อริย์ธัช ชี้ปัญหาเลือกตั้งท้องถิ่น-เสนอแก้กฎหมาย-เปิดทางเยาวชนสมัครได้ตั้งแต่18

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๔ · ๒ กันยายน ๒๕๖๕

อริย์ธัช ยอดไชยเกียรติ หารือประเด็นต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งท้องถิ่น โดยเน้นย้ำปัญหากฎหมายที่ไม่สอดคล้องกับบริบทปฏิบัติ ความสับสนในกระบวนการยื่นบัญชีรายรับ-รายจ่าย การออกแบบบัตรเลือกตั้ง และการนับคะแนนที่ขาดความโปร่งใส พร้อมเสนอแนวทางแก้ไขทั้งในระดับกฎหมาย การปรับปรุงระบบบริหารจัดการ รวมถึงการเพิ่มความรู้ความเข้าใจให้ประชาชนและเปิดโอกาสให้เยาวชนมีส่วนร่วมทางการเมืองมากขึ้น

นายอริย์ธัช ยอดไชยเกียรติ ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการ

เรียนประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ ผม อริย์ธัช ยอดไชยเกียรติ ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการ ประเด็นที่ผมรับผิดชอบในการชี้แจงครั้งนี้ก็คือประเด็นที่ ๓.๕ จนถึงข้อเสนอแนะ และข้อสังเกตที่ ๔

ในประเด็นที่ ๑ ครับท่านประธาน เรื่องของระยะเวลาในการคำนวณค่าใช้จ่าย เรื่องนี้ไม่ซับซ้อนครับ แต่ก็มีปัญหาอยู่ คือกฎหมายปัจจุบันกำหนดไว้เพียงแค่ว่าการที่จะทำ การคำนวณค่าใช้จ่ายเลือกตั้งเพื่อสำหรับตำแหน่งที่ว่างลงและผู้สมัครที่จะเข้ามาดำรง ตำแหน่งใหม่ แต่บริบทจริง ๆ กลับมีรูปแบบอื่นที่ไม่ได้กำหนดไว้ในกฎหมาย กรรมาธิการ จึงเสนอแก้ไขกฎหมายมาตรา ๖๑ (๓) เพื่อให้ครอบคลุมถึงรูปแบบอื่น ๆ ที่กฎหมายปัจจุบัน ไม่ได้มีใช้อยู่

ในประเด็นถัดไปครับ ผมอยากจะยกตัวอย่างสั้น ๆ เกี่ยวกับการยื่นบัญชี รายรับรายจ่ายผู้สมัครรับเลือกตั้ง ในกรณีของการเลือกตั้งผู้ว่าและสมาชิกสภาท้องถิ่น ของกรุงเทพมหานครครั้งล่าสุด รวมทั้งผู้ว่าและ ส.ก. แล้วมีจำนวนทั้งหมด ๔๐๘ คน กฎหมายกำหนดให้ผู้สมัครทั้งหมดไปยื่นเอกสารบัญชีรับจ่ายที่สำนักงานคณะกรรมการ การเลือกตั้ง กกต. กทม. ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งที่อาคารศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ กำหนดไว้ ๙๐ วันหลังจากวันเลือกตั้ง แต่สภาพความเป็นจริงคือทั้ง ๔๐๘ คน ไปรวมตัวกันในช่วงเวลาไม่ถึงสัปดาห์สุดท้ายทำให้การยื่นเอกสารมีปัญหามากมายครับ ทั้งเรื่องเอกสารตกหล่น เอกสารที่จะต้องเพิ่มเติม การแก้ไข การยื่นเพิ่มเติม ทำให้หลายครั้ง ผู้สมัครจะต้องเสียเวลาเดินทางกลับมาที่บ้านพักตัวเอง ที่สำนักงานแก้ไขแล้วกลับไปยื่นใหม่ ไม่มีทางที่จะจบภายในวันเดียว ทางกรรมาธิการเลยเสนอแก้ไขการกระจุกตัวที่สำนักงาน คณะกรรมการการเลือกตั้ง กทม. ให้ผู้อำนวยการเลือกตั้งประจำท้องถิ่นออกคำสั่งให้ สำนักงานเขตทั้ง ๕๐ เขต ใน กทม. เป็นผู้รับเอกสารแทน แต่เรื่องนี้ดูเหมือนว่าจะดี ยังมีรายละเอียดของเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบในการตรวจเอกสารบัญชีรับจ่ายทั้งหมด เพราะถ้าหากเจ้าหน้าที่ไม่มีความรู้ ไม่มีความละเอียด ไม่ได้เข้าใจเอกสาร สุดท้ายผู้สมัคร ก็จะเดินทางกลับไป กกต. เช่นเดิม ดังนั้นแล้วนอกจากการกระจายออกไปที่ต่าง ๆ ความรู้ ความสามารถในการตรวจสอบเพื่อให้เอกสารถูกต้องเป็นเรื่องสำคัญครับ เพราะถ้าหาก ผิดพลาดไปมันคือโทษทางอาญาที่ผู้สมัครจะต้องรับผิดชอบด้วยตัวเอง

ในประเด็นถัดไปคือเรื่องของสัญญาว่าจะให้ เรียกว่าเป็นประเด็นคลาสสิก (Classic) สำหรับการเลือกตั้งท้องถิ่น สัญญาว่าจะให้มีหลายมุมครับ แต่ประเด็นที่กรรมาธิการ ศึกษาและเสนอแนะไป คือเรื่องของการที่สมาชิกและผู้บริหารท้องถิ่นนำเสนอนโยบาย นอกเหนืออำนาจหน้าที่ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งของตัวเอง ยกตัวอย่างง่าย ๆ ถ้าผมลงสมัคร ส.ก. ในกรุงเทพมหานครแล้วผมไปหาเสียงว่าผมจะจัดหาวัคซีนให้กับคนกรุงเทพมหานคร ในเขตเลือกตั้งของผม หมิ่นเหม่มากที่จะถูกตีความว่าผมสัญญาว่าจะให้ประโยชน์อื่นใด เพราะมันไม่ใช่อำนาจหน้าที่ของสมาชิกสภา กทม. อย่างผมที่สามารถทำได้ เพราะเป็นอำนาจ หน้าที่ของรัฐส่วนกลางที่จะจัดหาวัคซีน ดังนั้นแล้วกรรมาธิการจึงนำประเด็นนี้มาทำเป็น ข้อเสนอว่าให้ตีความตามมาตรา ๖๕ ใน (๑) และ (๓) ว่าถ้าหากไม่เข้า ๒ เงื่อนไขนี้ เข้าเงื่อนไขที่ ๓ ให้พิจารณาเป็นกรณีไป ถ้าหากหาเสียงอยู่ในอำนาจหน้าที่ของตนเองทำได้ เป็นประโยชน์ต่อประชาชนในเขตเลือกตั้ง หากแต่เป็นอำนาจหน้าที่ที่ไม่ใช่ของตนเองทำให้ ประชาชนสับสนเพื่อสร้างคะแนนนิยมจะต้องถูกพิจารณา

ประเด็นต่อไป ประเด็นที่ ๓.๘ คือเรื่องการกำหนดสีบัตรเลือกตั้ง เนื่องจาก การเลือกตั้งผู้บริหารและสมาชิกสภาท้องถิ่นเป็นการเลือกตั้งบัตร ๒ ใบ จะต้องเลือกผู้บริหาร ใบหนึ่ง เลือกสมาชิกใบหนึ่ง ต่างกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเมื่อปี ๒๕๖๒ ที่มีเพียงแค่ใบเดียว ประชาชนจำแค่เลข จำแค่พรรค แล้วเดินเข้าคูหากากบาทได้เลย แต่การ เลือกตั้งกรุงเทพมหานครครั้งล่าสุดบัตรผู้ว่า กทม. สีน้ำตาล บัตรสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร สีชมพู ลำพังแค่ประชาชนจำว่าคนนี้อยู่พรรคไหน อยู่กลุ่มไหน เบอร์อะไร นโยบายอะไร สีพรรคการเมืองเป็นอย่างไร แค่นี้ก็เป็นภาระสำหรับประชาชนมากพอที่จะเข้าไปใช้สิทธิ ออกเสียงเลือกตั้งในวันลงคะแนนแล้วครับ กรรมาธิการจึงเสนอว่าจะต้องแก้ไขกฎหมาย มาตรา ๑๓๓ วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติเลือกตั้งผู้บริหารและสมาชิกสภาท้องถิ่น กำหนดให้ชัดเลยว่าไม่เอาแล้วสีมันใกล้เคียงกันเดี๋ยวมันสร้างความสับสน เอาคู่สีตรงข้ามเลย ถ้าผู้ว่าสีแดง สมาชิกก็ต้องสีเหลือง ถ้าผู้บริหารสีน้ำเงิน สมาชิกก็สีส้ม คราวนี้ประชาชน ก็จะไม่สับสน แล้วจะไม่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาใช้อย่างนี้ตลอดระยะเวลา คราวนี้ประชาชน ก็จะจำได้แล้วว่าคนนี้เดินมาบอกเป็นสมาชิกมาหาเสียงบัตรสีส้ม ถึงเข้าคูหาก็กาได้เลย ไม่สร้างความสับสน และไม่ทำให้เสียในตอนที่นับคะแนนด้วยครับ

ในประเด็นถัดไปเป็นประเด็นที่เกิดกับการเลือกตั้งทุกระดับคือการใช้ดุลยพินิจ ของคณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งในการวินิจฉัยว่าบัตรไหนดี บัตรไหนเสีย เรื่องนี้ ต้องบอกตามตรงจริง ๆ ไม่ใช่ความผิดของคณะกรรมการประจำหน่วย แต่มันอาจจะเป็น ความเหนื่อยล้าที่เริ่มทำการเปิดหน่วยเลือกตั้งตั้งแต่แปดโมงเช้าถึงห้าโมงเย็น พอปิดหีบ นับบัตรไปถึง ๒ ทุ่ม ๓ ทุ่มก็มี ดังนั้นแล้วการแก้ปัญหานี้เราสร้างกลไกเข้ามาเพื่อช่วยงาน เจ้าหน้าที่ประจำหน่วยและเพิ่มจำนวนคนมาช่วยงานครับ

ประเด็นที่ ๑ คือจะต้องทำการอบรมเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยอย่างเข้มข้น แล้วต้องออกเอกสารให้ชัดว่าลักษณะแบบไหน หลักเกณฑ์แบบไหนที่เรียกว่าบัตรดี แบบไหน ที่เรียกว่าบัตรเสีย ถ้าถึงหน้างานแล้วมีกรณีแบบนี้เจ้าหน้าที่หยิบเอกสารขึ้นมาดูตอบได้ครับ ว่าดีหรือเสีย และที่สำคัญเอกสารดังกล่าวจะต้องติดประกาศหน้าหน่วยเลือกตั้งให้ประชาชน ที่เข้ามาร่วมสังเกตการณ์ได้เห็นชัดไปด้วยเลยว่ามันดีหรือมันเสียกันแน่ในบัตรนี้ เพราะประชาชน จำนวนมากที่ตื่นตัวทางการเมืองไปช่วยเฝ้าหน่วยเลือกตั้ง แล้วคราวนี้ข้อครหาจะน้อยลง และที่สำคัญที่สุดครับ แม้ว่าจะพิจารณาใช้ดุลยพินิจอย่างถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์ จะมี บัตรเสียแม้แต่ใบเดียวสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งจะต้องนำมาถอดบทเรียนครับว่า บัตรเสียนั้นเกิดจากกรณีแบบไหน เพื่อจะไม่ให้บัตรเสียเกิดขึ้นอีกในอนาคตครับ

ในข้อสุดท้ายของข้อเสนอข้อประเด็นศึกษาที่ ๓ ครับท่านประธาน คือ การเปิดเผยรายงานผลการนับคะแนนเลือกตั้ง ประเด็นนี้ต้องเรียกว่าเป็นอะไรที่บีบคั้นหัวใจ วันเลือกตั้งอย่างมาก เนื่องจากถ้าหากผมวันอาทิตย์ตื่นเช้าไปลงคะแนนเลือกตั้ง จากนั้น ผมไปทำธุระ ผมอยากจะรู้ว่าเขตตัวเองคนที่เราเลือกได้รับเลือกตั้งไหม ผมแทบจะไม่มีทางรู้ เลยครับท่านประธาน เพราะตามระเบียบของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนด ไว้ว่า เมื่อนับคะแนนเสร็จแล้วหัวหน้าคณะกรรมการประจำหน่วยจะต้องออกเอกสาร ส.ถ. ผ.ถ. ๕/๗ ในเอกสารใบนั้นเรียกว่าเป็นการสรุปผลเลือกตั้งของหน่วย ๆ นั้นได้เลย ประกอบ ไปด้วยจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จำนวนผู้ออกมาใช้สิทธิ จำนวนบัตรดี จำนวนบัตรเสีย และคะแนนตามหมายเลขต่าง ๆ ที่ประชาชนได้ลงคะแนน แต่เอกสารนั้นมีเพียงแค่ ๓ ใบ ท่านประธาน มีใบที่ต้องส่งกลับไปที่สำนักงานเขต มีใบที่อยู่ในถุงบัตรดี และใบสุดท้ายคือ ใบที่พวกเราหวังว่าจะเจออยู่หน้าหน่วยเลือกตั้ง คือใบที่จะปิดประกาศอยู่หน้ากระดาน หน่วยเลือกตั้ง แต่สถานการณ์จริงถ้าเลือกตั้งหน้าฝนต้องบอกว่าข่าวร้ายครับ เพราะเอกสาร เหล่านั้นก็จะเปียกก็จะหาย สุดท้ายแล้วผมก็ไม่รู้ครับว่าใครชนะ ต้องรอข้ามวันข้ามคืน ไปดูในข่าวไปดูในอะไร กรรมาธิการเห็นว่าเรื่องนี้สำคัญครับ เพราะพรรคการเมืองเอง ก็อยากจะรู้ว่าคะแนนของหน่วยเลือกตั้งนั้น ๆ ได้เท่าไร ไม่สามารถรู้ได้ครับ เกิดการลงทุน ทางด้านทรัพยากรคน เงิน การสร้างระบบ สุดท้ายเป็นปัญหาครับเพราะข้อมูลไม่ตรง กรรมาธิการจึงเสนอครับว่าการที่จะแก้ปัญหานี้อย่างระยะยาวมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะ ต้องแก้ไขกฎหมายมาตรา ๑๐๐/๒ มาตรา ๑๐๒ เพื่อเพิ่ม ๒ หลักการเข้าไป หลักการที่ ๑ เราจะบังคับเลยว่า ส.ถ. ผ.ถ. ๕/๗ ที่เป็นสรุปผลการนับคะแนนจะต้องแปะหน้าหน่วย จะกี่ใบไม่รู้ล่ะแต่ต้องให้ประชาชนทราบโดยทั่วกัน และหลักการที่ ๒ ที่สำคัญยิ่งกว่าคือ การกำหนดเลยว่าคณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งนั้นจะต้องส่งให้กับผู้อำนวยการ เลือกตั้งท้องถิ่นและผู้อำนวยการเลือกตั้ง คณะกรรมการการเลือกตั้ง เพื่อนำเข้าสู่ระบบ สารสนเทศ ว่าง่าย ๆ คืออัป (Up) ขึ้นออนไลน์ (Online) ครับท่านประธาน ท่านอาจจะบอกว่า นี่เป็นการเพิ่มภาระคณะกรรมการการเลือกตั้งหรือไม่ ต้องบอกว่าไม่ครับ เพราะปัจจุบันมี ภาคประชาสังคมจำนวนมาก อย่างองค์กรที่เรียกว่าพันช์อัป (Punch Up) วีวิช (We Wish) หรือแม้กระทั่งสถาบันพระปกเกล้าเข้าไปสนับสนุนงานตรงนี้ ทั้งจำนวนคน กลไก ระบบ หรือแม้กระทั่งการออกแบบการทำงานร่วมกัน เป็นโอกาสดีที่เราจะใช้การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ เข้ามาสร้างให้ประชาชนได้รู้ว่าเขาได้คะแนนหน่วยเลือกตั้งนั้น ๆ เท่าไร และสำนักข่าว ฝ่ายสื่อสารมวลชนต่าง ๆ ก็จะดึงข้อมูลจากตรงนี้ไปนำเสนอและเป็นที่รู้กัน ไม่ข้ามคืน เหมือนที่ผ่านมา ท่านประธานครับ เหลือเพียงแค่ ๓ ประเด็นเท่านั้น ผมคิดว่าน่าจะไม่เกิน ๑๐ นาที

ต่อมาคือเรื่องของระยะเวลาในการออกเสียงลงคะแนนครับ มีช่วงเวลาที่ทำ การพิจารณา คณะกรรมการการเลือกตั้งได้สะท้อนปัญหาให้ฟังว่าการที่หน่วยเลือกตั้งเปิด ตั้งแต่แปดโมงเช้าปิดห้าโมงเย็น มีสภาพความเหนื่อยล้าของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่จะต้องอยู่ทั้งวัน ไม่ว่าจะแดด จะฝน จะพักผ่อนที่ไหนก็ไม่ได้ต้องอยู่ประจำหน่วยตลอด จนถึงช่วงเวลานับคะแนน บางหน่วยเขตใหญ่นับจนถึงดึกดื่น ๕ ทุ่ม เที่ยงคืนก็ยังไม่เสร็จ คณะกรรมการมีข้อเสนอครับ ระหว่างวันไม่ใช่ทุกวินาทีที่คนจะเดินเข้าหน่วยอย่างหนาแน่น อาจจะมีเพียงแค่ช่วงเช้าหรือช่วงเวลาใกล้ปิดหน่วย ช่วงระหว่างวันอาจจะผลัดคิว ผลัดเวร พักผ่อน นอนพัก เพื่อให้มีแรงในการตรวจสอบในช่วงเย็น แต่นี่ก็ไม่ใช่ทั้งหมดครับ เพราะเรา ก็เสนอว่าสามารถใช้หน่วยงานอย่างศูนย์นักศึกษาวิชาทหารที่มีนักศึกษาวิชาทหารจำนวนมาก สามารถมาช่วยงานในเบื้องต้นได้ หรือจะใช้มหาวิทยาลัยระดับอุดมศึกษาสามารถเอานักศึกษา มาช่วยทำการตรวจการเลือกตั้งหรือว่ามาช่วยกันนับคะแนนได้ เพิ่มจำนวนคน ไม่ได้เพิ่ม ค่าใช้จ่าย เพียงแค่เพิ่มความร่วมมือสร้างพาร์ตเนอร์ (Partner) กับหน่วยงานต่าง ๆ ก็น่าจะ แก้ไขในประเด็นที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกังวลได้

ส่วนต่อมาครับเป็นประเด็นที่เราพูดกันทุกครั้งเมื่อใกล้จะถึงการเลือกตั้ง แต่ผลผลิตมันกลับไม่ชัดเจน คือการสร้างความรู้ให้กับประชาชนเพื่อการเลือกตั้ง ผมถาม ท่านประธานง่าย ๆ ล่าสุดการเลือกตั้งผู้บริหารและสมาชิกสภาท้องถิ่นยังมีประชาชน จำนวนมากบอกว่าช่วยทำให้เศรษฐกิจดีหน่อย แต่นั่นไม่ใช่อำนาจหน้าที่ของฝ่ายองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นเลยครับ เป็นหน้าที่ของรัฐส่วนกลาง ในขณะเดียวกันเวลาเลือกตั้ง ส.ส. เดินเข้าพื้นที่ทีใดชาวบ้านบอกว่าท่อแตกช่วยหน่อย คลองน้ำไม่ไหลเลยมาลอกให้หน่อย ต้นไม้ล้มมาตัดให้หน่อย แต่อำนาจหน้าที่นั้นเป็นของท้องถิ่นครับ ดังนั้นแล้วก่อนที่จะทำการ เลือกตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีความสำคัญอย่างยิ่งที่ต้องบอกประชาชนให้รู้ว่าพวกเขา เหล่านี้มีอำนาจหน้าที่ถึงขั้นไหน ทำอะไรได้บ้าง ทำอะไรไม่ได้บ้าง หลังจากนั้นประชาชน จะตัดสินใจได้ว่าใครพูดจริง ใครพูดไม่จริง แล้วเขาจะตัดสินใจเลือกตามที่เขาต้องการได้

และประเด็นสุดท้ายครับท่านประธาน อาจจะเรียกว่าที่ผมพูดมาทั้งหมด เป็นประเด็นที่เกิดขึ้นจริงตามสภาพปัญหาพร้อมกับข้อเสนอแนะที่กรรมาธิการได้เสนอไป แต่ประเด็นนี้คือประเด็นที่พวกเราเยาวชนคนไทยคาดหวัง คือพระราชบัญญัติการเลือกตั้ง สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นในมาตรา ๔๙ (๒) กำหนดไว้ว่าถ้าใครอยากจะเป็น สมาชิกสภาท้องถิ่นจะต้องอายุ ๒๕ ปี ถึงจะลงรับสมัครเลือกตั้งได้ แต่ท่านประธานครับ หลักการของการเลือกตั้งมันง่ายนิดเดียวครับ ถ้าเด็กอายุ ๑๘ ปีมีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง เด็กคนนั้นจะต้องมีสิทธิลงรับสมัครเลือกตั้งด้วยเช่นเดียวกัน ด้วยหลักการเช่นนี้ถูกนำไปใช้ ในประเทศยุโรปกว่า ๒๕ ประเทศ ในสหรัฐอเมริกามีเมเยอร์ (Mayor) มีผู้ว่าการรัฐเช้าไปเรียน บ่ายเข้าสำนักงาน ถามว่าคนเลือกเขามา นั่นคือเหตุผลที่เพียงพอที่เขาได้รับการดำรง ตำแหน่งครั้งนั้น เยาวชนไทยมีความรู้ความสามารถมีไอเดีย (Idea) ในการเปลี่ยนโลกครับ ท่านประธาน หลายคนได้เวทีการต่อสู้ทางด้านสิ่งแวดล้อม หลายคนมีนวัตกรรมเกี่ยวกับ เกษตรกร สุดท้ายแล้วสมองไหลออกนอกประเทศหมดไปอยู่ต่างประเทศ สุดท้ายประเทศไทย ไม่ได้อะไรเลยครับ ปัจจุบันเรามีนักศึกษาจบระดับปริญญาตรี ๖๐๐,๐๐๐ คนต่อปี มันจะเป็นไปไม่ได้หรือครับว่าจะมีเด็กสักคนเดียวที่เขาอยากจะเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่นในบ้านเกิดเขา แต่ไม่ได้ท่านประธานครับ เพราะถ้าผมเป็นเด็กคนนั้น ผมต้องรอจนถึงอายุ ๒๕ ปี เพราะเมื่อผมอายุ ๒๕ ปี ผมก็ต้องลังเลระหว่าง ส.ส. หรือ ส.ก.