ณธีภัสร์ ชี้งบเครื่องราช 410 ล้าน สูงเกินจำเป็น ขอทบทวนการจัดสรรงบ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๗ · ๑๘ สิงหาคม ๒๕๖๕

ณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์ ตั้งข้อสังเกตการใช้งบประมาณของสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีที่จัดสรรส่วนใหญ่กว่า 400 ล้านบาทเพื่อการประสานขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 73 ของงบหน่วยงาน เทียบกับการสนับสนุนการบริหารงานที่ได้เพียง 154 ล้านบาท พร้อมตั้งคำถามถึงความสมเหตุสมผลของงบประมาณที่สูงเกินจริงเมื่อเทียบกับการเบิกจ่ายจริงที่ต่ำมากในปีงบประมาณ 2564 และ 2565 และยกตัวอย่างการคำนวณค่าใช้จ่ายการสร้างเครื่องราชชั้นสายสะพายที่มีผู้ได้รับพระราชทาน 14

นางสาวณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม ณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกลครับ ท่านประธานครับ ผมได้แปรญัตติสำหรับมาตรา ๗ งบประมาณรายจ่ายของสำนักนายกรัฐมนตรีและหน่วยงานในกำกับที่มีงบประมาณถึง ๒๒,๐๐๐ กว่าล้านบาท ปรับลดไว้ที่ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ และในสำนักนายกรัฐมนตรีนี้ มีหน่วยงานหนึ่งที่น่าสนใจและได้รับงบประมาณไปถึง ๕๖๔ ล้านบาท ก็คือสำนักเลขาธิการ คณะรัฐมนตรีในวิสัยทัศน์และพันธกิจขององค์กรระบุไว้ว่ามีหน้าที่หลักในการให้คำแนะนำ และช่วยเหลือคณะรัฐมนตรีในการบริหารราชการแผ่นดิน แต่หากเราไปดูงบประมาณ แล้วจะพบว่างบประมาณจำนวน ๕๐๐ กว่าล้านบาทนั้นถูกจัดสรรไปเพื่อสนับสนุน การบริหารงานของคณะรัฐมนตรีเพียง ๑๕๔ ล้านบาทเท่านั้น ในขณะที่เหลือเป็นงบสำหรับ การประสานและขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ถึง ๔๑๐ ล้านบาท ท่านประธานครับ งบประมาณส่วนนี้สูงถึง ๗๓ เปอร์เซ็นต์ เรียกได้ว่างบประมาณของหน่วยงานนี้มีไว้ เพื่อดำเนินการเรื่องเครื่องราชอิสริยาภรณ์อย่างเดียวเลยครับ ดังนั้นเมื่อพูดถึงหน่วยงานนี้ จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้เลยที่เราจะต้องพูดถึงเครื่องราชอิสริยาภรณ์ครับ ท่านประธานครับ เครื่องราชอิสริยาภรณ์หรือที่เรารู้จักกันในชื่อของว่าเครื่องราชนั้นเป็นเครื่องแสดงเกียรติยศ และบำเหน็จความชอบที่พระมหากษัตริย์ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเพื่อพระราชทานแก่ผู้ที่ ปฏิบัติงานราชการหรือทำความดีความชอบให้แก่ประเทศชาติ แต่ถ้าเราลองย้อนกลับไปดู ประวัติความเป็นมา เราจะพบว่าเครื่องราชนั้นได้รับอิทธิพลมาจากประเทศฝั่งตะวันตก โดยในยุโรปเครื่องราชเริ่มต้นในสงครามครูเสด (Crusades) เนื่องจากนักรบสมัยก่อน ใส่เกราะเป็นโลหะทั้งตัว รวมทั้งศีรษะและใบหน้าทำให้ไม่ทราบได้ว่าใครเป็นใคร จึงมีแนวคิด ทำสัญลักษณ์ขึ้นมาแทนให้คนอื่นทราบว่าใครเป็นใคร และใครอยู่ฝ่ายตน จนต่อมากลายเป็น สัญลักษณ์ของนักรบความกล้าและเกียรติยศ สำหรับประเทศไทยเครื่องราชเกิดขึ้น เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีดำริให้สร้างขึ้นอย่างตะวันตกในปี ๒๔๐๐ แล้วก็มีการพระราชทานต่อมาจนถึงปัจจุบันเป็นเวลา ๑๖๕ ปีแล้ว มาถึงตรงนี้ก่อนที่ผมจะลง ไปในละเอียดของงบประมาณในการประสานงานและขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ผมอยากจะขออธิบายคร่าว ๆ ถึงประเภทและขั้นตอนวิธีการขอพระราชทานและคืน เครื่องราชก่อนเพื่อให้เห็นภาพของการใช้งบประมาณก้อนนี้ครับ ในปัจจุบันเครื่องราช แบ่งออกได้เป็น ๓ ประเภทใหญ่ครับ คือเครื่องราชชั้นสายสะพาย ชั้นต่ำกว่าสายสะพาย และเหรียญตรา โดยแต่ละคนก็จะได้รับพระราชทานแตกต่างกันไปตามยศและตำแหน่ง หน้าที่ที่ได้รับ ส่วนในการส่งคืนนั้นตั้งแต่ปี ๒๔๓๒ ก็มีประกาศพระราชบัญญัติ เครื่องราชอิสริยาภรณ์เพิ่มเติมกำหนดหลักเกณฑ์ไว้ว่าผู้ที่ได้รับพระราชทานจะต้องส่งคืน เครื่องราชใน ๒ กรณี คือกรณีที่ผู้ได้รับพระราชทานถึงแก่ความตายและในกรณีที่ได้รับ พระราชทานเครื่องราชชั้นที่สูงขึ้น หากผู้ได้รับพระราชทานไม่ส่งคืนหรือเครื่องราชได้รับ ความชำรุดหรือเสียหายในส่วนที่เป็นสาระสำคัญจะต้องชดใช้เงินราคาค่าเครื่องราชแทน แต่หากเครื่องราชเสียหายเพียงเล็กน้อยก็สามารถส่งคืนได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ทางภาครัฐ จะเป็นฝ่ายออกค่าใช้จ่ายและนำเอาเครื่องราชที่ได้รับคืนมาไปซ่อมแซมเพื่อใช้ในการ พระราชทานในปีต่อไป ดังนั้นงบประมาณหลัก ๆ เกี่ยวกับเครื่องราชจึงแบ่งออกเป็น ๒ ประเภท คืองบประมาณในการสร้างและงบประมาณในการซ่อมซึ่งปีนี้หน่วยงาน ตั้งงบประมาณมาเกินจริงครับ หากเราไปดูในเอกสารงบประมาณจะพบว่าในปี ๒๕๖๔ และปี ๒๕๖๕ มีการเบิกจ่ายได้น้อยมาก โดยในปี ๒๕๖๔ เบิกจ่ายไป ๒๘ เปอร์เซ็นต์ และปี ๒๕๖๕ ที่ใกล้จะหมดปีงบประมาณแล้ว เบิกจ่ายไปเพียง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ และเพื่อให้เข้าใจถึงงบประมาณในส่วนนี้ได้ง่าย ผมขอยกตัวอย่างการคำนวณค่าใช้จ่ายจริงของการสร้างและซ่อมเครื่องราชชั้นสายสะพาย ในปี ๒๕๖๔ เนื่องจากหน่วยงานได้ชี้แจงว่าชั้นสายสะพายเป็นชั้นที่ใช้งบประมาณเป็นส่วนใหญ่ และงบประมาณจะถูกนำไปใช้เพื่อสร้างชั้นสายสะพายก่อน ส่วนในปี ๒๕๖๔ จากข้อมูล การพระราชทานในราชกิจจานุเบกษามีผู้ที่ได้รับพระราชทานเครื่องราชในชั้นสายสะพาย จำนวน ๑๔,๗๐๗ ราย หากคำนวณค่าสร้างโดยอิงจากราคาต่อหน่วยตามที่หน่วยงานได้ให้ เอกสารราคาค่าสร้างมา เครื่องราชชั้นสายสะพายหากสร้างใหม่ทั้งหมดรวม ๆ แล้วจะต้องใช้ งบประมาณ ๓๘๐ ล้านบาท สำหรับชั้นที่ต่ำกว่าสายสะพายทางหน่วยงานก็ได้ชี้แจงว่า ในปีนั้นไม่สามารถผลิตได้ทัน ซึ่งก็สอดคล้องกับความเป็นจริงที่ข้าราชการที่ต้องได้รับ เครื่องราชได้แค่ใบประกาศนียบัตรกำกับเครื่องราช แล้วก็รอกันข้ามปีจนกว่าจะได้ของจริง บางรายอยากได้มาติดประดับเครื่องแต่งกายก่อนต้องไปหาซื้อในตลาดมืดหรือเช่าเพื่อมา ติดเอง หรือบางรายที่ถูกเรียกให้ไปรับก็ไม่ได้ไปรับเนื่องจากกลัวการเก็บรักษาเพราะมี ค่าชดใช้คืนที่สูง ท่านประธานครับ เรามาดูต่อว่าในปี ๒๕๖๖ ทำไมผมถึงยืนยันว่าหน่วยงาน ตั้งงบประมาณไว้สูงเกินจริง ในปี ๒๕๖๖ หน่วยงานของบประมาณมาเป็นจำนวน ๓๘๘ ล้านบาท สำหรับค่าสร้างและค่าซ่อม และหน่วยงานชี้แจงว่าในปี ๒๕๖๖ จะมีปัญหาเรื่องกำลัง การผลิต น่าจะสร้างเครื่องราชชั้นสายสะพายได้ที่ประมาณ ๕,๐๐๐ ชิ้น จะเห็นได้ว่า ในปี ๒๕๖๖ จะมีการสร้างเครื่องราชชั้นสายสะพายจำนวนน้อยกว่าปี ๒๕๖๔ ถึง ๖๖ เปอร์เซ็นต์ แต่งบประมาณกลับไม่ได้ลดลงในสัดส่วนที่เท่ากันเลย กลับเพิ่มขึ้นถึง ๑๗ เปอร์เซ็นต์ด้วยซ้ำ หากเราเทียบสัดส่วนคนที่ได้รับพระราชทานเครื่องราชชั้นสายสะพาย แต่ละประเภทจากปี ๒๕๖๔ ก็จะพบว่างบประมาณที่เหมาะสมกับการสร้างเครื่องราช ชั้นสายสะพาย ๕,๐๐๐ ชิ้นนั้นจะอยู่แค่ ๑๓๐ ล้านบาท นี่คิดราคาแบบสร้างใหม่ทั้งหมด ถ้ามีการนำเครื่องราชที่ได้รับคืนมาพระราชทานใหม่งบประมาณจะน้อยลงไปกว่านี้อีก สำหรับค่าซ่อมหน่วยงานชี้แจงว่าจะได้รับคืนเครื่องราชมาปีละประมาณ ๒,๕๐๐ ชิ้น เป็นเครื่องราชชั้นสายสะพาย จำนวน ๒,๐๐๐ ชิ้น ที่เหลือเป็นชั้นต่ำกว่าสายสะพาย ๒๓,๐๐๐ ชิ้น โดยค่าซ่อมจะคิดเป็น ๓๐ เปอร์เซ็นต์ของค่าสร้าง ดังนั้นถ้าเรานำสัดส่วน การพระราชทานของชั้นสายสะพายมาคำนวณราคาค่าซ่อมก็จะพบว่าชั้นสายสะพายจะใช้ งบประมาณ ๑๕ ล้านบาท หากนับรวมชั้นต่ำกว่าสายสะพายด้วยโดยคำนวณจากราคา มัธยฐานก็จะพบว่าใช้เงิน ๓๑ ล้านบาท ดังนั้นงบประมาณสำหรับค่าสร้างและซ่อมเครื่องราช ของปี ๒๕๖๖ ที่มากที่สุดควรจะรวมแล้วเพียง ๑๗๖ ล้านบาทเท่านั้น ท่านประธานครับ ผมไม่เห็นด้วยที่หน่วยงานนำเอาเรื่องการพระราชทานเครื่องราชมาของงบประมาณที่สูง เกินจริง และที่มากไปกว่านั้นคือหน่วยงานบอกว่าจะวนใช้เครื่องราชเพื่อลดภาระทาง งบประมาณ แต่แจกมาจะ ๒๐๐ ปีแล้ว เรียกได้ว่าคนที่ได้ไปตายแล้วเกิดใหม่จนมารับ อีกรอบหน่วยงานก็ยังคงใช้งบประมาณในการสร้างที่ยังสูงอยู่ และนี่เป็นเพียงหน่วยงานเดียว ในสำนักนายก ยังมีอีกหลาย ๆ หน่วยงานที่ของบประมาณมาเกินจริง จึงเป็นเหตุผลให้ผม ขอปรับลดงบประมาณของสำนักนายกและหน่วยงานในกำกับ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ขอบคุณครับ