พิมพ์รพี พันธุ์วิชาติกุล หารือเรื่องการใช้เงินจากกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน และเรียกร้องการทราบว่าเงินนี้ถูกใช้ไปอย่างไร โดยขอขอบคุณเงิน 1,000 ล้านบาทสำหรับจุดตรวจวันหยุด แต่พิจารณาว่าเงิน 200 ล้านบาทสำหรับคนพิการน้อยมาก และเสนอให้เพิ่มเป็น 1 เท่า และให้คนพิการเป็นศูนย์กลางในการใช้เงิน
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน พิมพ์รพี พันธุ์วิชาติกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชี รายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ จากจังหวัดกระบี่ ท่านประธานคะ ในเรื่องของกองทุนเพื่อความ ปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนนนี้ รายงานตัวนี้เป็นรายงานของ สตง. ซึ่งค่อนข้างจะดูยาก ซึ่งดิฉันก็พยายามจะดูให้ความเข้าใจ โดยสรุปก็คือว่าตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ กว่า ๆ นี้ เรามีการ ประมูลทะเบียนรถและดิฉันคิดว่านี่เป็นนวัตกรรมที่ดีมากของระบบราชการ ขอแสดง ความชื่นชมที่สามารถสร้างรายได้ ได้อย่างมหาศาลโดยเฉลี่ยปีละประมาณ ๑,๐๐๐ ล้านบาท โดยเฉลี่ยออกมา ซึ่งดิฉันคิดว่ามันเป็นการลดความเหลื่อมล้ำเพราะว่าใครที่อยากจะได้ ทะเบียนดี ๆ สวย ๆ ก็ต้องจ่ายสตางค์ แล้วก็มีการประมูลกันเป็นการค้าแบบหนึ่งซึ่งดิฉัน คิดว่าเป็นนวัตกรรมซึ่งดีค่ะ แล้วการนำเงินนี้มาใช้เพื่อลดความเหลื่อมล้ำก็เป็นสิ่งที่ดีมาก เพียงแต่ว่าสิ่งที่ดิฉันจะพูดเป็นประเด็นหลักก็คือว่ามันมีการใช้เงินบน ๔ ประเภทที่ดิฉัน ไปอ่านมานี้นะคะ ซึ่งดิฉันขอบพระคุณท่านอธิบดีซึ่งมีความสร้างสรรค์ในการทำงานต่าง ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ วิธีการทำการประชาสัมพันธ์ เช่น ญ หญิงหรือความสำคัญของการแปลภาษา ให้น่าซื้อ น่าขายก็ดีขึ้น วิธีการประมูลก็โปร่งใสน่าสนใจ แต่ปัญหาคือว่าการใช้เงินกองทุนเป็น สิ่งสำคัญซึ่งต้องมั่นใจได้ว่าเงินก้อนนี้ที่เราทำไปเป็นเงินที่ทำไปเพื่อจิตสาธารณะด้วย นำไปเพื่อเอื้อประโยชน์ให้การใช้รถใช้ถนนมีความปลอดภัยมากขึ้น คำถามคือเรามีการใช้เงิน ก้อนนี้มากอย่างไร เช่น เท่าที่เข้าใจเหมือนว่ามีงบประมาณในการวิจัยประมาณ ๒๐๐ ล้านบาท คำถามคืองบวิจัยนั้นที่ใช้เป็นการใช้การวิจัยซึ่งตอบโจทย์ของผู้ใช้รถใช้ถนน ของผู้ได้รับ ผลกระทบได้อย่างไรหรือเป็นการวิจัยเพื่อปรับปรุงอย่างไร ดิฉันอยากจะฟังคำตอบว่าได้ วิจัยแล้ว และนำมาใช้อย่างไรนะคะ
อีกอันหนึ่งต้องขอขอบคุณด้วยเงินอีก ๑,๐๐๐ ล้านบาท สามารถเอาไปใช้ เรื่องของจุดตรวจวันหยุดนะคะ ก็ขอบพระคุณที่ท่านจัดงบประมาณมา ทำให้ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน ข้าราชการต่าง ๆ สามารถดูแลชาวบ้านได้ในวันหยุดค่ะ อีก ๒๐๐ ล้านบาทเป็นเรื่องของ คนพิการค่ะ อันนี้ดิฉันมีประเด็นค่ะ ท่านประธานคะ ดิฉันขอฝากไปถึงผู้บริหารกองทุนค่ะ ด้วยเงิน ๒๐๐ ล้านบาทนี้เป็นเงินที่น้อยมาก เปรียบเทียบกับความเสียหายของผู้พิการที่จะ เกิดขึ้นค่ะ ดิฉันเคยคุยกับท่านอธิบดีเมื่อ ๒ ปีก่อนแล้วว่าวิธีการดำเนินงานของการใช้กองทุน เพื่อคนพิการ ๒๐๐ ล้านบาทนี้เป็นไปได้ไหมคะว่าจะขอเพิ่มสัก ๑ เท่าด้วยซ้ำ เพราะมัน น้อยมากจริง ๆ และวิธีการดำเนินงานนั้นควรจะเอาวิธีการของผู้ได้รับผลกระทบคือคนพิการ เป็นจุดศูนย์กลางค่ะ ไม่ใช่เอาการใช้เงินทุนของข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่เป็นจุดศูนย์กลาง นั่นหมายความว่าเวลาคนถูกรถชน กองทุนนี้ต้องเข้าไปช่วยตั้งแต่แรก ดูแลที่โรงพยาบาล ตั้งแต่แรกให้เขาสามารถเข้าโรงพยาบาล เมื่อมีความเป็นพิการแล้วพาเขาไปตรวจตั้งแต่แรก เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นคือในการปฏิบัติจริงท่านคะ ถูกชนก็ไม่เคยมีใครไปดู ถึงโรงพยาบาล ก็แล้วแต่พิการอย่างไร ออกมาถึงปุ๊บก็ต้องมีไปตรวจอีกตั้ง ๒ ๓ ครั้งว่าพิการจริงหรือเปล่า ต้องพาลูกพาหลานไปโรงพยาบาล นั่งรถหอบกันไป สุดท้ายได้เก้าอี้มาตัวหนึ่ง ได้เตียงมา อันหนึ่ง สุดท้ายมันก็ไม่ได้ใช้เงินอย่างเป็นประโยชน์ค่ะ ดิฉันอยากจะให้ผู้บริหารกองทุน ได้ดูแลวิธีการใช้เงินนี้ ให้ตอบโจทย์ ให้เงินก้อนนี้สามารถใช้ได้เพื่อตอบสนองความเป็น ผู้พิการให้สามารถได้ดูแล เช่น อารยสถาปัตย์ การทำทางลาด การทำยูนิเวอร์แซล ดีไซน์ (Universal Design) ให้มากขึ้น มีงบประมาณจัดไปเพื่อสิ่งนั้นด้วยสำหรับผู้พิการอื่น ๆ ด้วย ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับถนนก็ได้ เพราะมีการจราจร ดิฉันมองเห็นถึงวิธีการของการทำที่จอดรถ ของคนพิการ ซึ่งกองทุนอาจจะช่วยได้ด้วยก็ได้ การติดป้ายที่จอดรถของคนพิการ แล้วสามารถมีสายคล้องว่ารถคันนี้ของคนพิการของคนแก่ ซึ่งอารยประเทศเขาก็ทำกัน อยากเสนอให้กองทุนทำเรื่องนี้ด้วยนะคะ ได้ประโยชน์ สำคัญที่สุดค่ะ ให้ผู้พิการ ให้ผู้เปราะบาง เป็นศูนย์กลาง ตอบสนองความต้องการของเขา ไม่ใช่เจ้าหน้าที่เป็นคนทำค่ะ อยากจะให้เดิน เข้าไปข้างหน้ามากขึ้นนะคะ ส่วนเรื่องของบริหารเงินอีกประมาณ ๒๐๐ ล้านบาทก็ไม่ใช่ว่า เป็นเงินเยอะ ปีนี้กองทุนขาดทุนค่ะแต่ดิฉันขอให้กำลังใจให้ทำดี ๆ เสมอไปนะคะ แล้วตอบโจทย์ ที่ได้เขียนไว้ ขอบพระคุณมากค่ะ