ณธีภัสร์ ชี้งบกลาโหมลับ 470 ล้านไม่โปร่งใส เสนอตั้งกรรมาธิการตรวจสอบ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๗ · ๑๘ สิงหาคม ๒๕๖๕

ณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์ แปรญัตติปรับลดงบประมาณกระทรวงกลาโหม โดยตั้งข้อสังเกตถึงความไม่โปร่งใสในการใช้งบประมาณ ทั้งการประเมินตนเองโดยไม่มีหน่วยงานภายนอกตรวจสอบ และการใช้งบราชการลับจำนวน 470 ล้านบาทที่ไม่มีการเปิดเผยรายจ่าย ซึ่งอาจนำไปสู่การทุจริตหรือการละเมิดสิทธิประชาชนได้

นางสาวณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์ แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนประธานสภา ที่เคารพ ผม นายณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกลครับ ผมจะได้แปรญัตติปรับลดงบประมาณสำหรับมาตรา ๘ งบประมาณของ กระทรวงกลาโหมซึ่งเป็นหน่วยงานที่ได้รับงบประมาณไปอันดับต้น ๆ นะครับ แต่กลับมี งบประมาณที่ตรวจสอบไม่ได้มากที่สุดไว้ที่ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ครับ ท่านประธานครับ ก่อนที่ผม จะพูดถึงการใช้งบประมาณของกระทรวงกลาโหมมีสิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะพูดถึงก่อนนั่นก็คือ การประเมินการใช้งบประมาณของกองทัพและหน่วยงานความมั่นคงอย่าง กอ.รมน. ทุกท่าน ในที่นี้คงจะทราบดีครับว่า ในการพิจารณางบประมาณนั้นเป็นปกติที่ทุกหน่วยงานจะต้องมีหน่วยงานภายนอกซึ่งตอนนี้ ก็คือ ก.พ.ร. หรือคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการมาทำการประเมินการทำงาน รวมถึงการใช้งบประมาณของหน่วยงานนั้นและรายงานผลการประเมินต่อกรรมาธิการ เพื่อให้เกิดความโปร่งใส แต่ท่านประธานทราบไหมครับว่าในปี ๒๕๕๙ พลเอก ประยุทธ์ ได้ใช้มาตรา ๔๔ ออกคำสั่ง คสช. ที่ ๕/๒๕๕๙ ให้หน่วยงานด้านความมั่นคงอย่าง กระทรวงกลาโหมทำการประเมินและตรวจสอบตนเองไม่ให้หน่วยงานภายนอกเข้ามา ตรวจสอบอีกทั้งผลการตรวจสอบกระทรวงกลาโหมก็ไม่ได้รายงาน ผลการตรวจสอบตัวเอง ให้แก่กรรมาธิการทราบแต่อย่างใด แต่หากรายงานก็จะเป็นการตรวจสอบตัวเองประเมิน ตัวเองและรายงานตัวเอง มันก็คงจะไม่มีประโยชน์อะไรครับ ความไม่โปร่งใสของงบประมาณ กระทรวงกลาโหมไม่ได้มีแค่นั้นนะครับ แต่ในกระทรวงกลาโหมยังมีงบประมาณตัวหนึ่ง ซึ่งเรียกว่า งบราชการลับ งบราชการลับนี้มีอยู่ในหลายหน่วยงานครับท่านประธาน แต่กระทรวงกลาโหมเป็นหน่วยงานที่ได้รับงบประมาณส่วนนี้ไปมากที่สุดโดยได้รับไปถึง จำนวน ๔๗๐ ล้านบาท และแน่นอนครับว่างบส่วนนี้ไม่มีใครทราบได้เลยครับว่าถูกนำไป ใช้จ่ายอะไร อย่างไร ตามที่ชื่อมันบอกไว้ งบลับนี้ถึงแม้แต่ขั้นกรรมาธิการพิจารณา งบประมาณเองก็ยังไม่ทราบครับ ท่านประธานครับ ผลกระทบที่เกิดจากงบราชการลับแบบนี้ ไม่ใช่การพิจารณางบประมาณที่ยากลำบากเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการสร้างช่องทางทุจริต คอร์รัปชันและที่เลวร้ายคืออาจจะมีการแอบอ้างเอางบประมาณส่วนนี้ไปใช้ในการละเมิด สิทธิเสรีภาพของประชาชน เช่น อาจจะเอาไปซื้อมัลแวร์ (Malware) อย่าง เพกาซัส (Pegasus) มาคอยติดตามสอดส่องผู้มีความคิดเห็นต่างกับรัฐบาลก็ทำได้ และงบราชการลับ ตัวนี้มีข้อสังเกตหลายอย่างที่ชวนให้สงสัย ท่านประธานครับ งบประมาณปกติแล้วจะมีการ เบิกจ่ายไม่ทันบ้าง เบิกเกินบ้าง แต่ทุกหน่วยงานในกระทรวงกลาโหมเบิกจ่ายงบลับ อย่างครบทุกบาททุกสตางค์เลยครับ การใช้งบที่น่าสงสัยแบบนี้ ผู้ที่ตรวจสอบได้มีแต่ ผู้ตรวจเงินแผ่นดิน แต่ผู้ตรวจเงินแผ่นดินมีอำนาจเพียงรายงานผลต่อนายกรัฐมนตรีเท่านั้น ทั้ง ๆ ที่นายกรัฐมนตรีก็เป็นผู้กำกับดูแลสำนักนายกรัฐมนตรีและเป็นรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงกลาโหมซึ่งเป็นหน่วยงานที่ใช้งบประมาณและเป็นผู้ที่อนุมัติการใช้งบลับเสียเอง อย่างนี้การตรวจสอบจะมีประโยชน์อะไรล่ะครับ และ สตง. ก็ยังชี้แจงอีกครับว่ามีบาง หน่วยงานไม่ได้ทำตามระเบียบและได้รายงานต่อนายกรัฐมนตรีไปแล้ว แต่เราก็ยังไม่เห็น การดำเนินการอะไรจากนายกรัฐมนตรีเลยแม้แต่อย่างเดียว นอกจากนี้หน่วยงาน บางหน่วยงาน เช่น สำนักงานตำรวจแห่งชาติก็ได้ระบุเหตุผลในการของบราชการลับ อย่างชัดเจนว่าเป็นไปเพราะมีเหตุการณ์ชุมนุมประท้วง แล้วอย่างนี้จะไม่ให้ผมคิดได้อย่างไร ครับว่างบส่วนนี้อาจจะมีการทุจริตและถูกนำไปใช้ในการคุกคามพี่น้องประชาชนนะครับ และท่านประธานลองคิดดูนะครับว่าถ้าเรามีงบราชการลับนี้สูงถึง ๔๗๐ ล้านบาทที่อยู่ใน กระทรวงกลาโหมมันจะน่ากลัวขนาดไหนครับ จริง ๆ แล้วงบราชการลับนี้มีอยู่ในหลาย ๆ หน่วยงานและมีมานานแล้วครับ แต่กลับเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ สวนทางกับการทำงานที่ยิ่งทำต้อง ยิ่งโปร่งใส แต่สำหรับงบราชการลับแล้วยิ่งนานยิ่งตรวจสอบไม่ได้ ยิ่งนานยิ่งเพิ่มและที่เพิ่ม ไม่ใช่แค่จำนวนเงิน แต่หน่วยงานก็เพิ่มด้วย ถ้าเราไปดูจำนวนหน่วยงานที่ตั้งงบราชการลับ ในสำนักนายกรัฐมนตรีจะเห็นได้เลยครับว่าจำนวนหน่วยงานเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน รวมถึง บางหน่วยงาน เช่น กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กรมการจัดหางาน หน่วยงานพวกนี้ ต้องมีงบลับด้วยหรือครับ นี่เรากำลังจะทำให้งบที่ตรวจสอบไม่ได้มีมากเกินความจำเป็น หรือเปล่า ในทางกลับกันถ้าเราไปดูในต่างประเทศจะเห็นได้ว่ามีการใช้งบในลักษณะนี้ เหมือนกัน แต่ในต่างประเทศมีแนวโน้มที่จะทำให้งบลับมีความโปร่งใสและสามารถ ตรวจสอบได้มากขึ้น เช่น ในสหรัฐอเมริกามีการตรวจสอบถ่วงดุลงบราชการลับโดยตั้ง กรรมาธิการที่เรียกว่า กรรมาธิการความมั่นคงในสภาคองเกรส (Congress) มาทำหน้าที่ ในการตรวจสอบงบลับโดยเฉพาะ แต่ในประเทศไทยงบส่วนนี้ยังคงไม่มีมาตรการตรวจสอบใด ที่มีประสิทธิภาพเลยครับ ท่านประธานครับ นอกจากจำนวนงบประมาณที่ตรวจสอบไม่ได้มากที่สุดแล้ว กลาโหมยังมีงบประมาณสำหรับ พันธกิจและภารกิจหน้าที่ที่ไม่ใช่ของกองทัพโดยตรงมากที่สุดด้วย ในงบประมาณของ กลาโหมมีโครงการที่ไม่ใช่หน้าที่ของทหารมากมาย เช่น การทำเกษตร ปศุสัตว์ สร้างถนน อนุรักษ์พันธุ์พืช เลี้ยงวัว เลี้ยงหมู ปลูกหญ้าแฝก ทำศูนย์เศรษฐกิจพอเพียง ไปจนถึงดูแลแม่ และเด็กแรกคลอด รวม ๆ แล้วใช้งบประมาณไปถึง ๙๒๒ ล้านบาท ท่านประธานครับ มันสมควรแล้วหรือที่กระทรวงกลาโหมจะได้งบประมาณไปทำงานที่ไม่ใช่อำนาจหน้าที่ของ ตนเองสูงขนาดนี้ และบางทีได้งบไปสูงกว่าหน่วยงานหลักอีก อย่างงบประมาณในการทำ เกษตรผสมผสาน หน่วยงานซึ่งมีพันธกิจโดยตรงอย่างกระทรวงเกษตรได้งบประมาณไปเพียง ๕ ล้านบาทเท่านั้น แต่กองทัพกลับได้งบประมาณไปสูงถึง ๔๐ ล้านบาท เป็นหน่วยเสริมที่ได้ งบมากกว่าหน่วยงานหลักถึง ๘ เท่า ทำไมเราถึงไม่นำงบประมาณส่วนนี้ไปให้กับหน่วยงาน ที่มีอำนาจหน้าที่ด้านนี้โดยตรง ที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องนั้น ๆ มากกว่าทหาร เพื่อให้ หน่วยงานหลักทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากจะเป็นการเสริมให้หน่วยงานแข็งแรง แล้วยังใช้งบประมาณน้อยกว่าการลงทุนสร้างหน่วยงานเสริมขึ้นมาอีก ด้วยเหตุผลความ ไม่โปร่งใสและการทำงานที่ไม่สอดคล้องกับงานของกองทัพ ซึ่งจริง ๆ แล้วมีมากกว่าที่ผม กล่าวมานะครับ ผมจึงขอปรับลดงบประมาณของกระทรวงกลาโหมที่ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ครับ ขอบคุณครับ