แล้วก็ข้อเห็นด้วย อยู่ประมาณ ๕ หัวข้อครับ ท่านประธานครับ ผมในฐานะเป็นกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งเราได้พิจารณาเสร็จแล้วเมื่อครั้งที่แล้วจะเข้าสภาในเร็ว ๆ นี้ เราแก้ไขมาตรา ๓๔ ใน พ.ร.บ. เลือกตั้งท้องถิ่น ท่านประธานครับ เรื่องที่ผมจะอภิปรายในวันนี้ ผมมี ๓ หัวข้อ
ข้อ ๑ ก็คือคุณสมบัติของผู้สมัครรับเลือกตั้ง มีกรรมาธิการบางท่านเสนอว่า น่าจะอายุสัก ๑๘ ปีขึ้นไป มีผู้อภิปรายบางท่านว่าอาจจะเด็กเกินไป สำหรับผมเห็นว่าอายุสัก ๒๐ ปีกำลังพอดี เพราะว่าเป็นผู้บรรลุนิติภาวะ ถ้า ๑๘ ปีขึ้นไปเพิ่งเลือกตั้งครั้งแรกครับ เข้าคูหากาบัตรยังมือสั่นอยู่เลย เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ผมว่าสัก ๒๐ ปี น่าจะเหมาะสมครับ
ข้อ ๒ เรื่องการแยกสีบัตรเลือกตั้ง อันนี้เห็นด้วยมากครับท่านประธาน เพราะว่าการเลือกตั้งของท้องถิ่นที่ผ่านมาสีบัตรเลือกตั้งของนายก อบต. หรือผู้เลือกตั้ง อบต. ใกล้เคียงกันมากดูลำบากโดยเฉพาะผู้สูงอายุ ควรจะแยกกันให้ชัดเจน เช่น สีแดง กับสีน้ำเงิน หรือสีแดงกับขาว ท่านประธานครับ เอาง่าย ๆ เอาสัญลักษณ์ธงชาติไทยนี้ล่ะ เป็นเกณฑ์จะทำให้ชัดเจนแยกแยะง่ายครับ จะช่วยให้บัตรเสียน้อยลงด้วยครับ
ข้อ ๓ ที่ผมตั้งข้อสังเกตไว้ก็คือคณะกรรมการของหน่วยเลือกตั้งครับ ท่านประธานครับ การเลือกตั้งท้องถิ่นส่วนใหญ่ในชนบทก็จะเอาบรรดาผู้มีชื่อเสียง ครูตามโรงเรียนต่าง ๆ มาเป็นกรรมการหน่วยเลือกตั้งซึ่งก็ซ้ำไปซ้ำมาอยู่อย่างนี้ ๑๐ ปี ๒๐ ปี ก็บุคคลหน้าเดิม ดังนั้นผมจึงเห็นว่าควรจะให้บุคคลเหล่านี้ไม่ต้องพักเป็นเหมือนเดิมนั่นล่ะ แต่ให้สลับหน่วยเลือกตั้ง สลับหน่วยเลือกตั้งที่ห่างออกไปพอสมควร ไม่ใช่อยู่หน่วยเลือกตั้ง เดิมตลอดไป ซึ่งกรรมการที่คุมหน่วยเลือกตั้งจะรู้เห็นกันครับ จะรู้จักผู้สมัครทุกคนอาจจะมี การใช้เทคนิคหรือแทกติก (Tactic) ช่วยเหลือกัน ซึ่งจะนำมาซึ่งความไม่บริสุทธิ์ยุติธรรม ในการเลือกตั้งด้วยครับ
ข้อ ๔ อันนี้สำคัญมากนะครับเรื่องการหาเสียง ท่านประธานครับ มันจะโยง กับข้อ ๕ ที่ผมจะพูดเรื่องการหาเสียงครับ ข้อ ๔ ผู้เลือกตั้งท้องถิ่นผมจะเสนอให้สามารถ หาเสียงได้ทุกอย่าง เพราะอะไรครับ เพราะว่าข้อ ๕ ที่ผมจะพูดต่อไป หรือ พ.ร.บ. เลือกตั้ง ที่คณะกรรมาธิการวิสามัญเราทำอยู่ เราจะแก้ไขมาตรา ๓๔ ให้ผู้สมัครสังกัดพรรคการเมืองได้ และพรรคการเมือง ส.ส. ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองสามารถช่วยหาเสียงได้ ดังนั้นมันจะ มาโยงกับข้อ ๔ คือผู้สมัครท้องถิ่นสามารถหาเสียงได้ไม่มีขีดจำกัด คุณจะสร้างสนามบิน คุณจะสร้างทางรถไฟสามารถเสนอได้ เพราะว่าท้องถิ่นนั้นแต่ละท้องถิ่นพื้นที่ต่างกัน ปัญหา ต่างกัน และผู้สมัครท้องถิ่นสังกัดพรรคการเมืองแน่นอนครับเขาอิงนโยบายพรรคการเมือง อยู่แล้ว และ ส.ส. ในพรรคการเมืองนั้นสามารถมาช่วยหาเสียงได้ ผู้เลือกตั้งหรือประชาชน จะเป็นคนตัดสินเองว่านโยบายที่หาเสียงเป็นจริงหรือไม่ สอดคล้องกับพื้นที่ของเขาหรือไม่ เพราะฉะนั้นให้หาเสียงไปเลยไม่ต้องจำกัด คุณพูดอย่างไรประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งเขาจะ เป็นคนตัดสินเองว่าพูดแล้วทำได้หรือไม่ นั่นคือข้อ ๔ ครับ
ข้อ ๕ ข้อสุดท้ายที่ผมจะอภิปรายในวันนี้ ก็คือการให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคการเมือง ผู้บริหารท้องถิ่นสามารถช่วยหาเสียงได้ อันนี้ในคณะกรรมาธิการวิสามัญ ของเราถกเถียงกันมากว่าช่วยหาเสียงได้อย่างไร ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเราเสนอตั้งแต่ ส.ส. ส.ว. มาเลยนะครับ แต่ปรากฏว่าทางกฤษฎีกาทักท้วงว่า ส.ว. มีกฎหมาย มีรัฐธรรมนูญ บางมาตราห้ามไว้อยู่ จึงให้เฉพาะ ส.ส. พรรคการเมืองช่วยหาเสียงได้ ท่านประธานสังเกตดู เลือกตั้งท้องถิ่นที่ผ่านมามีหลายคนลงในนามพรรคการเมือง แต่ ส.ส. ในสภาซึ่งสังกัด พรรคการเมืองนั้นไม่สามารถไปช่วยหาเสียงได้มันตลกนะครับ เหมือนเกลียดตัวกินไข่ เกลียดปลาไหลกินน้ำแกง ภาษิตโบราณพูดไว้ เพราะฉะนั้น ณ วันนี้เราจึงจะมาแก้ไขกฎหมาย ให้มันตรงกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในสังคมปัจจุบัน เมื่อผู้สมัครท้องถิ่นสังกัดพรรคการเมืองได้ ก็ให้เขาหาเสียงได้ตามนโยบายพรรคการเมืองนั้น ๆ ซึ่งเขาจะกำหนดนโยบายมาแล้วว่า นโยบายระดับชาติ ระดับจังหวัด ระดับ อบจ. อปท. เทศบาล เขามีอยู่แล้วครับ เพราะฉะนั้น ให้เขาหาเสียงได้เต็มที่โดยไม่จำกัด และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ส.ส. รัฐมนตรี หรือนายกรัฐมนตรีช่วยหาเสียงได้ครับ ช่วยได้ตอนที่ไม่ใช้เวลาราชการไปหาเสียง อันนี้ จะเปิดกว้างและจะเป็นมิติใหม่ของการเมืองไทยและท้องถิ่นครับ ขอบคุณมากครับ