จเด็จ ธรรมธัชอารี ชี้แจงความคืบหน้าการบริการสุขภาพภายใต้บัตรทอง ทั้งการใช้งบประมาณในภาวะปกติและช่วงโควิด-19 การขยายบริการทางไกล ดูแลผู้ป่วยที่บ้าน ฟอกไต สนับสนุนผ้าอ้อมผู้ป่วย และการใช้เงินกู้เพื่อสนับสนุนโรงพยาบาล โดยเน้นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและตรวจสอบการเบิกจ่ายให้ถูกต้อง พร้อมรายงานความล่าช้าของการใช้งบประมาณเอทีเค การดำเนินการด้านสิทธิสวัสดิการข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ การสนับสนุนบริการผู้พิการผ่าน อบจ. 44 จังหวัด และแผนปรับระบบคัดกรองวัณโรคโดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงและผู้ติดเชื้อเอชไอวี รวมถึงรับข้อเสนอแนะเพื่อนำไปพัฒนาในปีต่อไป
เรียนท่านประธานสภาและท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายแพทย์จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ก็ต้องขอบคุณท่าน ส.ส. หลายท่านที่กรุณาให้ความคิดเห็น ผมขออนุญาตตอบทางท่าน ส.ส. ที่ได้กรุณาถาม ในหลาย ๆ เรื่องนะครับ เรียนท่านในเรื่องแรกเป็นเรื่องของบริการที่ทุกครั้งที่มีการสอบถาม กับพี่น้องประชาชนท่านจะบ่นในเรื่องของความแออัดแล้วก็เรื่องของการบริการ ซึ่งตรงนี้ ถ้าท่านกรุณาติดตามจะพบว่าเรามีการยกระดับ ที่เรียกว่ายกระดับบัตรทองเพื่อลด ความแออัดนะครับ จะมีบริการมากมายที่เราเพิ่มเข้ามา ตั้งแต่การไปรับบริการที่ร้านยา การเพิ่มเทเลมิดิซีน (Telemedicine) ปีนี้ก็จะมีการดูแลที่บ้าน ต่อเนื่องจากที่ถ้าจำได้โควิด (COVID) เรามีการดูแลที่บ้าน ตอนนี้ก็จะขยายไปในโลกต่าง ๆ เพื่อให้พี่น้องประชาชน ไม่จำเป็นต้องมาแออัดที่โรงพยาบาล ส่วนเรื่องการโอน รพ.สต ทาง สปสช. จะมีบทบาท ในการสนับสนุนงบประมาณค่าบริการนะครับ ขณะนี้กำลังดำเนินการอยู่แล้วก็เชื่อว่าจะทัน ในวันที่ ๑ ตุลาคมนี้นะครับ ที่ทางท่านพิสิฐได้กรุณาถามนะครับ ผมคิดว่าเป็นโจทย์ของ สปสช. ครับว่าจะใช้เงินงบประมาณของรัฐบาลให้น้อยที่สุดเพื่อให้ประโยชน์สูงสุดเกิดแก่ ประชาชนได้อย่างไร อันนี้ผมคิดว่าเป็นโจทย์ตรงกัน แล้วก็ทุกประเทศอยู่ในโจทย์ตรงนี้หมด ต้องเรียนว่าในช่วงโควิด (COVID) ประเทศไทยอยู่ในประเทศไม่กี่ประเทศที่แม้ว่าเศรษฐกิจ จะไม่ดีแต่ว่างบทางด้านสาธารณสุขไม่ได้ลดลง อย่างที่ท่านถามว่างบส่วนหนึ่งเราจ่ายไปกับ ค่าบริการทั้งเรื่องโควิด (COVID) ไม่โควิด (COVID) ถ้าดูจำนวนบริการจริง ๆ จะพบว่า ถ้ารวมโควิด (COVID) เข้ามาบริการไม่ได้ลดลงนะครับ แต่ทางโรงพยาบาลของเราได้แปลง บริการไปให้บริการผู้ป่วยโควิด (COVID) จำนวนมาก และที่ต้องมีความจำเป็นที่ต้องใช้เงินกู้ เพราะว่าเราไม่ได้กำหนดมาก่อน เราไม่ได้ของบประมาณมาก่อนว่าโรคที่อุบัติใหม่จะเป็น งบประมาณเท่าไรจึงต้องมีการใช้จากเงินกู้ และที่เราใช้เงินกู้มาส่วนหนึ่งก็เห็นตรงกันว่า เงินหลายส่วนเลยเข้าไปยังโรงพยาบาล ทำให้โรงพยาบาลหลายแห่งหลุดจากภาวะที่เรียกว่า สภาพคล่องทางการเงินที่ว่าระดับ ๖ ระดับ ๗ หายไป อันนี้ต้องเรียนว่าอยู่ที่นโยบายของ โรงพยาบาลว่าจะนำเงินหากแม้จะมีเหลือได้กลับไปคืนให้กับพี่น้องประชาชนในการ ได้ประโยชน์อย่างไร ซึ่งก็เชื่อว่าทางโรงพยาบาลเองก็ตระหนักถึงบทบาทหน้าที่ในอนาคต นะครับว่าอาจจะต้องมีการปฏิรูปหรือว่าปรับปรุงบริการของตนเองให้ดีขึ้น ในส่วนที่ท่าน ให้คำแนะนำท่าน ส.ส. จาตุรงค์ว่าเรื่องฟอกไตตอนนี้เราได้เริ่มแล้วนะครับ แล้วก็ให้บริการแล้ว ต้องเรียนว่าจำนวนผู้ป่วยที่เข้ามาล้างไตตอนนี้มีจำนวนมากกว่าที่เราคิดไว้ เนื่องจากว่า ก่อนหน้านี้มีผู้ป่วยหลายรายไม่สามารถเข้าบริการได้เนื่องจากข้อจำกัด แล้วก็เรื่องผ้าอ้อม ก็เรียนว่าดำเนินการแล้ว ตอนนี้ทั่วประเทศดำเนินการแล้ว เป้าหมายอยู่ที่ ๕๓,๓๐๐ กว่าคน ฝากประชาสัมพันธ์นะครับว่าถ้าพี่น้องประชาชนท่านใดที่มีภาวะความจำเป็นต้องใช้ผ้าอ้อม กรุณาติดต่อหน่วยบริการใกล้บ้านคือ รพ.สต. โรงพยาบาลชุมชนนะครับ แล้วก็ในเรื่อง ของการส่งต่อที่ไม่ต้องใบส่งตัวปีที่ผ่านมาคือปี ๒๕๖๔ มีผู้ใช้บริการที่ไม่ต้องใบส่งตัว ถึง ๙๐๐,๐๐๐ กว่าคน ก็คิดว่าช่วยให้พี่น้องประชาชนไม่ต้องลำบากในการกลับไปรับ ใบส่งตัวนะครับ แล้วขออนุญาตเรียนเพิ่มเติมว่าในกรณีการตรวจคัดกรองการได้ยินนะครับ ขณะนี้ทางสิทธิประโยชน์ครบวงจรแล้วนะครับ ตั้งแต่การคัดกรอง ตั้งแต่เด็กทารกแรกเกิด จนกระทั่งผ่าตัดที่เรียกว่าผ่าตัดใส่หูเทียมเข้าไปตอนนี้เราก็มีจัดให้ ในส่วนของเงินกู้โควิด (COVID) ต้องเรียนว่าเราก็ได้พยายามปรับนโยบายในการสนับสนุนงบประมาณตามนโยบาย ของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการปรับสภาพของโควิด (COVID) จากการที่จำเป็นต้องรักษา ในโรงพยาบาลไปรักษาที่บ้าน จนกระทั่งล่าสุดในรักษาด้วยตนเองในลักษณะผู้ป่วยนอก งบประมาณที่ใช้ก็เป็นงบประมาณที่ปรับไปตามความจำเป็น แล้วก็ปรับอัตราการจ่าย ให้เหมาะสมกับสภาพการ ก็ยอมรับว่างบประมาณที่ใช้อาจจะมากกว่าที่เราคาดไว้เนื่องจาก จะเห็นว่ามีปริมาณผู้ป่วยที่อาจจะขึ้นมากกว่าที่ทางกระทรวงสาธารณสุขได้คาดการณ์ไว้ แต่อย่างไรก็ตามในบทบาทของ สปสช. เองเราก็มีหน้าที่ในการตรวจว่าท่านเบิกมาถูกต้อง หรือไม่ แล้วถูกต้องตามกติกาหรือไม่ ส่วนการปรับนโยบายเรื่องตอนนี้ไม่ว่าจะเป็นยาต่าง ๆ เราก็ได้ออกกติกาแล้วว่าโรงพยาบาลที่ไม่ได้รับการสนับสนุนยาจากกระทรวงสารณสุข สามารถมาเบิกยาจาก สปสช. ได้ไม่ว่าจะเป็นโมลนูพิราเวียร์ (Molnupiravir) ฟาวิพิราเวียร์ (Favipiravir) โดยเราจะสนับสนุนเป็นงบประมาณไปให้นะครับ
ในส่วนของเอทีเค (ATK) ที่ท่านกรุณาถามนะครับ ที่เราตั้งงบประมาณไว้ ๑,๐๐๐ กว่าล้านบาท ความเป็นจริงก็ใช้ประมาณ ๖๐๐ ล้านบาท เนื่องจากว่าทางองค์การ เภสัชกรรมได้ซื้อในราคาที่ถูกลงนะครับ
ส่วนกรณีสิทธิต่าง ๆ ก็คือที่ท่านถามสิทธิการบินไทยเป็นสิทธิสวัสดิการ รัฐวิสาหกิจ เมื่อสามีเป็นข้าราชการก็ใช้สิทธิสวัสดิการข้าราชการได้
ในเรื่องของตัวบริการผู้พิการ ก็ต้องเรียนว่าก็เห็นตรงกันนะครับตัวเลขว่า ตัวเลขผู้รับบริการยังไม่เยอะ อันนี้ทาง สปสช. ก็พยายามจะกระตุ้นให้พื้นที่โดยเราพยายาม จะใช้งบประมาณเราไปทำงานกับท้องถิ่นก็คือองค์การบริหารส่วนจังหวัด ในการที่จะไป ลักษณะที่เอาเงินมารวมกันแล้วให้บริการ ผมได้ลงพื้นที่จำนวนหลายจังหวัด ตอนนี้เรามี ประมาณ ๔๔ จังหวัด ที่ อบจ. จะทำหน้าที่เป็นกลไกกลางในการที่จะดูอุปกรณ์ใหม่ ๆ หรือว่าต้องซ่อมบำรุงให้ ก็ยังเห็นตรงกันว่าบริการยังไม่เยอะนัก แล้วก็บางตัวที่ท่านกรุณา ให้คำแนะนำว่าวัณโรคกับอุบัติเหตุนี้ตรงกันครับ วัณโรค เรากำลังมีแผนในการที่จะปรับ ครั้งใหญ่ในการที่จะคัดกรองกลุ่มเสี่ยงใหม่ทั้งหมดแล้วก็ให้บริการ เพราะว่าส่วนหนึ่ง เกี่ยวข้องกับคนไข้ที่ติดเชื้อเอชไอวี (HIV) แล้วก็ส่วนหนึ่งเข้าใจว่าเราอาจจะต้องมีแผนเชิงรุก มากขึ้นกว่านี้ ก็ขอบคุณท่าน ส.ส. ทุกท่านที่กรุณาให้ความเห็นนะครับ ผมอาจจะตอบได้ ไม่หมดแต่ว่าผมจะโน้ตไว้ แล้วก็อันใดที่ผมสามารถนำไปปรับปรุงได้ก็จะนำไปปรับปรุง แล้วปีหน้าอย่างไรก็จะมารายงานต่อที่ประชุมอีกครั้งหนึ่งครับ ขอบพระคุณท่านมากครับ