ธีรัจชัย พันธุมาศ อภิปรายร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยนเรศวร โดยแสดงความกังวลต่อวิสัยทัศน์ที่ยังไม่ทันสมัย การพึ่งพารัฐในการสนับสนุนงบประมาณ แม้มีอำนาจในการดำเนินธุรกิจ และห่วงใยความมั่นคงของบุคลากรที่อาจได้รับสิทธิประโยชน์ต่ำกว่ากฎหมายแรงงานจริง แม้จะมีการรับรองว่าได้ไม่น้อยกว่าที่กฎหมายกำหนด แต่ขาดกลไกการคุ้มครองแรงงานสัมพันธ์และการต่อรองร่วม
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ขออนุญาต อภิปรายในส่วนของร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยนเรศวรนะครับ ผมมีความรู้สึกตื่นเต้น เหมือนกันว่าที่มหาวิทยาลัยนเรศวรนั้นจะก้าวไปสู่ความเป็นอิสระขึ้น ออกนอกระบบราชการ แต่ก็ยังมีสิ่งที่ยังต้องกังวลใจอยู่เหมือนกันนะครับ เนื่องจากการเป็นมหาวิทยาลัยออกนอก ระบบราชการนั้นมันเป็นกึ่งราชการและกึ่งของเอกชนที่จะต้องมีการบริหารให้เกิดความสมดุล ในส่วนของการที่เป็นเอกชนนั้นก็ทำให้มีความคล่องตัวในงานวิจัย ในการพัฒนาทางวิชาการ ได้พัฒนาขึ้น ในการบริหารบุคลากรก็ทำได้ นี่คือสิ่งที่อยากจะให้เป็น จะสร้างสรรค์ต่าง ๆ ไม่ต้องมีสายบังคับบัญชายาวไปถึงรัฐบาลกลางโดยตรงแล้วก็ลงมาสู่มหาวิทยาลัยซึ่งยาวมาก ช้ามากในการตัดสินใจ แต่สิ่งที่ผมดูอยู่หลายประการก็ยังมีความเป็นห่วงอย่างน้อย ๒ ประการ ประการแรกคือในเรื่องของความที่วัตถุประสงค์ตามมาตรา ๗ เช่นมีโครงการวิจัย นวัตกรรม ส่งเสริมพัฒนา ประยุกต์วิทยากรชั้นสูงสอดคล้องกับความต้องการของประเทศ และภูมิภาค วิสัยทัศน์แบบนี้มันเป็นวิสัยทัศน์พื้น ๆ ค่อนข้างมากสำหรับมหาวิทยาลัยที่จะ ก้าวสู่เป็นมหาวิทยาลัยระดับโลกโดยใช้ทรัพยากรท้องถิ่นหรือองค์ความรู้ที่วิจัยท้องถิ่นไปรับใช้ คนไทยและให้ไปสู่ระดับโลกขึ้นมา เราไม่มีวิสัยทัศน์ในการที่จะสร้างเป็นผู้นำทางการเปลี่ยนแปลง ไปในทางแข่งขันในระดับโลก เพื่อการใช้ทรัพยากรมีคุณค่าการบริหารจัดการที่ดี เราไม่มีตรงนี้เลยนะครับ เราเป็นแค่บอกว่า เป็นมหาวิทยาลัยที่มีผู้รักถิ่นฐาน มีจริยธรรม ภูมิใจในชาติ รอบรู้วิชาการ เชี่ยวชาญวิชาชีพ เป็นแค่นักวิชาชีพ แล้วความคิดอย่างนี้เป็นความคิดที่ค่อนข้างจะไม่ค่อยก้าวหน้าทันต่อ กระแสโลก ถ้าคิดแบบนี้โอกาสไปแข่งขันมหาวิทยาลัยระดับโลกที่ทั่วโลกจะเข้าใจยาก สิ่งต่อมา ก็คือในเรื่องของหน้าที่กระทำมีวัตถุประสงค์ในเรื่องคือสามารถซื้อขาย รับจ้าง จัดหา โอน ตามมาตรา ๑๕ เช่าซื้อ มีสิทธิครอบครองทรัพย์สิน มีดำเนินการวิทยุกระจายเสียง โทรทัศน์ ได้ กู้ยืมเงิน ออกพันธบัตรได้ เป็นต้น เหล่านี้คือเป็นอำนาจในการจัดการธุรกิจได้อย่างเต็ม รูปแบบเลยนะครับ แต่ในส่วนของมาตรา ๑๖ ก็คือรายได้ของมหาวิทยาลัยมีดังต่อไปนี้คือ เงินอุดหนุนทั่วไปจากรัฐบาลจัดสรรให้เป็นรายปีและเงินอุดหนุนทั้งหมด นี่คือเป็นองค์กร ที่ค่อนข้างจะมีโอกาสในการที่จัดทำบริการทางวิชาการหรือทำธุรกิจได้เต็มรูปแบบแต่ยังต้อง เหมือนกับลูกที่ไม่โต ก็คือลูกที่ต้องได้รับการอุดหนุนจากรัฐบาลอยู่เป็นประจำ สิ่งเหล่านี้ ผมอยากจะฝากทางท่านรัฐมนตรีว่าการทบวงมหาวิทยาลัยว่าทำอย่างไรที่จะให้มหาวิทยาลัย นเรศวรนั้นเติบโตมีวิสัยทัศน์ที่กว้างกว่านี้ ชัดเจนกว่านี้ ก้าวหน้ากว่านี้ แล้วก็บริหารด้วยการ พึ่งตนเองได้มากรายได้รัฐให้น้อย เพราะถ้าเป็นอย่างนี้ก็คือมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ ที่ค่อนข้างจะลูกแหง่หน่อย ประการต่อมาสิ่งที่สำคัญคือความมั่นคงของบุคลากรครับ พระราชบัญญัติฉบับนี้ระบุไว้เลยว่าจะต้องมีการโอนข้าราชการ ลูกจ้างราชการทั้งหมด มาเป็นพนักงานหรือลูกจ้างของมหาวิทยาลัย เมื่อมีการโอนมานั้นสิ่งที่สำคัญก็คือความมั่นคง ของบุคลากรไม่ว่าเป็นอาจารย์หรือลูกจ้างของมหาวิทยาลัยก็จะมีความมั่นคงที่ถ้าพูดตรง ๆ ราชการมั่นคงกว่าเพื่อน แต่ตรงนี้จะมั่นคงน้อยลง ถามว่าเราจะมีอะไรที่เป็นหลักประกันได้ เพราะว่ามาตรา ๑๔ เขาบอกว่ากิจการของมหาวิทยาลัยไม่อยู่ภายใต้บังคับกฎหมายว่าด้วย การคุ้มครองแรงงานและกฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ แต่พนักงานมหาวิทยาลัยต้องได้รับ การคุ้มครองและประโยชน์ตอบแทนที่คำนวณเป็นเงินได้โดยรวมทั้งหมดไม่น้อยกว่าที่กำหนดไว้ ในกฎหมายคุ้มครองแรงงาน หลักประกันแบบนี้มันไม่ใช่ตัวชี้วัดนะครับว่าจะได้ประโยชน์ ตามกฎหมายแรงงานจริง ๆ ผมตั้งโจทย์อย่างนี้นะครับ ถ้าสมมุติว่ามหาวิทยาลัยเติบโต ขึ้นไปได้กำไรเยอะ ยืนด้วยขาตัวเองได้ แต่เงินเดือนทำตามติดดินพนักงานสวัสดิการให้ทำ ตามติดดินตามกฎหมายแรงงานเท่านั้น ถามว่าผู้บริหารนั้นได้ให้ความเป็นธรรมแก่การจ้างงาน หรือไม่ ตอบว่าไม่ใช่ ถ้ามหาวิทยาลัยไม่ประสบความสำเร็จเป็นลูกแหง่สามารถที่จะรับรายได้ จากรัฐรายปีมาอุดหนุน กรณีอย่างนี้พอเป็นไปได้นะครับที่เป็นมาตรา ๑๔ ดังนั้นสิ่งสำคัญ ในการบริหารจัดการก็จะต้องมีในส่วนของกฎหมายแรงงานสัมพันธ์เพื่อที่จะให้มีอำนาจ ต่อรองเป็นอาจารย์ของคนเป็นลูกจ้าง มีกลไกทางกฎหมายที่จะโต้แย้งต่อรองสวัสดิการ ความเป็นอยู่ค่าจ้างต่าง ๆ ให้เขา แต่กฎหมายฉบับนี้ตัดออกไปครับ นั่นก็คือว่าต้องรอ การตีความของผู้บริหารมหาวิทยาลัยว่าจะทำให้ได้ตามมาตรา ๑๔ หรือไม่ ขั้นต่ำหรือไม่ แต่จะเกินกว่านี้ถ้าเป็นคนที่จิตใจค่อนข้างจะหวังผลประโยชน์ในส่วนตนแต่ไม่คำนึงถึงจิตใจ ซึ่งเราไม่ได้พูดถึงตัวบุคคลนะครับ ตรงนี้ก็จะทำให้คนที่เป็นลูกจ้างของมหาวิทยาลัยนั้น จะต้องลำบาก ผมต่อสู้เรื่องกรณีของรัฐ ลูกจ้างเหมาบริการภาครัฐ ซึ่งมีประมาณ ๘๐๐,๐๐๐ คน ในประเทศนี้ หน่วยราชการก็จ้างเป็นแบบจ้างทำของครับ ไม่ได้จ้างแบบจ้างแรงงาน ไม่มี สวัสดิการตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ไม่มีประกันสังคม เงินเดือนเท่าไรก็ได้เท่านั้น เจ็บป่วยรักษาเอง เติบโตไปแล้วพ้นไปแล้วก็รับผิดชอบตัวเองขึ้นไป ผมต่อสู้เรื่องนี้มาตั้งแต่ ปี ๒๕๖๒ ครับ ตอนนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเขาบอกว่าจะทำให้เป็นความชัดเจน ภายใน ๓ เดือน นั่นคือสิ่งที่เป็นความหวังที่ผู้รับจ้างเหมาบริการภาครัฐ ๘๐๐,๐๐ คนจะได้ แต่กรณีอย่างนี้จะซ้ำรอยเดิมไหมครับ เพราะเรารอจากหน่วยราชการก็ถูกแบบนี้ ถูกกด มาแล้วครับ ๘๐๐,๐๐๐ คน ๒๐ ปีก็เป็นอย่างนั้นครับ แล้วตรงนี้จะเป็นแบบเดิมหรือไม่ ผมก็ฝากท่านรัฐมนตรีว่าการทบวงมหาวิทยาลัย ได้ช่วยกรุณาทำหลักเกณฑ์ตรงนี้ให้ชัดแล้วตัดตรงแรงงานสัมพันธ์ออกได้ไหม ถ้าตัดได้ผมเชื่อว่า ความเป็นธรรมจะมีกลไกในการต่อรองเองภายในมหาวิทยาลัยนะครับ เชื่อว่าผู้บริหารไม่กล้า ทอดทิ้ง แล้วเขาจะมีสวัสดิการที่มั่นคงเพราะเขาขาลอยนะครับ ไม่ได้เป็นข้าราชการแล้วครับ เรื่องนี้ขอฝากขีดเส้นใต้ ๓๕๐ เส้น ให้ท่านรัฐมนตรีว่าการทบวงมหาวิทยาลัยได้โปรดพิจารณา และช่วยแก้ไขด้วยครับ