ดอกเตอร์วิลาสินี พิพิธกุล ขอขออนุญาตถอดแมสก์และขอบคุณสมาชิกสภาที่ให้ความร่วมมือ โดยชี้จุดยืนไทยพีบีเอสยึดหลัก Solution Journalism เน้นการนำเสนอโมเดลแก้ปัญหาในท้องถิ่นและการปรับตัวสู่ดิจิทัลแพลตฟอร์ม พร้อมยืนยันแผนพัฒนา Soft Power ผ่านละคร สารคดี และสื่อใหม่เพื่อขยายผลสู่ภูมิภาคอาเซียน
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพและท่านสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติทุกท่าน ดิฉัน วิลาสินี พิพิธกุล ผู้อำนวยการ องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย หรือไทยพีบีเอสจะขออนุญาต ถอดแมสก์ (Mask) นะคะ ก่อนอื่นต้องขอขอบพระคุณท่านสมาชิกสภาทั้ง ๔ ท่าน ที่ได้ให้ ข้อคิด ได้ให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง โดยภาพรวมไทยพีบีเอสเราก็จะรับเอา คำแนะนำเหล่านี้ไปหารือ แล้วก็ไปปรับปรุงการทำงานของเราค่ะในเบื้องต้นดิฉันจะขอ อนุญาตตอบคำถามของทั้ง ๔ ท่าน ในประเด็นต่าง ๆ ในเบื้องต้นก่อนนะคะ
สำหรับท่านพิมพ์รพีที่ถามว่า ซึ่งประเด็นของท่านพิมพ์รพีจะขอตอบควบคู่ ไปกับประเด็นของท่านศาสตราจารย์กนกไปพร้อมกัน ในประเด็นที่ท่านกรุณาให้คำแนะนำ ว่าไทยพีบีเอสควรจะขยับไปทำประเด็นข่าวที่นำไปสู่ทางออกมากขึ้นมากกว่าเรื่องของการ ชี้ปัญหา ดิฉันขอเรียนอย่างนี้ว่าจุดยืนของการทำข่าวของไทยพีบีเอส ซึ่งเราประกาศจุดยืนนี้ มาตั้งแต่ ๓ ๔ ปีที่แล้ว และยังคงประกาศอย่างหนักแน่นก็คือข่าวไทยพีบีเอสนั้น เราเป็นข่าวที่เรียกว่าโซลูชันเจอนัลลิซึม (Solution Journalism) หรือวารสารศาสตร์ เพื่อการหาทางออก เราจะไม่ทำข่าวเพียงเพื่อเสนอปัญหาแล้วจบอยู่แค่นั้นค่ะ เพราะฉะนั้น กระบวนการทำข่าวของไทยพีบีเอสค่อนข้างลึกซึ้ง เราจะมีการทำข้อมูล เราจะมีการปรึกษา ผู้เชี่ยวชาญอย่างรอบด้านและเกาะติดประเด็นนั้น และที่สำคัญการทำงานข่าวของ ไทยพีบีเอส จะพยายามไปหาโมเดล (Model) ที่เป็นต้นแบบโดยเฉพาะโมเดล (Model) ในพื้นที่ในท้องถิ่นนี้สำคัญมาก แล้วก็จะพยายามขยายผลโมเดล (Model) เหล่านั้น รวมทั้ง การติดตามและถอดบทเรียนด้วย ดิฉันมีข้อมูลเล็กน้อยที่จะยืนยันความเป็นวารสารศาสตร์ เพื่อหาทางออกของไทยพีบีเอส คือเมื่อปี ๒๕๖๔ ที่เราทำประเด็นติดตามเรื่องของวาระ ปากท้องอันเกิดจากผลกระทบของสถานการณ์โควิด-๑๙ (COVID-19) เราได้ให้มหาวิทยาลัย รามคำแหงทำวิจัยว่าบทบาทของการทำวารสารเพื่อหาทางออกของไทยพีบีเอสนั้นเป็น อย่างไร ได้ข้อมูลอย่างนี้ว่าในจำนวนประเด็นข่าวทุกชิ้นของไทยพีบีเอส ที่ออกในทุก ๆ แพลตฟอร์ม (Platform) ทั้งทีวี (TV) ทั้งแพลตฟอร์ม (Platform) ที่เป็นออนไลน์ (Online) พบว่า ๖๘.๙ เปอร์เซ็นต์ของสาระนั้นเป็นประเด็นเพื่อหาทางออกอย่างแท้จริง มีการนำเสนอ ที่เพียงแค่อินฟอร์ม (Inform) หรือบอกให้รู้ หรือชี้ปัญหาเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์เท่านั้น เพราะฉะนั้นอันนี้ตัวเลขนี้ไม่โกหกนะคะ เป็นตัวเลขทางวิจัยที่ยืนยันว่าไทยพีบีเอสพยายาม พาสังคมก้าวพ้นไปสู่สิ่งที่เรียกว่าเป็นการหาทางออก ประเด็นที่บอกว่าหาทางออกนี้ที่บอกว่า มีถึง ๖๘.๙ เปอร์เซ็นต์ของสัดส่วนข่าวทั้งหมด เป็นการหาทางออกในมิติของการนำไปสู่ โมเดล (Model) แก้ปัญหาในท้องถิ่น โดยเฉพาะวาระเรื่องของปากท้องต่าง ๆ และที่น่า สนใจมาก ๆ ผลวิจัยสะท้อนด้วยว่าโมเดล (Model) การแก้ปัญหาท้องถิ่นเหล่านี้ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องการเกษตรและที่สำคัญอย่างที่ท่านพิมพ์รพีแนะนำเลยค่ะ เป็นความ พยายามที่จะนำเอาเรื่องของบีซีจีโมเดล (BCG Model) เรื่องของเทคโนโลยีเพื่อความยั่งยืน ต่าง ๆ มาใช้ และสำคัญกว่านั้นเราได้ทำกระบวนการที่ดึงเอาเยาวชนกลับบ้าน อันนี้จะ ข้ามไปพูดถึงการที่มีแอปพลิเคชัน (Application) ที่เรียกว่าซีไซด์แอปพลิเคชัน (Seaside Application) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์ม (Platform) ที่ชักชวนเอากลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่ ดึงพลัง ของพวกเขาเข้าไปบวกกับพลังของท้องถิ่นซึ่งผลการวิจัยก็สะท้อนตรงนี้ได้ค่อนข้างชัดเจน ที่สำคัญผลจากการสำรวจความพึงพอใจของประชาชนในบทบาทนี้ในช่วงสถานการณ์โควิด (COVID) ที่เราไปทำเรื่องของปากท้องพบว่า ๓๙.๒ เปอร์เซ็นต์ ได้รับความพอใจอย่างสูงที่เห็นว่าไทยพีบีเอสนำเสนอเนื้อหาทำให้เข้าใจเหตุผลของ สถานการณ์ได้มากขึ้น และมีโมเดล (Model) ในการแก้ปัญหาที่ดีขึ้นค่ะ ทั้งหมดนี้ดิฉัน นำตรงนี้มากล่าวเพื่อจะขอเรียนให้ทราบว่าเราจะไม่หยุดยั้งอยู่เพียงแค่ประเด็นปากท้อง หรือสถานการณ์โควิค (COVID) แต่วิธีทำงานแบบวรสารศาสตร์เพื่อหาทางออกจะเป็นจุดยืน ของไทยพีบีเอสต่อไปในการทำประเด็นอื่น ๆ ต่อไปด้วยนะคะ ดังนั้นข้อแนะนำของท่าน พิมพ์รพีและท่านศาสตราจารย์กนกว่าให้เราขยับไปทำเรื่องเกษตรให้มากขึ้นหรืออื่น ๆ เราจะขอรับไว้และจะพัฒนาเพิ่มขึ้นนะคะ ประเด็นถัดไปดิฉันจะขอหยิบมาตอบก็คือ ที่ท่านพิมพ์รพีและท่านศาสตราจารย์กนกได้ตั้งข้อเป็นห่วงว่าไทยพีบีเอสจะเปลี่ยนแปลง รับมือกับดิสรัปชัน (Disruption) ต่าง ๆ ได้ทันหรือไม่ ก็ต้องเรียนว่าเราคำนึงถึงเรื่องนี้ อย่างสูง เรามีคณะทำงานที่ทำแผน ซึ่งเราเรียกตัวเองว่าเป็นแผนดิจิทัล ทรานส์ฟอร์เมชัน (Digital Transformation) ซึ่งจะทรานส์ฟอร์ม (Transform) หมดทุกอย่าง ไม่เพียงแค่ ทรานส์ฟอร์ม (Transform) ในเรื่องของเทคโนโลยีเท่านั้น แต่จะทรานฟอร์ม (Transform) ในเรื่องของสกิล (Skill) แล้วก็มายด์เซ็ต (Mindset) ของคนทำงาน และที่สำคัญก็คือ เรามองเห็นบทบาทของไทยพีบีเอสในมิตินี้ว่าไม่ใช่เป็นเพียงแค่ผู้ผลิตสื่อที่ออกในทุก มัลติแพลตฟอร์ม (Multi-Platform) เท่านั้น แต่เราเห็นบทบาทใหม่ของสื่อสาธารณะที่จะ เป็นผู้สร้างระบบนิเวศสื่อที่พร้อมจะหยิบยื่นประเด็นทางสังคมต่าง ๆ ผ่านรูปแบบการ ทำงานที่ดิฉันเรียกว่าเป็นดิจิทัลแพลตฟอร์ม (Digital Platform) ทั้งหมดของไทยพีบีเอส นะคะ ถ้าจะพูดเป็นรูปธรรมดิฉันขออนุญาตรายงานตัวเล็กน้อยว่า ถึงแม้ว่าผู้ชมทางทีวี (TV) ที่เป็นช่องดิจิทัล (Digital) ทีวี (TV) ช่องหมายเลข ๓ เอชดี (3HD) จะมีผู้ชมลดลงบ้าง ตามลำดับ ซึ่งก็เป็นไปตามพฤติกรรมการชมในอุตสาหกรรมทีวี (TV) ทั่วไปอยู่แล้วนะคะ แต่ในส่วนของพื้นที่ออนไลน์ (Online) โดยเฉพาะกลุ่มโซเชียล มิเดีย (Social Media) ต่าง ๆ ของไทยพีบีเอสนั้นมีอัตราเติบโตขึ้นในทุก ๆ ประเภท ถ้าดิฉันจะบอกก็คือข้อมูลเติบโต รวมกันแล้วเฉพาะวิภา (VIPA) แล้วกันนะคะ เฉพาะวิภา (VIPA) ที่มีการดาวน์โหลด (Download) ได้ทั้งโมบายด์ แอปพลิเคชัน (Mobile Application) และเว็บไซต์ (Website) นั้น ขณะนี้มียอด ผู้ดาวน์โหลด (Download) ถึง ๑๐.๔ ล้านครั้ง แล้วก็เรียกว่าเติบโตเกินกว่าร้อยละร้อย ส่วนโซเชียลมีเดีย (Social Media) ทุกประเภทนั้นเติบโตถึงร้อยละ ๒๖ จากปีที่ผ่านมา อันนี้เป็นตัวอย่างที่อยากชี้ให้เห็นว่าเราคงพยายามจะใช้ในทุกแพลตฟอร์ม (Platform) ที่เป็นไปได้ แต่ประเด็นสำคัญอยู่ที่เนื้อหาค่ะ เพราะฉะนั้นตอนนี้ทีมทำงานที่ไทยพีบีเอส ตั้งขึ้นมาในเรื่องของดิจิทัล ทรานส์ฟอร์เมชัน (Digital Transformation) ก็คงจะรับเอา ข้อเสนอแนะเหล่านี้ต่อไปนะคะ นอกจากโซเชียลมีเดีย (Social Media) ต่าง ๆ ดิฉันพูด ไปแล้วนะคะ ก็อยากจะเรียนว่าเรายังมีอีก ๒ สื่อที่เราพยายามจะพัฒนาเพื่อตอบรับกับ โลกยุคใหม่ของการเรียนรู้ นั่นก็คือเอแอลทีวี (ALTV) ที่มีทั้งตัวดิจิทัลทีวี (Digital TV) ช่องหมายเลข ๔ และช่องแพลตฟอร์ม (Platform) ที่เป็นทรานส์มิเดีย (Transmedia) แล้วก็มัลติแพลตฟอร์ม (Multi-Platform) ต่าง ๆ การทำเอแอลทีวี (ALTV) อันนี้จะ สอดคล้องกับที่ท่านกนกได้พูดว่าเราต้องให้ความสำคัญกับเด็ก ๆ ที่กำลังหลุดออกนอกระบบ ซึ่งขณะนี้อาจจะมีถึง ๗ ล้านกว่าคนนะคะ ซึ่งตรงนี้ไทยพีบีเอสได้พยายามเอาเอแอลทีวี (ALTV) เข้ามารองรับ แล้วก็พอจะพัฒนาเนื้อหาของเอแอลทีวี (ALTV) ให้เป็นเพียง น้ำมันหล่อลื่นที่จะไปหล่อลื่นระบบการศึกษาทั้งหมดได้นะคะ ดิฉันคงขออนุญาตกล่าวสั้น ๆ ในส่วนนี้ แต่ว่าเรามองเห็นเอแอลทีวี (ALTV) ไม่ใช่แค่ช่องทีวี (TV) แต่เป็นแพลตฟอร์ม (Platform) ของการเรียนรู้ทั้งนอกระบบและในระบบไปด้วยกัน เพราะนั้นเอแอลทีวี (ALTV) จะจับมือกับทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคสังคมในการทำให้เอแอลทีวี (ALTV) ของสื่อสาธารณะนี้เป็นเลิร์นนิงแพลตฟอร์ม (Learning Platform) เพื่อการเรียนรู้ ตลอดชีวิตนะคะ อันนั้นเป็นประเด็นที่ ๒ ที่อยากจะขอกราบเรียนให้ทราบนะคะ
ประเด็นถัดมาค่ะ ดิฉันต้องขอบพระคุณมาก ๆ หลายท่านแนะนำว่าไทยพีบีเอส มีศักยภาพที่จะพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power) ของประเทศนะคะ อันนี้ก็เรียนว่า อยู่ในแผน จากความสำเร็จของละครชุด จากเจ้าพระยาสู่อิรวดี แล้วก็สารคดีอีกหลายเรื่อง ที่สอดคล้องกัน ทำให้ไทยพีบีเอสเห็นจุดแข็งของตัวเองตรงนี้นะคะ ตอนนี้เรามีแผนที่จะพัฒนา ทั้งละคร ทั้งสารคดี แล้วก็เนื้อหาที่เรียกว่าสื่อใหม่ต่าง ๆ ที่จะพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power) นี้ไปสู่ เครือข่ายสื่อสาธารณะของต่างประเทศค่ะ เรามีความร่วมมือกับสื่อสาธารณะในภูมิภาค เอเชีย (Asia) ด้วยกันหลายประเทศแล้วนะคะ ยกตัวอย่างอย่างเช่น ที่ประเทศญี่ปุ่น ที่ประเทศไต้หวัน ที่ประเทศอินเดีย ซึ่งเพิ่งเซ็นเอ็มโอยู (MOU) ร่วมกันไปและคงจะขยับที่ ประเทศเกาหลีใต้และอีกหลาย ๆ ประเทศค่ะ ดิฉันคิดว่าจากตรงนี้จะทำให้เราร่วมมือกัน พัฒนาซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power) ของอาเซียน (ASEAN) และเอเชีย (Asia) ได้ต่อไป นะคะ อันนี้ก็เป็นประเด็นที่ต้องขอบพระคุณแล้วก็เราคงจะมีแผนที่จะพัฒนาส่วนนี้เพิ่มขึ้นค่ะ
อีกประเด็นหนึ่งที่จะตอบท่านพิมพ์รพีนะคะ ก็คือเรื่องเรามีการดูแลและ ป้องกันอคติหรือไบแอส (Bias) ของงานข่าวของไทยพีบีเอสอย่างไร ดิฉันต้องเรียนว่า เรื่องของอิมพาร์เชียลลิตี (Impartiality) ก็คือการนำเสนอแบบไม่แบ่งแยก เป็นฐานคิดสำคัญ ของการทำข่าวสื่อสาธารณะ เพราะฉะนั้นเราจะมีระบบตรวจสอบตัวเองอยู่ตลอดเวลานะคะ ไม่ว่าจะเป็นการมีระบบมอนิเทอร์ (Monitor) ตัวเองตลอดเพื่อที่จะเอเออาร์ (AAR) ว่างานข่าวที่เราทำไปนั้นเราได้เผลอไผลไปลำเอียงบ้างหรือเปล่า ซึ่งก็ต้องยืนยันว่าทั้งหมด ที่ทำมาแล้วผลที่ออกมาก็ยังสะท้อนการให้ความสำคัญเรื่องของสมดุล เรื่องของความ เป็นธรรม เรื่องของการกระจายตัวและความหลากหลายของแหล่งข่าวได้ดีในทุก ๆ ประเด็นที่ไทยพีบีเอสนำเสนอนะคะ นอกจากนั้นเรามีเครื่องมือที่เรียกว่าแฟกต์เช็กกิง (Fact Checking) ติดตั้งอยู่ในกองบรรณาธิการข่าวที่จะคอยตรวจสอบข่าวลวงต่าง ๆ แล้วก็ ป้องกันตรงนี้นะคะ รวมทั้งอนุกรรมการรับและพิจารณาเรื่องร้องเรียนจากประชาชน ที่จะเป็นหน่วยงานสำคัญใน พ.ร.บ. นี้เลยค่ะ ที่จะทำหน้าที่รับเรื่องร้องเรียนและพิจารณาว่า แต่ละประเด็นของไทยพีบีเอสนั้นได้มีการละเมิดกรอบจริยธรรมบ้างหรือไม่นะคะ อันนี้คือ ภาพรวม ๆ ที่ดิฉันจะขอตอบในส่วนของท่านพิมพ์รพีและท่านศาสตราจารย์กนกนะคะ
ดิฉันขอข้ามมาตอบประเด็นของท่านคารมที่ตั้งคำถามว่าไทยพีบีเอส ให้ความสำคัญกับข่าวมากเกินไปหรือเปล่านะคะ ต้องเรียนอย่างนี้ค่ะว่าข่าวคิดเป็นสัดส่วน ๕๘ เปอร์เซ็นต์ของผังรายการทางทีวีก็จริงนะคะ อันนี้คือเฉพาะทีวีช่องหมายเลข ๓ เอชดี (3HD) แต่เรายังมีสัดส่วนสารคดีถึง ๓๗ เปอร์เซ็นต์นะคะ สาระบันเทิงอาจจะน้อยไปหน่อย ๕ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเรากำลังจะปรับปรุงสัดส่วนนี้ในปีหน้า ที่จะยกส่วนของสาระบันเทิงเพิ่มขึ้น แต่อยากเรียนว่าในข่าว ๕๘ เปอร์เซ็นต์นั้นไม่ใช่ข่าวทั่ว ๆ ไปค่ะ ก็คงกลับไปตอบประเด็นเดิม ก็คือเป็นข่าวที่เราพยายามเจาะลึกในเรื่องของวารสารศาสตร์เพื่อการหาทางออกนะคะ
ในส่วนของสารคดีที่ขออนุญาตตอบสั้น ๆ นะคะ ที่ท่านคารมได้แนะนำว่า อยากเห็นไทยพีบีเอสเป็นผู้นำในการชวนกันมองไปข้างหน้า ใช่เลยค่ะ เราพยายามจะวาง จุดยืนเช่นนั้นนะคะ ยกตัวอย่างสารคดีที่เราทำในช่วงสถานการณ์โควิด (COVID) ที่ตั้งโจทย์ ว่ามามองกันว่าถ้าประเทศไทยในอีก ๕๐ ปีข้างหน้าคือปี ๒๐๗๐ จะเป็นอย่างไร เรื่องภัยพิบัติ จากน้ำท่วมเป็น ๑ ในประเด็นที่ถูกหยิบยกมาพูดถึงกันในสารคดีชุดนี้ด้วยนะคะ รวมทั้ง สารคดีเรื่องโรคซ่อนโลกและอีกหลายสารคดีที่เป็นการชวนกันมองไปข้างหน้าทั้งสิ้นนะคะ
อีกประเด็นหนึ่งที่ท่านคารมให้คำแนะนำแล้วก็สอดคล้องกับผู้อภิปราย อีกท่านคือท่านมานพนะคะ ก็คือการให้ความสำคัญกับภูมิภาคและท้องถิ่นค่ะ กรรมการ นโยบายชุดปัจจุบันที่ท่านอาจารย์เจิมศักดิ์เป็นประธานนะคะ ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการ ขยายเครือข่ายสื่อสาธารณะไปสู่สื่อสาธารณะภูมิภาค ขณะนี้เราได้ไปทำงานแล้วก็ทำความ ร่วมมือกับสื่อท้องถิ่นในภูมิภาค ๓ ภาค คือภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้ ซึ่งจะมีการทำงานกับสื่อในท้องถิ่น สื่อชุมชน นักวิชาการแล้วก็เครือข่ายภาคประชาสังคม ในการรวมกันเป็นสื่อสาธารณะท้องถิ่นคล้าย ๆ ไทยพีบีเอสนี่ล่ะค่ะ แต่จะเป็นของท้องถิ่น ทำประเด็นของท้องถิ่นโดยเฉพาะ เพราะเราเชื่อว่าสื่อสาธารณะไม่ได้อยู่แค่ตรงกรุงเทพมหานคร เท่านั้น อันนี้เป็นแผนใหญ่ที่เราได้เริ่มต้นขึ้นแล้วค่ะ แล้วก็น่าจะเห็นรูปร่างได้ภายในปี ๒๕๖๕ นี้ แน่นอนนะคะ
ประเด็นที่ดิฉันอยากขออนุญาตตอบท่านมานพเพิ่มเติมค่ะ เรื่องของนักข่าว พลเมือง เป็นอย่างที่ท่านพูดเลยนะคะว่าเราพยายามจะพัฒนานักข่าวพลเมืองให้มากขึ้น ปี ๒๕๖๔ ที่ผ่านมาเรามีนักข่าวพลเมืองที่เรียกว่าเป็นแอคทีฟซิติเซน (Active Citizen) ในการส่งประเด็นแลกเปลี่ยนประเด็นกันอยู่ประมาณ ๘,๐๐๐ กว่าคนในแฟลตฟอร์ม (Platform) ของนักข่าวพลเมืองนะคะ ตรงนี้เราคงจะขยายมากขึ้นโดยเฉพาะไม่ใช่แค่เรื่องประเด็น แต่ในเรื่องของการพัฒนา ศักยภาพให้กับนักข่าวพลเมืองเหล่านั้น และที่สำคัญเราคิดว่านี่เป็นโอกาสสำคัญในการ เตรียมนักข่าวพลเมืองที่มาจากเยาวชนเพื่อเข้าสู่การร่วมกันสร้างเสียงประชาชนที่มีคุณภาพ สำหรับการเลือกตั้งในครั้งต่อไป ซึ่งเราเชื่อว่าบทบาทของเยาวชนในภูมิภาคและท้องถิ่นจะมี พลังอย่างยิ่งและจะเป็นพลังบวกในการร่วมกันเปลี่ยนประเทศนะคะ
อีกประเด็นที่ขออนุญาตตอบท่านศาสตราจารย์กนกว่ามีระบบประเมิน ประสิทธิผลหรือไม่ มีค่ะ เรามีการทำรายงานประเมินองค์กรหลายรูปแบบด้วยกันนะคะ รูปแบบแรกเลยเป็นการประเมินหลักโดยทีมวิจัยอิสระ แล้วก็คณะกรรมการนโยบายก็แต่งตั้ง คณะกรรมการประเมินผลที่เป็นอิสระออกจากบอร์ด (Board) แล้วก็ออกจากทีมทำงาน ทั้งหมดเพื่อให้มั่นใจว่าผลประเมินนั้นเป็นอิสระอย่างแท้จริง มิติของการประเมินหลัก ๆ ก็คือ ประเมินเรื่องประสิทธิผลของการขับเคลื่อนงานตามภารกิจของสื่อสาธารณะ ซึ่งผลปี ๒๕๖๔ ออกมาก็สะท้อนการทำงานหลายเรื่องด้วยกัน แล้วก็มีคำแนะนำที่น่าสนใจ โดยภาพรวม ผลประเมินเห็นว่าไทยพีบีเอสดำเนินการตามภารกิจในแง่ของประสิทธิผลของการผลิตเนื้อหา ในทุกแพลตฟอร์ม (Platform) ได้ค่อนข้างดี อาจจะมีข้อแนะนำว่าควรจะทำให้ดูน่าสนใจ มากขึ้นนี่ก็เป็นประเด็นที่มาจากงานวิจัย เพราะฉะนั้นในแง่มิติประสิทธิผลก็มีการทำรายงาน ประจำปีอยู่แล้ว นอกจากนั้นเรามีการประเมินที่ทำเองที่เรียกว่าเป็นอินเฮาส์ (In house) ก็คือศูนย์วิจัยสื่อสาธารณะที่อยู่ในไทยพีบีเอสที่จะประเมินประสิทธิผลในเชิงรายประเด็น เลยค่ะ เช่น ถ้ามีสถานการณ์ใด ๆ อย่างสถานการณ์โควิด (COVID) หรือการอภิปราย ไม่ไว้วางใจ หรืออะไรก็ตาม ล่าสุดก็เรื่องการเลือกตั้งผู้ว่า กทม. เราก็จะทำมอนิเตอร์ (Monitor) แล้วก็ประเมินประสิทธิผลของการทำงานเหล่านี้ในทุกแพลตฟอร์ม (Platform) ของ ไทยพีบีเอส สุดท้ายที่ท่านศาสตราจารย์กนกตั้งคำถามและกรุณาให้คำแนะนำว่าจะปรับ องค์กรอย่างไรให้เกิดการสร้างพลังใหม่ ดิฉันเรียนอย่างนี้ว่าไทยพีบีเอสเราเชื่อว่าการจะเกิด พลังใหม่ได้ไม่ได้เกิดจากคนในไทยพีบีเอสแค่ ๙๐๐ คนเศษ ๆ เท่านั้น ดิฉันเชื่อว่าพลังใหม่ มันมาจากระบบนิเวศใหม่ของการทำสื่อที่ดี สื่อที่มีคุณภาพเพื่อสังคม ดังนั้นสิ่งที่อยู่ในแผนที่ เรากำลังทำไม่ว่าจะเป็นแผนการมุ่งไปสู่เครือข่ายสื่อสาธารณะในภูมิภาค แผนของการทำงาน กับเครือข่ายเยาวชนและอื่น ๆ นี่เป็นประเด็นที่เรามองว่าจากนี้ไปคุณภาพของตัวองค์กร ไทยพีบีเอสเองก็จะถูกเรียนรู้และปรับเปลี่ยนจากการทำงานร่วมกับเครือข่ายแล้วก็ระบบ นิเวศใหม่เหล่านี้ นอกจากนั้นในแง่ของการพัฒนาองค์กรให้เคลื่อนที่เร็ว ปรับตัวเร็ว อันนี้อยู่ ในแผนทั้งหมดของดิจิทัล ทรานส์ฟอร์เมชัน (Digital Transformation) ดิฉันได้เรียนไปแล้วค่ะ ก็จะขออนุญาตกล่าวสรุปประมาณนี้นะคะ
ดิฉันมีประเด็นสุดท้ายที่อยากทิ้งท้ายเพื่อเป็นการขอบพระคุณท่านสมาชิก สภาทุกท่านที่ท่านให้ความสำคัญ แล้วท่านก็บอกว่าได้กรุณาติดตามไทยพีบีเอสอย่างต่อเนื่อง เสมอมานะคะ ดิฉันอยากเรียนว่าในปี ๒๕๖๕ นี้ที่เหลืออีกประมาณ ๔ ๕ เดือนเศษ ไปจนถึงปี ๒๕๖๖ ไทยพีบีเอสเราได้ประกาศแผนสำคัญเอาไว้ว่าเราจะเกาะติดทำแผนที่ เรียกว่าเป็นวาระสำคัญของประเทศก็คือการเป็นส่วนหนึ่งของการลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรมในสังคม โดยจะพยายามทำประเด็นนี้ให้ไปสู่การหาโซลูชัน (Solution) ในเชิงโครงสร้างให้ได้ นอกจากนั้นก็คือการเตรียมพลังบวกและพลังอันสร้างสรรค์ของ คนรุ่นใหม่ในทุกมิติเพื่อเป็นเสียงที่มีคุณภาพในการเลือกตั้งหรือการเปลี่ยนประเทศ ในครั้งต่อไป
แล้วสุดท้ายสิ่งที่เราปักธงไว้ก็คือการต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมทั้งหลาย ของประเทศไทยให้เป็นซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power) ที่จะขยายตัวเองไปสู่ภูมิภาคได้นะคะ เราปักธงว่าภายใน ๒ ปีเราจะไปเป็นจุดสำคัญของภูมิภาคอาเซียน (ASEAN) ของสื่อสาธารณะ กราบขอบพระคุณค่ะ