ชวลิต วิชยสุทธิ์ หารือเรื่องการปรับลดงบประมาณกระทรวงกลาโหม เพื่อแก้ไขปัญหาความไม่มั่นคง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และเรียกร้องให้กระทรวงกลาโหมและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รีบดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยด่วน
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม นายชวลิต วิชยสุทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม พรรคเพื่อไทย กระผมได้แปรญัตติในมาตรา ๘ งบประมาณรายจ่ายของกระทรวงกลาโหม ซึ่งตั้งไว้ ๘๘,๐๐๐ ล้านบาทเศษ โดยขอปรับลดลง ๕ เปอร์เซ็นต์ มีเหตุผลประกอบดังนี้ครับ สาเหตุที่ กระผมขอปรับลดงบประมาณของกระทรวงกลาโหมลง ๕ เปอร์เซ็นต์ เพื่อสะท้อนไปยังการ จัดสรรงบประมาณแก้ไขปัญหา ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่าน่าจะแก้ไขปัญหาไม่ตรงจุด ซึ่งทำให้ไม่อาจแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพกระผมก็เห็นใจ เข้าใจการปฏิบัติหน้าที่ ของเจ้าหน้าที่ทั้งทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง อส. ในการดูแลรักษาความสงบใน ๓ จังหวัด ชายแดนภาคใต้ รู้สึกเป็นห่วงความปลอดภัยของประชาชน เป็นห่วงความปลอดภัยของ เจ้าหน้าที่ ขณะเดียวกันก็เป็นห่วงปัญหาเศรษฐกิจสังคมที่พี่น้องประชาชนทั้ง ๓ จังหวัด ประสบมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน แม้จะใช้งบประมาณมหาศาลในการแก้ไขปัญหา แต่ถ้านโยบายไม่ถูกต้องก็เหมือนกับ ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ ในรอบกว่า ๑๐ ปีที่ผ่านมามีการใช้งบประมาณแก้ไขปัญหา ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้กว่า ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ปรากฏว่าทั้ง ๓ จังหวัด คือจังหวัด ปัตตานี จังหวัดยะลา จังหวัดนราธิวาสติดอันดับ ๑ ใน ๑๐ จังหวัดที่ยากจนของประเทศ สะท้อนว่าต้องมีความบกพร่องในนโยบาย ในการแก้ไขปัญหาอย่างชัดเจน ท่านประธาน ที่เคารพ ในอดีตผู้บริหารประเทศได้ปรับนโยบายในการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในประเทศ ซึ่งเคยยืดเยื้อยาวนานกว่า ๑๐ ปีเช่นกันสมัยนั้นคือสมัยของ ฯพณฯ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรี อดีตประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ท่านได้มีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ ๖๖/๒๕๒๓ เรื่องนโยบายการเมืองนำการทหาร ตามข้อเสนอของ พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ อดีต ผบ.ทบ. อดีต ผบ.ทหารสูงสุด โดยนำแนวทางนโยบายการเมืองนำการทหารอภัยต่อกัน ให้ออกมาร่วมพัฒนาชาติไทย จึงสามารถยุติสงครามภายในประเทศที่ยืดเยื้อยาวนานลงได้ อย่างน่าชื่นชม เมื่อนโยบายและการปฏิบัติตามนโยบายของ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่น่าจะถูกต้องกับสถานการณ์เพราะเหตุการณ์ต่าง ๆ มันฟ้องก็น่าจะปรับเปลี่ยนนโยบาย โดยดูรุ่นพ่อ รุ่นพี่ที่เคยทำมา ทำสำเร็จมาปรับใช้ กระผมยังมีข้อสังเกตที่จะฝาก กระทรวงกลาโหมได้ประสานกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในการ ดำเนินการให้เป็นไปตามนโยบาย ๖๖/๒๕๒๓ กรณีอดีตคอมมิวนิสต์มาลายาได้ออกจากป่า มาร่วมพัฒนาชาติไทย มาอยู่ในที่ดินที่อำเภอเบตง จังหวัดยะลา จนเป็นหมู่บ้านปิยะมิตร ๑-๔ โดยกองทัพบกต้องเช่าที่ดินจากกรมป่าไม้เป็นเวลา ๓๐ ปีให้พี่น้องดังกล่าวได้อยู่อาศัย บัดนี้ได้พ้นเวลา ๓๐ ปีมาหลายปีแล้วจนพี่น้องได้รับสัญชาติไทย มีลูกมีหลานสร้างความ เจริญเติบโตทางด้านเศรษฐกิจให้กับอำเภอเบตงมาจนทุกวันนี้ แต่จากการที่กระผมได้อยู่ คณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ได้เห็นหนังสือที่กรมป่าไม้ มีหนังสือถึงจังหวัดยะลา เมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๖๕ แล้วมีเงื่อนไขหลายประการ ที่จะทำให้กองทัพบกที่จะเช่าที่ดินให้กับพี่น้องหมู่บ้านปิยะมิตร ๑-๔ อยู่อาศัยเป็นไปด้วย ความยากลำบาก เช่น ๑. ตรวจสอบพื้นที่ขออนุญาตว่าเป็นเขตแหล่งแร่เพื่อทำเหมือง ตามกฎหมายว่าด้วยแร่หรือไม่ ๒. ตรวจสอบพื้นที่ขออนุญาตว่าเป็นแหล่งซากดึกดำบรรพ์ อยู่ภายใต้กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองซากดึกดำบรรพ์หรือไม่ ท่านประธานที่เคารพครับ ในระหว่างส่วนราชการด้วยกันระหว่างกระทรวงกลาโหมกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ ควรศึกษานโยบายความมั่นคงของรัฐบาลในอดีตอย่างลึกซึ้ง สาเหตุที่รัฐบาลในอดีตสามารถ แก้ไขปัญหาความมั่นคงลงได้อาศัยการเมืองนำการทหาร แต่ถ้ามีเรื่องที่จะต้องย้อนกลับไป กว่า ๓๐ ปีที่ผ่านมา ผมก็คิดว่าความไม่มั่นคงในที่ดินที่อยู่อาศัยของอดีตคอมมิวนิสต์มาลายา จะทำให้สังคมตรงนั้นปั่นป่วน เพราะอดีตคอมมิวนิสต์มาลายาออกมาร่วมพัฒนาชาติไทยกว่า ๓๐ ปีแล้ว โดยกองทัพได้เช่าที่ดินจนเป็นหมู่บ้านปิยะมิตร ๑-๔ ปักหลักปักฐานมั่นคง ยังจะมีเงื่อนไขอะไรอีก ถ้าชาวบ้านไม่มีความมั่นคงในที่ดินที่อยู่อาศัยในที่ทำกินแล้วเขาจะมีกำลังใจที่จะทำหน้าที่ พลเมืองไทยที่ดีได้อย่างไร กระผมจำเป็นจะต้องเสนอตัดงบประมาณเพื่อสะท้อน ให้ทั้งส่วนราชการที่เกี่ยวข้องได้ศึกษานโยบายความมั่นคงในอดีตแล้วรีบดำเนินการแก้ไข ปัญหาดังกล่าวโดยด่วน ขอบคุณครับท่านประธาน