เบญจา แสงจันทร์ วิพากษ์การใช้งบประมาณด้านความมั่นคงที่ถูกขยายบทบาทอย่างกว้างขวางภายใต้การนำของสภาความมั่นคงแห่งชาติและ กอ.รมน. หลังรัฐประหาร 2557 โดยตั้งข้อสังเกตถึงการใช้จ่ายที่ทับซ้อน ขาดประสิทธิภาพ และเอื้อประโยชน์ต่อการรักษาอำนาจ พร้อมเรียกร้องการปรับลดงบประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ในหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
กราบเรียนท่านประธาน ดิฉัน เบญจา แสงจันทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกลค่ะ จากร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ดิฉันได้ขอแปรญัตติตัดลดงบประมาณใน มาตรา ๗ ของสำนักนายกรัฐมนตรีและหน่วยงานในกำกับลง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ด้วยกันค่ะ ซึ่งดิฉันจะขออภิปรายถึงเหตุผลในการขอปรับลดงบประมาณในส่วนนี้ ท่านประธานคะ หลังจากรัฐประหารปี ๒๕๕๗ เราเห็น คสช. เดินหน้าภารกิจยึดกุมอำนาจทางการเมือง และให้กองทัพเข้ามาครอบงำอำนาจรัฐไว้ได้อย่างเบ็ดเสร็จ โดยตลอดระยะเวลา ๘ ปี ของรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ที่มาจากการรัฐประหารเข้ามาใช้อำนาจทางการบริหารที่มี ความกลัวเกิดขึ้นในจิตใจของพวกเขาอยู่ตลอดเวลา พวกเขากลัวการเปลี่ยนแปลงนะครับ ดังนั้นพวกเขาจึงพยายามสร้างภาพให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัว และความกลัวนี้เอง เป็นเครื่องมือในการสร้างความชอบธรรมให้การทุ่มเม็ดเงินมหาศาล เพื่อไปใช้ในการรักษา อำนาจในนามของความมั่นคงภายใน และนี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมการดำรงคงอยู่ของรัฐบาลนี้ และกองทัพจึงแยกกันไม่ออกจากการรักษาความสงบในนามของความมั่นคงค่ะ และขอบเขต ของความมั่นคงนี้เองนะคะท่านประธาน กำลังเป็นคำที่ถูกตีความให้กว้างขวางออกไปเรื่อย ๆ แล้วนำไปสู่การขยายบทบาทอำนาจหน้าที่และงบประมาณของกองทัพอย่างกว้างขวาง ทั้งในมิติทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และการพัฒนาอีกด้วยค่ะ และนั่นมันตามมาถึง การขยายกำลังพลและงบประมาณเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ในตลอดระยะเวลาเกือบทศวรรษ ที่ผ่านมาด้วยค่ะ ท่านประธานคะ ที่มาของเรื่องนี้เกิดมาจากหลังรัฐประหารทุกครั้งจะมีการ ขยายอำนาจทางการทหาร และทุ่มงบประมาณไปกับการรักษาความมั่นคงภายใน มอบนโยบายด้านความมั่นคงให้กับกองทัพ ให้กับหน่วยงานอย่างสภาความมั่นคงแห่งชาติ หรือ สมช. และกำหนดขอบเขตอำนาจหน้าที่ความรับผิดชอบให้กับ กอ.รมน. อย่างกว้างขวาง และให้อำนาจล้นเกินอย่างมากค่ะ ผ่านการประกาศใช้พระราชบัญญัติ สภาความมั่นคงแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๙ และหลังจากนั้นก็ประกาศนโยบายในการทำแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งท่านประธานคะ นี่ถือว่าเป็นครั้งแรกของประเทศนะคะที่มีการประกาศแผนนโยบาย โดยมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ และประกาศไว้ในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งเรื่องนี้เองค่ะ ที่ทำให้แผนนี้มีผลบังคับใช้ให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องปฏิบัติตาม ซึ่งแตกต่างจากในอดีต ที่ผ่านมาที่นโยบายด้านความมั่นคงของ สมช. เป็นเพียงแค่เอกสารที่นำเสนอให้กับ ครม. ได้รับทราบเพียงเท่านั้น และด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้งบประมาณ บทบาท อำนาจ หน้าที่ของ กองทัพและ กอ.รมน. ได้ขยายออกไปอย่างกว้างขวางครอบคลุมทุกมิติ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง เราจึงได้เห็นการใช้งบประมาณของ กอ.รมน. รวมหลายพันล้านบาทค่ะ ผ่านแผนงานยุทธศาสตร์ความมั่นคงที่สูงมากขึ้นในทุก ๆ ปีนะคะ และครอบคลุมประเด็น กว้างมาก ตั้งแต่การเสริมสร้างความมั่นคงของสถาบันกษัตริย์ การแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนใต้ การสร้างความปรองดองและการแก้ปัญหาความมั่นคงทางไซเบอร์ (Cyber) ที่กลายเป็นการ ของบจัดสรรไปเพื่อจับจ้องสอดแนมประชาชนอย่างงบประมาณติดตั้งกล้องวงจรปิด แต่ก็ยัง เป็นเรื่องที่น่ากังขาถึงประสิทธิภาพค่ะว่ากล้องวงจรปิดบางจุดไม่สามารถทำงานได้อย่าง ที่ควรจะเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในค่ายทหารนะคะ หรือแม้แต่การใช้งบประมาณไปเพื่อ แก้ไขปัญหาแรงงานข้ามชาติและการค้ามนุษย์ที่เปิดโอกาสให้หน่วยงานรัฐเข้าไปเกี่ยวข้องกับ การค้ามนุษย์เสียเอง แล้วก็เข้าไปช่วยป้องกันการบรรเทาสาธารณภัยซึ่งเป็นการทำงาน ที่ใช้งบประมาณที่เข้าไปซ้ำซ้อนกับหน่วยงานที่มีอยู่แล้ว หรือเป็นการใช้อำนาจ การใช้ งบประมาณเข้าไปแก้ไขปัญหาในเรื่องของทรัพยากรธรรมชาติ อย่างเช่นยุทธการการทวงคืน ผืนป่าที่ให้อำนาจ กอ.รมน. และงบประมาณในการไประรานสร้างปัญหาให้กับพี่น้อง ประชาชนอีกด้วยค่ะ ท่านประธานคะ ไม่เพียงเท่านั้นค่ะ สภาความมั่นคงแห่งชาติ และหน่วยงานในกำกับของ พลเอก ประยุทธ์ อย่าง กอ.รมน. ได้ใช้งบประมาณไปสร้าง ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สร้างความมั่นคงทางพลังงาน สร้างความมั่นคงทางอาหาร และสาธารณสุขอีกด้วย เราจึงเห็นการที่รัฐบาลจัดสรรงบประมาณ ปี ๒๕๖๖ ให้กับ สภาความมั่นคงแห่งชาติ ให้กับ กอ.รมน. ที่เป็นเสมือนลมใต้ปีกเฮือกสุดท้ายของรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์หลายพันล้านค่ะ เพื่อเข้าไปคุมทุกองคาพยพที่นอกเหนือไปจากอำนาจ หน้าที่ทางด้านความมั่นคงแล้วก็ขยายอำนาจให้กับสภาความมั่นคงไปคุมแผนพลังงาน ไปคุมแผนเศรษฐกิจและมอบหมายภารกิจงานไปให้กับ กอ.รมน. โดยใช้งบประมาณไปเพื่อ ดำเนินโครงการเกี่ยวกับการทำพลังงานโซลาร์เซลล์ (Solar Cell) หลายแห่งค่ะ แต่ใช้งาน ไม่ได้ ใช้เงินงบประมาณไปซื้อถุงยังชีพให้กับประชาชนตามพื้นที่ต่าง ๆ ใช้งบประมาณไปกับ การเก็บเมล็ดพันธุ์พืช ปลูกผัก ทำอาหารแล้วก็ออกตะเวนแจกจ่ายข้าวกล่องตามพื้นที่ต่าง ๆ ใช้งบไปกับการทำโครงการประชารัฐไทยนิยมยั่งยืน ทำหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ ทำอีกสารพัด เลยค่ะ ไปจนกระทั่งกำจัดผักตบชวาในแม่น้ำลำคลอง ทำทุกอย่างค่ะ ยกเว้นหน้าที่ของ ตัวเอง ท่ามกลางคำถามตัวโต ๆ ค่ะท่านประธานว่าภารกิจที่ทำกับงบประมาณที่ใช้มันผิดฝา ผิดตัวกันหรือเปล่า ท่านประธานคะ ดิฉันเรียกงบประมาณตัวนี้ว่างบประมาณแห่งความกลัว ก็ไม่ใช่เรื่องที่เกินเลยไปนักนะคะ เพราะว่ารัฐกลัว รัฐจึงเลือกที่จะเพิ่มอาวุธ เพิ่มความเข้มข้น ของการบังคับใช้กฎหมาย เพิ่มการโฆษณาชวนเชื่อ เพิ่มการสอดส่องประชาชน เพิ่มความมั่นคง ให้กับตนเองและกองทัพ หว่านเมล็ดเงิน หว่านเม็ดเงินลงไปทั่วประเทศ ตั้งแต่เหนือจรดใต้ และแม้แต่ปัญหาชายแดนใต้นะคะ รัฐก็เลือกที่จะใช้หน่วยงานฝ่ายทหารอย่าง กอ.รมน. ให้ทำหน้าที่บทบาทนำฝ่ายพลเรือนในการแก้ไขปัญหาด้วยวิธีการแบบทหาร ซึ่งผลงาน ๑๐ กว่าปีที่ผ่านมาก็คงเป็นที่ทราบกันอย่างดีแล้วค่ะท่านประธานว่าการใช้ทหาร นำการเจรจามันไม่ได้ผลในการแก้ไขปัญหาชายแดนใต้แต่อย่างใดเลยค่ะ ท่านประธานคะ จากที่ดิฉันได้อภิปรายมาทั้งหมด เราจะเห็นการจัดสรรงบประมาณของรัฐบาลทหารแปลงรูป ที่ผูกหลักคิด เน้นอุดมการณ์ของรัฐ เอาเรื่องความมั่นคงของชาติมาผูกรวมกับจิตใจของผู้คน ไว้ด้วยกัน ทำให้ต้องหวานเม็ดเงิน ทุ่มงบประมาณมหาศาลไปเพื่อหล่อเลี้ยงและสร้างต้นทุน แห่งความกลัวเพื่อรักษาความมั่นคงของตัวเองให้สูงขึ้นอยู่เสมอในทุก ๆ ปีค่ะ ท่านประธานคะ ที่เรายังคงเห็นการจัดสรรงบประมาณแบบนี้อยู่ทุกปีก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามาจาก หลักคิดของ พลเอก ประยุทธ์ที่ได้ให้นโยบายไว้กับการเตรียมการจัดทำงบประมาณรายจ่าย ประจำปีในทุก ๆ ปีอีกด้วย ดังนั้นดิฉันเสนอว่าต้องนำกองทัพและ กอ.รมน. ออกไปจาก ภารกิจความมั่นคงรูปแบบใหม่นี้ทั้งหมด ความหมายก็คือว่าภัยคุกคาม ภัยความมั่นคง ที่อยู่ในแผนนโยบายระดับชาติที่ พลเอก ประยุทธ์ได้มโนขึ้นมาแทบจะไม่มีภารกิจอะไรให้กับ กองทัพเหลืออีกเลย ไม่ว่าจะเป็นนโยบายเศรษฐกิจ นโยบายพลังงาน นโยบายความมั่นคง ทางอาหาร หรือนโยบายสาธารณสุข ปล่อยให้หน่วยงานอื่นเขาทำไป หน่วยงานที่รับผิดชอบ มีอยู่แล้ว กองทัพไปทำหน้าที่หลักของตัวเองในการปกป้องประเทศ หรือแม้แต่ในเรื่องของ ๓ จังหวัดชายแดนใต้ ถึงเวลาแล้วที่ต้องเอาทหารออกไปเพราะว่าวิธีการแก้ไขปัญหา แบบทหารมันทำให้สถานการณ์ในภาคใต้เลวร้ายลงเรื่อย ๆ ท่านประธานคะ เมื่อตัดภารกิจ ด้านความมั่นคงภายในของ กอ.รมน. ออกไปจากกองทัพแล้วก็จะสามารถประหยัด เงินงบประมาณหลายหมื่นล้านที่อยู่ในโครงการนี้ได้ เมื่อภารกิจนี้กลับไปเป็นภารกิจหลักของ หน่วยงานตามที่รับผิดชอบ กอ.รมน. ที่มีบุคลากรอยู่ถึงเกือบ ๖๐,๐๐๐ คน ก็อาจจะต้องลด ขนาดลงและสุดท้ายควรจะยุบไปในที่สุด ซึ่งการยุบหน่วยงานอย่าง กอ.รมน. ไม่ใช่เรื่องใหม่ ในช่วงรัฐบาลของท่านประธานเป็นนายกในปี ๒๕๔๓ หลังมีการประกาศยกเลิก พ.ร.บ. ป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ก็เคยมีเสียงเรียกร้องว่าให้ยุบ กอ.รมน. นี่ผ่านมา ๒๐ ปีแล้วค่ะ นี่ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใดและทั้งหมดนี้คือเป็นสาเหตุที่ดิฉันต้องขอปรับลด งบประมาณในส่วนนี้และขออนุญาตว่าต้องปรับลดบุคลากรที่เป็น กอ.รมน. และยุบไป ในที่สุดด้วยค่ะท่านประธาน ขอบคุณค่ะ