ณัฐวุฒิ ถามร่างกฎหมายคุ้มครองผู้สูญหาย-ทรมาน ชี้ต้องสอดคล้องมาตรฐานสากล

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๐ · ๒๔ สิงหาคม ๒๕๖๕

ณัฐวุฒิ บัวประทุม หารือร่างกฎหมายป้องกันและปราบปรามการทรมานและบุคคลสูญหาย โดยตั้งข้อสังเกตถึงกระบวนการพิจารณานานถึงหกเดือนของวุฒิสภา พร้อมเน้นย้ำความสำคัญของนิยาม "การกระทำที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์" เพื่อให้สอดคล้องมาตรฐานสากล และเรียกร้องให้พิจารณาเห็นชอบตามที่วุฒิสภาแก้ไข โดยเฉพาะประเด็นการขยายอายุความในคดีทรมาน การคุ้มครองพยาน ความชอบธรรมของพยานหลักฐาน การห้ามนิรโทษกรรม รวมถึงการปรับโครงสร้างคณะกรรมการที่ต้องมีตัวแทนองค์กรวิชาชีพอย่างเหมาะสม เพื่อให้กฎหมายมีผลบังคับใช้ทันทีและเกิดความยุติธรรม โดยเฉพาะในคดีเก่าที่ยังไม่คลี่คลาย

นายณัฐวุฒิ บัวประทุม แบบบัญชีรายชื่อ

ขอบคุณครับท่านประธาน ท่านประธานที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล คนจังหวัดอ่างทอง ก่อนอื่นต้องขอประทานโทษท่านชวลิต วิชยสุทธิ์ ซึ่งท่านเป็นหนึ่ง ในคนสำคัญที่มีส่วนในการผลักดันกฎหมายฉบับนี้ เนื่องจากว่าผมเองต้องขอประทานโทษ จริง ๆ ที่ได้มาลงลำดับไว้ในลำดับที่ ๑ ครับ ท่านประธานครับ ในร่างพระราชบัญญัติป้องกัน และปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. .... ซึ่งวุฒิสภาได้รับจาก สภาแห่งนี้ไป แล้วมีการบรรจุวาระตั้งแต่วันที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕ และท้ายที่สุดมีการผ่าน ลงมติเมื่อวันที่ ๙ สิงหาคม ๒๕๖๕ นั้น ถ้านับดูคร่าว ๆ ก็ถือว่าเป็นเวลา ๖ เดือนเต็มครับ ความจริงทางวุฒิสภาก็มีการขอขยายระยะเวลามาที่สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้หลายครั้ง จนพวกผมเองก็กริ่งเกรง หรือไม่มั่นใจว่าตกลงแล้ววุฒิสภาจะมีการผ่านกฎหมายฉบับนี้ หรือไม่ และหน้าตาเป็นอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่เกี่ยวข้องกับการระบุว่า การกระทำใดเป็นความผิดฐานกระทำทรมานหรือการกระทำให้บุคคลสูญหายบ้าง แต่อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาจากร่างที่ผ่านการพิจารณาของวุฒิสภาผมเองมีทั้งหมด ๕ กรอบในการอภิปราย ที่ทั้งเป็นประเด็นข้อสังเกต แล้วก็เป็นประเด็นสอบถามด้วยกันครับ

ในประการที่ ๑ สิ่งที่มีความสำคัญที่สุดในการจะระบุว่ากฎหมายฉบับนี้ เป็นกฎหมายที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอนุสัญญาว่าด้วย การต่อต้านการทรมาน และกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องในระดับระหว่างประเทศหรือไม่ จำเป็นที่จะต้องดูที่นิยามครับ มีข่าวหนาหูมากครับ แล้วร่างที่ผ่านในกรรมาธิการในชั้น วุฒิสภาตอนแรกก็ไม่ได้มีการใส่คำว่า การกระทำที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรี ความเป็นมนุษย์เข้าไป แต่ผมฟังการอภิปรายของวุฒิสภาในวันนั้นทั้งวันนะครับ กรรมาธิการ เสียงข้างน้อยและเพื่อนสมาชิกวุฒิสภาก็เห็นว่าหากไม่มีนิยามหรือคำนี้เข้าไปปุ๊บกฎหมายฉบับนี้ จะกลายเป็นกฎหมายที่ไม่เกิดประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน ไม่เกิดประโยชน์ต่อการป้องกัน และปราบปรามการกระทำให้สูญหาย และการกระทำให้ทรมานต่อบุคคลใด ๆ ต่าง ๆ ในท้ายที่สุดไม่ได้มีการตัดคำ ๆ นี้ ฉะนั้น ณ ขณะนี้ต้องถือว่ากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการกระทำ ป้องกันการปราบปรามทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายนั้นครอบคลุมนิยาม ทั้งประเด็นเรื่องของการกระทำทรมาน เรื่องของการบังคับให้บุคคลสูญหาย และการกระทำ อื่นใดที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรมหรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ นี่คือหลักการที่วุฒิสภาท่าน ได้ยืนยันนะครับ แล้วผมคิดว่าเป็นประเด็นสำคัญต่อการพิจารณาว่าสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ จะเห็นชอบตามที่วุฒิสภาแก้ไขหรือไม่ นั่นเป็นประการที่ ๑

ประการที่ ๒ ประการนี้ผมจำเป็นต้องพิจารณาก็คือว่ากฎหมายฉบับนี้นั้น มีกระบวนการในการควบคุมต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐในการที่อาจจะไปกระทำการทรมาน หรือการกระทำให้บุคคลสูญหายอย่างไรบ้าง ผมก็คิดว่ามีประเด็นสำคัญอยู่ ๒ ส่วนด้วยกัน ส่วนที่ ๑ ก็คือหลักการรับฟังพยานหลักฐาน ในความเป็นจริงเป็นหลักการสากลทั่วไป ว่าพยานหลักฐานใด ๆ ที่ได้มาโดยมิชอบนั้นมิควรถูกอ้างอิงเป็นพยานหลักฐาน ทางวุฒิสภา ได้มีการตัดมาตรา ๓๐ ในกรณีของการรับฟังพยานหลักฐานที่ห้ามมิให้ศาลมีการรับฟัง ผมไม่มั่นใจว่าท่านมีการอภิปรายยืนยันกันแบบใด ประการใด แต่ท้ายที่สุดถึงแม้ไม่มีมาตรานี้อยู่ ก็ต้องกลับไป อ้างอิงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาครับว่าหลักฐานใด ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กรณีของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ได้มาโดยมิชอบนั้นจะไม่สามารถถูกเอามาอ้างเป็นพยานหลักฐาน ในศาลได้ ผมคิดว่านี่เป็นประเด็นที่ต้องยืนยันครับ ในขณะเดียวกันเฉกเช่นเดียวกับกรณีของ มาตรา ๑๒ ครับ มาตรา ๑๒ เป็นกรณีที่พยายามจะล็อกว่ากระบวนการควบคุมการดำเนินการ เจ้าหน้าที่ของรัฐนั้นหากมีการกระทำจะต้องไม่มีกฎหมายใด ๆ ไปนิรโทษกรรม มาตรานี้ อาจจะไม่ถูกใช้จริงก็ได้ครับ แต่เป็นในเชิงป้องกันและเชิงป้องปรามว่าหากมีการกระทำแบบนั้น หรือแม้ในอนาคตอาจจะมีกฎหมายใด ๆ ออกมานิรโทษกรรมนั้นจะมิมีการใช้กับเจ้าหน้าที่ ของรัฐที่กระทำความผิดตามกฎหมายฉบับนี้ เสียดายว่าท่านตัดออก แต่ผมคิดว่าหลักการ โดยทั่วไปที่ยืนยันว่าจะต้องไม่มีการนิรโทษกรรม หรือมีอายุความที่ยาวนานนั้นยังมีอยู่ ในหลักการอื่น นั่นเป็นประเด็นที่ ๒ ที่ผมอยากจะสนับสนุนหรืออภิปรายประกอบครับ

ประเด็นที่ ๓ ท่านประธานครับ ก็คือประเด็นเรื่องการดำเนินคดีครับ การดำเนินคดีการกระทำความผิดตามกฎหมายฉบับนี้นั้นวุฒิสภาท่านได้พิจารณาอยู่หลาย ข้อความด้วยกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของมาตรา ๓๒ มาตรา ๓๒ เป็นการขยาย อายุความครับว่ากรณีการกระทำทรมานหรือการกระทำให้บุคคลสูญหายนั้นอายุความ มันต้องยาวนานกว่าอายุความการรับผิดตามประมวลกฎหมายอาญาหรือวิธีพิจารณาความ โดยทั่วไป แน่นอนท่านอาจจะบอกว่ามันไม่เป็นมาตรฐาน มันไม่มีหลักการที่รองรับใด ๆ ต่าง ๆ แต่ท้ายที่สุดการแก้เป็นคำว่า อายุความนั้นมิให้เริ่มนับจนกว่าจะทราบชะตากรรมของ ผู้ถูกกระทำให้สูญหาย ผมคิดว่านี่ก็ยังเป็นอายุความที่ยาวอยู่ดีครับ หลายครั้งหลายเคส (Case) ในอดีตที่ผ่านมาซึ่งยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาหายไปที่ใด อย่างไร ไม่ว่ากรณีของท่านหะยีสุหลง ไม่ว่ากรณีของคุณบิลลี่ พอละจี ซึ่งเชื่อกันได้ว่าได้พบชะตากรรมของตัวเขาที่แก่งกระจานแล้ว ต่าง ๆ เป็นต้น ก็จะมีอายุความที่ต้องนับ ณ ขณะนั้น มิใช่นับจากวันที่เกิดเหตุหรือพบว่า มีการกระทำความผิดทางอาญาเกิดขึ้น ผมเสียดายกรณีการตรวจสอบอำนาจของพนักงานอัยการ อำนาจการตรวจสอบของพนักงานอัยการนั้นอยู่ในมาตรา ๓๔ ว่ากรณีพนักงานอัยการ มีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง ผมคิดว่าประเด็นนี้สำคัญ ก็คือการให้อำนาจของอัยการสูงสุดเป็นผู้พิจารณา แต่อย่างไรก็ตามถึงแม้จะไม่มีมาตรการนี้อยู่ ผมคิดว่าระบบของคณะกรรมการที่ยังคงอยู่ ในกฎหมายฉบับนี้น่าจะรองรับได้ นั่นเป็นประการที่ ๓ ครับ

ประการที่ ๔ ท่านประธานครับ วุฒิสภาได้เปลี่ยนหลักการสำคัญในเรื่องของ การได้มาซึ่งคณะกรรมการอยู่ ๒ ส่วนด้วยกันครับ ส่วนที่ ๑ ก็คือสภาผู้แทนราษฎร เราเห็นว่า จะต้องมีคณะกรรมการสรรหาเพื่อนำไปสู่การได้มาซึ่งผู้ทรงคุณวุฒิและตัวแทนผู้เสียหาย ที่เหมาะสมในการเข้ามาเป็นกรรมการ แต่ถ้าตัดออกไม่เป็นไรครับ มาดูกันที่โครงสร้างของ คณะกรรมการ วันนี้คณะกรรมการในเชิงโครงสร้างนั้นท่านมีการปรับเปลี่ยนเพิ่มอธิบดี กรมสอบสวนคดีพิเศษ เพิ่มนายกสภาทนายความที่ผมเห็นด้วย และเพิ่มประธานสภา การสื่อสารมวลชนแห่งชาติ ซึ่งผมอาจจะมีเควสชันมาร์ก (Question Mark) ตัวโต ๆ ว่า จะถือว่าเป็นองค์กรผู้แทนวิชาชีพได้หรือไม่ เพราะเขามีอายุที่สืบเนื่องยาวนานมาทั้งหมด ๓๕ ปี ผมขออนุญาตท่านประธานสรุปจบสั้น ๆ นิดเดียวครับ มีการพยายามบอกว่ากฎหมาย ฉบับนี้อาจจะไม่สามารถนำไปบังคับได้จริงในส่วนของเจ้าหน้าที่ ผมคิดว่าไม่มีกฎหมายใด หรอกครับที่จะตอบว่าทำได้ หรือไม่ได้ ถ้าไม่เริ่มจากการลงมือทำด้วยเหตุผลและความจำเป็น ทั้งหมดถึงแม้อาจจะมีประเด็นข้อสังเกตและข้อทักท้วงอยู่บ้าง แต่ในภาพรวมผมคิดว่า ถึงเวลาที่ประเทศไทยจำเป็นที่จะต้องมีกฎหมายป้องกันและปราบปรามการกระทำให้บุคคล สูญหายและปราบปรามการทรมาน พรรคก้าวไกลขอสนับสนุนให้สภาแห่งนี้ลงมติรับรอง กฎหมายฉบับนี้ เพื่อให้กฎหมายฉบับนี้มีผลตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ