นพดล ชี้ปัญหาเลือกตั้งท้องถิ่น ห่วงสิทธิผู้ปฏิบัติหน้าที่

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๔ · ๒ กันยายน ๒๕๖๕

นพดล แก้วสุพัฒน์ หารือประเด็นปัญหาการบังคับใช้พระราชบัญญัติการเลือกตั้งท้องถิ่น พ.ศ. 2562 โดยเสนอให้ปรับปรุงข้อกำหนดที่ขัดกันระหว่างกฎหมายจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกับกฎหมายเลือกตั้งของ กกต. รวมถึงปัญหาการคัดเลือกเจ้าหน้าที่ ความเหลื่อมล้ำด้านบุคลากรในแต่ละพื้นที่ การอำนวยความสะดวกในการลงคะแนนล่วงหน้า การใช้เวลากาหนดเวลาลงคะแนนที่ไม่สอดคล้องกัน และการหาเสียงที่เกินอำนาจหน้าที่ของท้องถิ่น พร้อมเรียกร้องให้มีแนวทางชัดเจนและเป็นเอกภาพเพื่อลดความสับสนและคุ้มครองสิทธิของประชาชน

นายนพดล แก้วสุพัฒน์ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นพดล แก้วสุพัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังท้องถิ่นไท ขออภิปรายรายงานเกี่ยวกับปัญหาการบังคับใช้และแนวทางการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติ การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๖๒ ดังนี้นะครับ จากที่ได้อ่านดู ก็คิดว่าเป็นการปรับปรุงในทางที่ดีขึ้น แต่ก็อาจจะมีบางข้อที่ปฏิบัติลำบากหน่อยนะครับ หรืออาจจะไม่ตรงตามข้อเท็จจริง อย่างเช่น ผมอาจจะยกตัวอย่างกรณีของเขตเลือกตั้ง ท้องถิ่นเอง เราก็คงจะรวมทั้ง กทม. พัทยา อบจ. เทศบาล และ อบต. ในส่วนของ อบต. ผู้บริหารกับสมาชิกอยู่ในเขตพื้นที่ไม่กว้าง เรื่องภูมิลำเนา อายุ เวลาที่ต่างหมู่บ้านกันก็คงจะ ไม่เท่าไร แต่ว่าถ้าเป็นเขตของเทศบาลเมือง หรือ อบจ. ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือว่าระยะเวลา การอยู่ภูมิลำเนาหรือย้ายไม่เกิน ๑ ปีที่กำหนดไว้ หรือเกิน ๑ ปี บางคนไปถึงหน่วยเลือกได้ แค่นายก แต่ว่าสมาชิกต้องกลับไปเลือกที่หน่วยเดิมเกิดความสับสน ซึ่งอยู่ในจังหวัดเดียวกัน ตรงนี้ก็คือแนวทางหนึ่งนะครับ ในส่วนของ กทม เองก็คงจะใช้คล้าย ๆ ระบบของ อบจ. ซึ่งเป็นการเลือกตั้งในส่วนของท้องถิ่นนะครับ ซึ่งอันนี้ก็คงจะเป็นเรื่องหนึ่งที่อยากจะตั้ง ข้อสังเกตไว้นะครับ ส่วนของการคัดเลือกเจ้าพนักงานที่มาทำหน้าที่ในส่วนของข้าราชการ ในส่วนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเองก็คงจะใช้บุคลากร แต่เมื่อมีการประกาศใช้ กำหนดการเลือกตั้งพร้อมกันทั้งประเทศ บางที่บุคลากรไม่พอนะครับ เพราะว่า อบต. เอง ๕,๐๐๐ กว่าแห่งไม่ได้มีเจ้าหน้าที่เท่ากันหมดนะครับ ก็จะต้องไปใช้บุคคลภายนอกซึ่งเป็น ประชาชน ปัญหาที่เกิดขึ้นมาเมื่อมีการฟ้องร้องพี่น้องประชาชนที่เข้ามาเป็นกรรมการ ไม่ได้รับความคุ้มครองหรือได้รับสิทธิ คือถ้านั่นก็ต้องไปสู้ศาลกันเอง ไม่มีเงินไปช่วยนะครับ เพราะว่าอันนี้ก็คงจะเป็นเรื่องหนึ่งที่เขาร้องเข้ามานะครับ กรณีเลือกตั้งล่วงหน้าก็จะมีปัญหา ส่วนใหญ่คนที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นข้าราชการจะต้องไปประจำหน่วยเลือกตั้ง แต่ภูมิลำเนาเดิมอยู่ต่างจังหวัดนะครับ ทีนี้การอำนวยความสะดวกจะมีวิธีการอย่างไร เพราะว่าเขาเองจะต้องทำเรื่องลา หรือไปเลือกตั้งล่วงหน้าก่อนเป็นอาทิตย์ เพราะว่าถ้าไม่ไป มันก็ยิ่งเสียสิทธิ หรือว่าถูกตัดสิทธิในบางอย่าง ซึ่งตรงนี้จะมีวิธีการที่จะอำนวยความสะดวก อย่างไรนะครับ การเลือกตั้งทั้งหมดขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่ได้ใช้งบประมาณ ส่วนกลาง ใช้งบประมาณของท้องถิ่นเองที่ตั้งจากงบประมาณของตัวเองในการที่จะกำหนด อันนี้การที่จะไปใช้หลักเกณฑ์ต่าง ๆ ก็ใช้อยู่ ๒ กฎหมาย ๑. คุณสมบัติหรือการจัดการ ตามกฎหมายจัดตั้งกระทรวงมหาดไทยตาม พ.ร.บ. สมาชิกสภาท้องถิ่น กับการเมืองคือ ตาม พ.ร.บ. การเลือกตั้งของ กกต. ซึ่ง ๒ อันนี้จะขัดกันอยู่นะครับ บางเรื่องไม่ตรงกัน อย่างเช่น คุณสมบัติที่มีภูมิลำเนา กับคุณสมบัติที่เสียภาษีในต่างท้องที่แล้วไม่มีคุณสมบัติ ตรงนี้ควรที่จะใช้เป็นแนวทางเดียวกัน และอีกหลาย ๆ ข้อที่คุณสมบัติระหว่างกฎหมายจัดตั้ง ที่มาของสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น กับกฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่นของ กกต. จะไม่ค่อยตรงกัน ก็จะเกิดความสับสนในเรื่องของการที่จะทำให้ทั้งผู้มีสิทธิสมัคร ผู้สมัคร แล้วก็ผู้มีสิทธิลงคะแนน ซึ่งผมคิดว่าตรงนี้เองก็อยากจะให้เขียนชัดเจน ส่วนระยะเวลา การลงคะแนนตอนนี้เราดูว่าต่างกัน เพราะว่า กทม. ใช้แปดโมงเช้าถึงห้าโมงเย็น ส่วน อปท. อื่น ยังกำหนด ๘ โมงถึงสามโมงเย็น ถึง ๑๕.๐๐ นาฬิกา จะใช้เวลาไหนก็เป็นกฎหมาย ฉบับเดียวกันที่จะออกมาบังคับใช้ เพราะมิฉะนั้นแล้วก็จะเกิดการสับสน เพราะว่าทุกคนที่อยู่ ในประเทศไทยผมคิดว่าเป็นคนที่อยู่ในท้องถิ่น ความเข้าใจเรื่องของท้องถิ่นที่สลับซับซ้อน มันก็อาจจะเป็นเรื่องที่ยุ่งยากลำบากใจ เพราะว่าเขาไม่เข้าใจ อันนี้ไม่รวมถึงการเลือกตั้งใหญ่ ของ ส.ส. ส.ว. ซึ่งจะมีกฎหมายต่างหากออกมาไม่เกี่ยวกัน ส่วนการหาเสียงผมคิดว่าควรจะกำหนดให้ชัดเจนในเรื่องของการที่จะไปหาเสียงเกินอำนาจ หน้าที่ ซึ่งหลายแห่งปัจจุบันนี้มี อย่างเช่น อบต. หนึ่งมีงบประมาณสัก ๒๐ ล้านบาท แต่หาเสียงว่าผมจะทำสัก ๑๐๐ ๒๐๐ ล้านบาท ซึ่งเกิน ๔ ปีอย่างไรก็ทำไม่ได้นะครับ ซึ่งตรงนี้ถือว่าเป็นการหลอกลวง เช่นผมจะสร้างโรงพยาบาลถ้าได้เข้าไป ซึ่งหน้าที่ของท้องถิ่น ไม่สามารถที่จะไปจัดการบำรุงรักษาหรือสร้างโรงพยาบาลได้ เพราะว่ายังไม่มีการถ่ายโอน แม้แต่ อบจ. เองก็ยังจัดการเรื่องนี้กันไม่ชัดเจนนะครับ ซึ่งผมคิดว่าต้องดูด้วยว่าอำนาจหน้าที่ ที่ไปรับปากกับพี่น้องประชาชนนั้นตรงกับข้อเท็จจริงหรืออำนาจหน้าที่ของกฎหมาย ไม่ว่าจะ จัดตั้งหรือกฎหมายกระจายอำนาจ หรือกฎหมายอื่นที่มีอำนาจหน้าที่ตาม พ.ร.บ. ที่กฎหมาย กำหนด ก็อยากจะฝากไว้ตรงนี้ว่าให้มันชัดเจน ขนาดป้ายนะครับ ปัจจุบันนี้เราจะนับจำนวน หรือขนาด อย่าง กทม. มีขนาดไม่เกิน ๑๒๐ เซนติเมตร คูณ ๒.๔๐ เมตรต่อ ๑ ป้าย แต่บางที่ ปัจจุบันผ่าเป็น ๔ แล้วนับเป็น ๑ หรือว่านับในจำนวนขนาดเท่าที่คูณในเนื้อที่พื้นที่หรือนับ แค่จำนวนป้ายตรงนี้ เพราะว่าจะเกิดการได้เปรียบเสียเปรียบกัน เพราะว่าบางที่อย่าง กทม. ใช้ป้ายเล็กก็นับเป็นหนึ่ง บางคนใช้ป้ายใหญ่ก็นับเป็นหนึ่งนะครับ กับอีกส่วนหนึ่งการที่เอาชื่อ ของพรรคการเมืองมาหาเสียงในท้องถิ่นเองจะเกิดความเหลื่อมล้ำแล้วก็เกิดความขัดแย้ง เพราะว่าอำนาจหน้าที่ของท้องถิ่นคือบริหารในพื้นที่นั้นพื้นที่เดียว แต่การที่มีพรรคการเมือง ไปสนับสนุนนั่นคือภาพรวมของการบริหารทั้งประเทศ จะเอาพื้นที่ของทั้งประเทศมาหาเสียง กับพื้นที่เดียวประชาชนจะสับสน ก็อยากจะฝากไว้ตรงนี้นะครับ ให้คณะกรรมาธิการช่วยตอบ แล้วก็ช่วยชี้แจงด้วยครับ ขอบคุณมากครับ