ณัฐวุฒิ บัวประทุม อภิปรายร่างพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พร้อมตั้งข้อสังเกตหลายประการเกี่ยวกับความสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ การขาดการมีส่วนร่วมอย่างโปร่งใสในการรับฟังความคิดเห็น ความล่าช้าในการเสนอร่างกฎหมาย และความไม่เท่าเทียมในการสอบคัดเลือกและแต่งตั้งอัยการ พร้อมเสนอให้พิจารณาเร่งรัดผ่านสามวาระหากได้รับคำตอบที่ชัดเจนเพื่อให้กระบวนการดำเนินไปอย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ
ขอบคุณครับท่านประธาน ท่านประธานที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล คนจังหวัดอ่างทอง ผมขอมีส่วนในการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติระเบียบ ข้าราชการฝ่ายอัยการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... แต่ก่อนอื่นก็ต้องถามท่านผู้ชี้แจงก่อนนะครับ วันนี้ท่านมาในฐานะรักษาการนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรี ผมมีอยู่ทั้งหมด ๔ เหตุ ที่จะประกอบการพิจารณาด้วยกันครับ แล้วก็เป็นข้อซักถามและข้อสังเกตไปในคราวเดียวกัน
ประการที่ ๑ การแก้ไขร่าง พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการนั้น ท่านอ้าง การใช้คำว่า อนุโลม ซึ่งเดี๋ยวจะมาดูกันต่อว่าบรรทัดฐานของคำว่า อนุโลม นั้นเป็นแค่ไหน ท่านบอกว่ากรณีนี้เคยมีการเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรขอแก้ไขในกรณีของข้าราชการฝ่ายตุลาการ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ และท่านก็บอกว่ารอบนี้เป็นการอนุโลมไปใช้รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๘๐ ด้วยความเคารพครับท่านประธาน ผมอ่านมาตรา ๑๘๐ เขียนไว้ว่า พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งข้าราชการฝ่ายทหารและฝ่ายพลเรือนตำแหน่งปลัดกระทรวง อธิบดีและเทียบเท่า และทรงให้พ้นจากตำแหน่ง เว้นแต่เป็นกรณีที่พ้นจากตำแหน่ง เพราะความตาย เกษียณอายุ หรือพ้นจากราชการเพราะถูกลงโทษ ไม่มีข้อความใด ๆ เลย ที่เชื่อมโยงไปถึงคำว่า พนักงานอัยการ คำว่า พนักงานอัยการ นั้นอยู่แค่มาตราเดียวครับ ก็คือในหมวด ๑๓ ที่ว่าด้วยองค์กรอัยการโดยเฉพาะอย่างยิ่งในมาตรา ๒๔๘ เท่านั้นนะครับ ก็อ่านกฎหมายกันตามตัวอักษรเป๊ะ ๆ ครับว่าตกลงที่อนุโลมไปให้ใช้มาตรา ๑๘๐ นั้น มันมีความเชื่อมโยงกันแบบใด ประการใด และในขณะเดียวกันหากจะให้ใช้แบบนั้นจริง ข้อความในมาตรา ๑๙๐ ซึ่งเคยใช้กับกรณีของข้าราชการฝ่ายตุลาการกับข้อความใน ๑๘๐ นั้น ก็มิได้เหมือนกันเสียทีเดียว เพราะข้อความในมาตรา ๑๙๐ มีกรณีของการพ้นจากตำแหน่ง ตามวาระ แต่กรณีมาตรา ๑๘๐ ไม่มีการพ้นจากตำแหน่งตามวาระแต่ประการใด ฉะนั้น ต้องดูก่อนครับว่าฐานที่มาของการแก้ไข พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการในครั้งนี้นั้น เป็นการแก้ไขที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญถูกต้องตามคำว่า อนุโลม แล้วมันเชื่อมโยงกันแบบใด ประการใดที่ท่านผู้ชี้แจงได้พูดหรือไม่ แล้วในขณะเดียวกันครับแล้วถ้าอย่างนั้น พ.ร.บ. องค์กรอัยการ ซึ่งมีอีกฉบับหนึ่งออกในปี ๒๕๕๓ เหมือนกัน จะเทียบเคียงจะใช้คำว่า อนุโลม แบบเดียวกันนี้ไปแก้ไขใด ๆ อื่นหรือไม่ นั่นเป็นประการที่ ๑ ครับ
ประการที่ ๒ ท่านประธานครับ ประการที่ ๒ ก็คือว่าในกรณีของการแก้ไข ครั้งนี้นะครับ ผมก็ต้องถามย้อนกลับไปว่าเมื่อมีการแก้ไข พ.ร.บ. ที่เกี่ยวข้องกับข้าราชการ ฝ่ายศาลทั้งหมด ๓ ๔ ฉบับ ท่านก็ต้องตอบครับว่าวันนี้กฎหมายทั้งหมดนั้นมีผลบังคับใช้แล้ว หรือไม่ อย่างไร และหากเห็นว่ามันสามารถเทียบเคียงแล้วใช้กันได้ เพราะเหตุใดท่านถึง ไม่เสนอร่างกฎหมายฉบับนี้เข้ามาในระยะเวลาที่ใกล้เคียงกัน ผมดูการรับฟังความคิดเห็นนะครับ ท่านเปิดรับฟังความคิดเห็นระหว่างวันที่ ๑๖-๓๐ สิงหาคม ๒๕๖๔ พนักงานอัยการมีเกือบ ๒,๐๐๐ คน สมัยผมเรียนมัธยมต้นผมก็อยู่กับคุณลุงที่เป็นข้าราชการอัยการตอนที่มาเรียนที่ กรุงเทพฯ ก่อนไปเรียนคณะนิติศาสตร์ มหาลัยธรรมศาสตร์ มีผู้ไปแสดงความคิดเห็น ๑๒ คน แล้วข้าราชการอัยการที่เหลือท่านไม่มีความคิดเห็นต่อกฎหมายของท่านเลยหรือครับ ตกลงแล้ว วิธีการประชาสัมพันธ์เป็นแบบใด ประการใด เพราะเหตุใดอัยการซึ่งบอกว่าเป็นที่ปรึกษา กฎหมายทำหน้าที่เป็นตัวแทนกฎหมายยังไม่ได้ไปแสดงความคิดเห็นในกฎหมายของท่านเองเลย แล้วจะไปให้ประชาชนแสดงความคิดเห็นได้อย่างไร ท่านช่วยตอบหน่อยว่านอกเหนือ จากการเปิดเว็บไซต์ (Website) รับฟังความคิดเห็น มีเวทีรับฟังความคิดเห็นของพนักงานอัยการ หรือไม่ กี่ครั้ง แบบใด ประการใด มีผู้เข้าร่วมจำนวนเท่าใด แสดงเหตุผลอย่างไร แล้วทำไม ท่านอัยการสูงสุดถึงต้องรอถึงเดือนกุมภาพันธ์ ปี ๒๕๖๕ ถึงเพิ่งยื่นกฎหมายฉบับนี้ในการลงนาม เพื่อนำไปสู่การเข้ากระบวนการของ ครม. นั่นเป็นประการที่ ๒
ประการที่ ๓ ท่านประธานครับ ถ้าจะบอกว่าการใช้ข้อความนั้นเทียบเคียง มาจากกรณีของการแก้ไขระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการเยอะแยะไปหมดนะครับ จริง ๆ ท่านปรับนิดเดียวก็คือเอา (๗) ที่พูดถึงเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการให้ออก ไล่ออกใด ๆ ต่าง ๆ นั้น กลับเข้ามา มาอยู่ในกรณีที่จำเป็นต้องแยกประเภทว่ามีการกราบบังคมทูลเพื่อทรงทราบ กับกรณีของการถูกสั่งให้ออก กรณีของรองอัยการสูงสุดที่ชื่อเนตร นาคสุข อยู่ตรงใด หากกฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้ แน่นอนวันนี้ยังไม่มีนะครับ แต่ท่านต้องชี้แจงสังคม กฎหมายฉบับนี้หมิ่นเหม่ต่อการไปกระทบต่อสถานะของข้างบนที่จะต้องเข้ามาเกี่ยวข้อง ในกรณีของข้าราชการที่กระทำความผิด แล้วก็คงมีไม่น้อยเช่นเดียวกัน ที่มาที่ไปของอัยการ สังคมเขาคลางแคลงใจ สมัยก่อนคนที่เก่งระดับเกียรตินิยมอันดับ ๑ อย่างท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่านจบต่างประเทศ ท่านอาจจะเข้าสู่ระบบการสอบทั้งสนามใหญ่และสนามเล็ก แต่เดี๋ยวนี้ มีกรณีหนึ่งครับสังคมคลางแคลงใจมากเพราะคนที่สอบผ่านระบบอัยการสนามจิ๋วมีสัดส่วน ที่สูงกว่าลูกตาสีตาสา ยายมียายมา แบบลุงผมที่มาจากอำเภอผักไห่ สาวผักไห่อยุธยา ของท่านประธานสภานี่ครับ ท่านพยักหน้าด้วยครับ โอกาสจะเข้ามาเป็นอัยการแทบมี น้อยลงไป นักเรียนนอกไปเรียนมหาวิทยาลัยไม่กี่แห่ง จบต่างประเทศ ๒ ใบ มาสอบสนามจิ๋วแล้วเข้ามาเป็นอัยการเยอะแยะไปหมด ความสัมพันธ์ สถานะของผู้สอบ ๓ สนามนั้นแตกต่างกันหรือไม่ กระบวนการขึ้นสู่ตำแหน่งเพราะว่ามีขั้น ขั้น ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ปกติอัยการมีหลักประกันว่าการขึ้นสู่ตำแหน่งจะต้องไปพร้อม ๆ กัน แต่ระบบสนามเล็ก สนามใหญ่ สนามจิ๋วทำให้ระบบนั้นเปลี่ยนไปนะครับ แล้วมีผลต่อ กฎหมายฉบับนี้ไหม มีผลต่อการพ้นสู่สถานะ พ้นสู่ตำแหน่งแบบใด ประการใด นั่นเป็น ประการที่ ๓ ครับ
ประการที่ ๔ หากฉบับนี้มีการแก้ไขแต่เพียงมาตราเดียว ผมยังคิดว่าถ้าท่าน ตอบคำถามได้ทั้งหมดก็ควรจะผ่าน ๓ วาระครับ ไม่จำเป็นต้องตั้งไปตั้งกรรมาธิการ มาพิจารณาเสียเวลาท่านอัยการที่รอคอยกระบวนการที่ถูกต้อง ชอบธรรม ท่านก็จะได้ มีกฎหมายออกมารองรับ เพียงแต่ว่าผมคงจำเป็นต้องขอคำตอบจากท่านก่อนถึงประเด็นที่ ผมตั้งข้อสังเกตและประเด็นที่สอบถามว่าเราควรจะรับหรือไม่รับหลักการ แต่หากตอบได้ จริง ๆ ผมอยากเสนอให้พิจารณา ๓ วาระในสภาแห่งนี้ด้วยซ้ำ แต่ยังเป็นแค่ข้อเสนอนะครับ ยังคงไม่ได้เป็นญัตติแต่ประการใด ขอบคุณท่านประธานครับ