พิธา เสนอตัดงบสำนักนายกฯ 40% ชี้ฟุ่มเฟือย โยงงบไปสนับสนุนกลไกชาติ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๗ · ๑๘ สิงหาคม ๒๕๖๕

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อภิปรายร่างงบประมาณปี 2566 โดยตั้งข้อสังเกตการจัดสรรงบประมาณที่กระจุกตัวและไม่โปร่งใสในหน่วยงานภายใต้สำนักนายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะ กอ.รมน. ศรชล. และราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ที่ใช้งบสูงโดยไม่สอดคล้องกับภารกิจ พร้อมเสนอตัดงบมาตรา 7 ร้อยละ 40 หรือกว่า 8,000 ล้านบาท จากส่วนที่เห็นว่าฟุ่มเฟือยและซ้ำซ้อน เพื่อนำไปสนับสนุนกลไกสำคัญของประเทศภายใต้มาตรา 36 เช่น การพัฒนารัฐบาลดิจิทัล ธนาคารที่ดิน สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ พร้อมเรียกร้องให้มีการใช้จ่ายงบที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และสอดคล้องกับบทบาทหน้าที่ของแต่ละหน่วยงานมากขึ้น

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล วันนี้ขอร่วม อภิปราย พ.ร.บ. งบประมาณ ปี ๒๕๖๖ ในมาตรา ๗ สำนักนายกรัฐมนตรีและหน่วยงาน ในกำกับ ผมขอแปรญัตติลดลง ๔๐ เปอร์เซ็นต์ครับท่านประธานเป็นมูลค่ากว่า ๘,๐๐๐ ล้านบาท

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)

อันที่จริงแล้วสำหรับมาตรา ๗ เป็นมาตราของสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นมาตราที่มีความสำคัญกับพี่น้องประชาชน แล้วในขณะเดียวกันก็เป็นงบประมาณที่เพื่อนสมาชิกมีการตัดงบมากที่สุดด้วยเป็นมาตราหนึ่ง ที่ผมบอกว่าสำคัญก็เพราะว่าสำนักนายกรัฐมนตรีนั้นเป็นเหมือนหน่วยงานที่จะเป็นแขนขา ให้กับผู้นำของประเทศสามารถที่จะเปลี่ยนวิสัยทัศน์ของผู้นำของนายกรัฐมนตรีให้เป็น ผลลัพธ์ที่ดีต่อพี่น้องประชาชนได้ สำนักนายกรัฐมนตรีมีหน้าที่ประสานงานกับกระทรวง ต่าง ๆ สามารถที่จะทำให้เกิดผลลัพธ์กับพี่น้องประชาชน และยังเป็นหน่วยงานของสำนัก นายกรัฐมนตรีที่คอยช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในภารกิจต่าง ๆ ที่ไม่ได้อยู่ในกระทรวงต่าง ๆ ที่มีอยู่ในรัฐบาล แต่ในขณะเดียวกันครับก็มีเหตุผลเมื่อผมได้ตรวจสอบอย่างถี่ถ้วนแล้ว ก็เห็นว่ามีความจำเป็นที่จะต้องตัดงบประมาณ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ด้วย ๓ เหตุผลด้วยกันครับ ท่านประธาน

เหตุผลที่ ๑ ก็คืองบประมาณเป็นงบประมาณที่ไม่มีเหตุผลแล้วก็มีความ จำเป็น มีความซ้ำซ้อน ฟุ่มเฟือยในส่วนของงบความมั่นคง ซึ่งหน่วยงานที่ผมพูดถึงนี้ก็คือ กอ.รมน. และ ศรชล. ในส่วนของ กอ.รมน. นั้นเท่าที่ผมได้เปิดดูก็จะเห็นว่าเป็นงบประมาณ เกี่ยวกับความมั่นคง แต่ว่าส่วนใหญ่แล้วจะเป็นเบี้ยเลี้ยงเพิ่มให้กับฝ่ายความมั่นคงที่มี ทั้งเงินเดือน มีทั้งสวัสดิการ แล้วก็เงินพิเศษจากต้นสังกัดอยู่แล้วนะครับ ในส่วนของ ศรชล. หรือที่เรียกว่าศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล เป็นการควบรวม คนที่รับผิดชอบเกี่ยวกับผลประโยชน์ทางทะเลของชาติ ไม่ว่าจะเป็นทหาร ไม่ว่าจะเป็น ตำรวจ ไม่ว่าจะเป็นกรมเจ้าท่า แต่ไม่มีการเพิ่มบุคลากร งบที่มีนี้เป็นงบที่เกี่ยวข้องกับการ เพิ่มบ้านพักแล้วก็เพิ่มออฟฟิศ ทั้ง ๆ ที่ไม่มีการเพิ่มบุคลากร ซึ่งไม่มีความจำเป็นและฟุ่มเฟือย นะครับ

เหตุผลที่ ๒ ก็คือเรื่องของงบที่ไม่ควรอยู่กับสำนักนายกรัฐมนตรี ควรที่จะอยู่ ที่อื่น ตัวอย่างที่ให้เห็นก็คือเรื่องของงบของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์และงบประมาณเกี่ยวกับ เฮลิคอปเตอร์พระที่นั่งและม้าทรงที่เป็นงบส่วนใหญ่อยู่ในสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ซึ่งจริง ๆ แล้วน่าจะไปอยู่ที่มาตรา ๓๖ มากกว่านะครับ

เหตุผลที่ ๓ ก็คืองบที่ไม่มีประสิทธิภาพ เป็นการใช้งบประมาณอย่าง ไม่มีประสิทธิภาพในการสื่อสารของรัฐบาล ซึ่งก็คืองบของกรมประชาสัมพันธ์ทั้งหมด ๑.๔ พันล้านบาทครับ ในภาพใหญ่ครับท่านประธาน งบประมาณของสำนักนายกรัฐมนตรีนั้น มีหน่วยงานที่อยู่ในกำกับทั้งหมด ๒๘ หน่วยงาน แต่งงบประมาณทั้งหมดกระจุกตัวเกือบ ๘๐ เปอร์เซ็นต์อยู่กับแค่หน่วยงาน ๕ หน่วยงานที่ผมได้กล่าวมาเป็นงบประมาณที่กระจุก ในส่วนของ กอ.รมน. มีงบประมาณอยู่ทั้งหมด ๕,๔๓๕ ล้านบาท สไลด์ (Slide) ต่อไปเลย นะครับ โดยที่จาก ๕,๔๓๕ ล้านบาท ๓,๗๑๓ ล้านบาท เป็นงบเกี่ยวกับกำลังพลทั้งสิ้นไม่ได้เป็น งบประมาณที่สามารถที่จะเพิ่มความมั่นคงให้กับประเทศชาติได้เลย เพราะว่ามันเป็นเบี้ย ที่ซ้ำซ้อนกับงบประมาณที่มีอยู่แล้วที่เป็นสวัสดิการของหน่วยต้นสังกัดกับสถานการณ์ ที่เกิดขึ้นใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ระเบิดเพลิงไหม้ทั้งหมด ๑๗ จุด แต่ว่าได้รับ งบประมาณไป ได้เบี้ยเลี้ยงไปก็ยังไม่สามารถที่จะรับประกันความมั่นคงให้กับพี่น้อง ประชาชนได้ ไม่สามารถที่จะแก้ไขปัญหาได้ ตั้งด่านเยอะก็ไม่สามารถที่จะป้องกันไม่ให้มีเหตุ เกิดขึ้นใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้

ทางด้านฝั่งขวางบของ ศรชล. เป็นงบประมาณทั้งหมด ๑,๒๕๖ ล้านบาท เป็นงบสร้างบ้านพักด้วย ออฟฟิศด้วย แล้วก็ซื้อเรือด้วยทั้งหมด ๗๖๖ ล้านบาท อันนี้ก็คิดว่า ไม่มีความจำเป็นเพราะว่า ศรชล. เป็นงบประมาณที่รวมบุคลากรขึ้นมาไม่ได้เพิ่มบุคลากร ไม่เข้าใจว่าทำไมจะต้องมีบ้านพักเพิ่มหรือว่ามีออฟฟิศเพิ่มนะครับ หน้าต่อไปครับ

ในส่วนที่เป็นงบประมาณที่ไม่ควรที่จะอยู่ในสำนักนายกรัฐมนตรีเพราะว่า ไม่ได้เป็นงบของนายกรัฐมนตรี ฝั่งซ้ายคือราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์เป็นหน่วยงานด้านการศึกษา มีเรื่องเกี่ยวกับการวิจัย มีเรื่องเกี่ยวกับวิชาการ แล้วก็มีนักศึกษาที่อยู่ในสถาบันจริง ๑,๓๕๘ คน ทั้งหมดนี้น่าจะไปอยู่กับกระทรวง อว. ไม่ควรที่จะอยู่กับสำนักนายกรัฐมนตรี ควรที่จะไปอยู่ กับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมมากกว่า ซึ่งตรงนี้ราชวิทยาลัย จุฬาภรณ์กินงบประมาณไปถึง ๒๑ เปอร์เซ็นต์ของงบสำนักนายกรัฐมนตรีเลยทีเดียว แสดงว่าไม่ได้เป็นงบของนายกรัฐมนตรีนะครับ

ในส่วนที่ ๒ ก็คืองบเลขาธิการนายกรัฐมนตรีครับ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี จริง ๆ แล้วมีหน้าที่ประสานงานทำให้วิสัยทัศน์ของนายกรัฐมนตรีนี้เกิดขึ้นได้จริง แล้วก็ประสานงานกับกระทรวงต่าง ๆ จริง ๆ แล้วพอเข้าไปดูในงบเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เป็นงบของนายกรัฐมนตรีจริง ๆ แค่ ๑๓ เปอร์เซ็นต์ ส่วนที่เหลือเป็นงบเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่ง เป็นเรื่องเกี่ยวกับม้าทรงส่วนพระองค์ ซึ่งทั้งหมดควรที่จะย้ายไปอยู่ที่มาตรา ๓๖ ในราชการ ส่วนพระองค์ ทั้งหมด ๑,๗๘๑ ล้านบาท แล้วก็ยังมีงบลับอีก ๕๕๘ ล้านบาท ซึ่งแสดงให้เห็น แล้วว่าเลขาธิการนายกรัฐมนตรีที่ควรจะช่วยประสานงานให้นายกรัฐมนตรีมีงบของตัวเองแค่ ๑๓ เปอร์เซ็นต์ อันนี้ก็น่าจะอยู่ผิดที่นะครับ

ในส่วนที่ ๓ งบที่ไม่มีประสิทธิภาพครับ กรมประชาสัมพันธ์ได้รับงบประมาณ ทั้งหมด ๑,๔๕๔ ล้านบาท ใช้เฟซบุ๊ก (Facebook) เป็นต้น มีผู้ติดตามอยู่ ๔.๑ แสนคน เมื่อไปดูหน่วยงานประชาสัมพันธ์อีกอันหนึ่งอยู่ที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเหมือนกัน ใช้งบประมาณ ๑๔ ล้านบาท ต่างกันทั้งหมดนี่ร้อยเท่า แต่ในเฟซบุ๊ก (Facebook) ก็มีคนตาม ๔.๑ แสนคนเท่ากัน งบประมาณต่างกันร้อยเท่าแต่ผลลัพธ์ออกมาเท่ากัน อันนี้ผมคิดว่า ในเรื่องของกรมประชาสัมพันธ์น่าจะพิจารณาในการทำงาน แต่ผลสำคัญมากที่สุดจากสิ่งที่ ผมได้อภิปรายเกี่ยวกับสำนักนายกรัฐมนตรีกับ ๕ หน่วยงานที่อยู่ในกำกับ คือการเบียดเบียน พื้นที่ทางการคลังกับสถาบันต่าง ๆ ที่มีผลประโยชน์กับพี่น้องประชาชนโดยตรง เกี่ยวข้องกับ อนาคตของประเทศโดยตรง นั่นก็คือยกตัวอย่างครับ เรื่องของธนาคารที่ดินได้งบเพียงแค่ ๓๗ ล้านบาท ธนาคารที่ดินนี่คือกลไกในการลดความเหลื่อมล้ำในการถือครองที่ดินของ ประเทศไทย คือการกระจายที่ดินจากภาครัฐไปสู่ประชาชนได้เป็นอย่างดี เป็นการป้องกัน สิทธิของคนยากคนจนไม่ให้ที่ดินไปอยู่ในมือของนายทุน ในเรื่องของสำนักงานทรัพยากรน้ำ แห่งชาติก็ได้งบน้อยมากนะครับ กี่ครั้งกี่ปีแล้วที่พอหน้าแล้งเราก็ขนน้ำไปหาคน หน้าฝนเราก็ ขนคนหนีน้ำ กับสิ่งที่พี่น้องภาคเหนือกำลังประสบอยู่นี่ก็เป็นสิ่งที่นายกรัฐมนตรีสามารถ ทำได้ ในเรื่องของสำนักงานเศรษฐกิจสร้างสรรค์ก็พูดกันเรื่องเกี่ยวกับซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power) แต่ได้งบประมาณน้อยนิดเดียว แล้วก็เรื่องการพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (Digital) ที่จะทำให้เกิดความโปร่งใสเรื่องเกี่ยวกับคอร์รัปชันจะได้หมดไป แล้วก็ทำงานได้มี ประสิทธิภาพ ทั้งหมดนี้คือ ดิน น้ำ ลม ไฟของประเทศเลย ท่านประธานลองดู เรื่องที่ดินก็ดี เรื่องน้ำก็ดี เรื่องเศรษฐกิจก็คือเรื่องไฟในการทำงานใช่ไหมครับ แล้วก็พัฒนาดิจิทัล (Digital) ก็คือสิ่งที่อยู่ในลมที่เราสามารถที่จะประสานงานไปยังพี่น้องประชาชนได้กลับไม่ได้รับ นี่คือปัญหาของสำนักนายกรัฐมนตรี และผมขอยืนยันตัดงบประมาณลง ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ขอบพระคุณท่านประธานครับ