ธีรัจชัย พันธุมาศ ตั้งคำถามและหารือเกี่ยวกับปัญหาการจ้างงานลูกจ้างเหมาบริการภาครัฐกว่า 800,000 คน ที่ยังไม่ได้รับสิทธิคุ้มครองตามกฎหมายแรงงานและประกันสังคมอย่างเท่าเทียม พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าการใช้สัญญาจ้างเหมาอาจเป็นนิติกรรมอำพรางเพื่อเลี่ยงภาระหน้าที่ของนายจ้าง เรียกร้องให้รัฐเร่งแก้ไขความเหลื่อมล้ำด้านสวัสดิการและสภาพการทำงานอย่างเป็นรูปธรรม โดยไม่ต้องรอให้เกิดการฟ้องร้องเป็นรายกรณีต่อไป
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ขออนุญาตถาม กระทู้ถามแยกเฉพาะกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เรื่อง ความคืบหน้าในการแก้ไข ปัญหาพนักงานจ้างเหมาบริการในหน่วยงานภาครัฐ ท่านประธานที่เคารพครับ เกี่ยวกับเรื่องนี้ การจ้างเหมาแรงงานเรามีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยบัญญัติไว้ชัดเจนตามมาตรา ๒๗ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ บุคคลย่อมเสมอกันในทางกฎหมาย มีสิทธิและเสรีภาพ และได้รับ การคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลไม่ว่าด้วย เหตุความแตกต่างเรื่องถิ่นกำเนิด สถานะบุคคลทางเศรษฐกิจ สังคมจะกระทำมิได้ บุคคล ผู้เป็นพนักงานหรือลูกจ้างขององค์กรของรัฐย่อมมีสิทธิและเสรีภาพเช่นเดียวกับบุคคลทั่วไป เว้นแต่ที่จำกัดไว้ในกฎหมายเฉพาะที่เกี่ยวกับการเมือง สถานภาพ และวินัย หรือจริยธรรม นี่คือในส่วนของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งกฎหมาย หรือนโยบาย หรือมติ คณะรัฐมนตรีจะขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ มาตรา ๒๗ มิได้ นับตั้งแต่ปี ๒๕๔๑ เรามีการ จ้างงานอีกประเภทหนึ่งคือจ้างเหมาบริการภาครัฐโดยมติคณะรัฐมนตรี และหน่วยงานรัฐ ต่าง ๆ มีการของบประมาณต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันนั้นเกือบ ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วในการ จ้างงานตรงนี้ มีบุคคลที่ถูกจ้างเหมางานนี้ประมาณ ๘๐๐,๐๐๐ ถึงเกือบ ๑ ล้านคนในขณะนี้ ซึ่งอยู่หน่วยงานภาครัฐ โดยบุคคลเหล่านี้ไม่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายแรงงาน พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ ไม่ได้รับสิทธิในการประกันสังคมตาม พ.ร.บ. ประกันสังคม ๒๕๓๓ นั่นเพราะว่าอะไรครับเขาไม่ได้อะไรครับ เขาไม่ได้สิทธิในการลาป่วย ลาคลอด การเลื่อนตำแหน่ง เลื่อนเงินเดือน ค่าขาดงาน ก็ต้องไม่ได้รับค่าจ้าง เจ็บป่วยรักษาเอง นั่นคือ ต่ำกว่ากฎหมายแรงงานของประเทศที่มี ถามว่าสิ่งเหล่านี้รัฐธรรมนูญคุ้มครองไว้ตามมาตรา ๒๗ แล้วว่าจะปฏิบัติต่ำกันไม่ได้ แต่ทำไมลูกจ้างที่มีมาจ้างกับภาครัฐทำไมต่ำกว่าลูกจ้างในเอกชน นี่คือความเหลือมล้ำที่มีอย่างมหาศาลและคนเหล่านี้ประมาณ ๘๐๐,๐๐๐ ถึงเกือบ ๑ ล้านคน เขาจะต้องทนทุกข์ทรมาน ไม่มีความมั่นคงมีชีวิต อนาคตไม่มี แต่ทำงานภาครัฐ ทำงาน ก็เหมือนกับพนักงานหรือข้าราชการของรัฐทั่วไปแต่ไม่มีสวัสดิการ ไม่มีความมั่นคง ไม่มีบำเหน็จบำนาญเมื่อพ้น จบสิ้นแล้วก็จบไป เราทำกับคน ๘๐๐,๐๐๐ คนของประเทศ อย่างนี้ได้อย่างไร ในส่วนหลักพื้นฐานอย่างเท่าเทียมกันของพนักงานหรือลูกจ้างรัฐ ซึ่งขัดกับ หลักการว่าบุคลากรควรได้รับค่าตอบแทนเท่าเทียมกันในระดับเดียวกัน และกติการะหว่าง ประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ และสังคม วัฒนธรรม ข้อที่ ๗ ในเรื่องให้การรับรองสิทธิ ของทุกคนที่จะมีสภาพการทำงานที่ยุติธรรมและน่าพึงพอใจ โดยเฉพาะเรื่องค่าตอบแทน ที่เป็นธรรม และค่าตอบแทนที่เท่าเทียมกัน งานที่คุณค่าเท่ากันโดยปราศจากความแตกต่าง ในเรื่องใด นี่คือกติการะหว่างประเทศเขาระบุไว้ชัดครับ แต่ประเทศไทยทำไมถึงมีคนตั้ง ๘๐๐,๐๐๐ คนถึงเกือบ ๑ ล้านคน ทำไมต้องต่ำกว่ามาตรฐานกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ผมทำเรื่องนี้มาตั้งแต่ผมเป็น ส.ส. แรก ๆ ปี ๒๕๖๒ ผมได้ยื่นเรื่องนี้ต่อคณะกรรมาธิการ แรงงาน สภาผู้แทนราษฎร ว่าลูกจ้างเหมางานภาครัฐในสภานี้มาร้องเรียนกับผมเป็น ร้อยกว่าคนนะครับ อยู่หลายฝ่าย ไม่ได้สวัสดิการเหล่านั้น ทราบว่าในศาล ในองค์กรอิสระ หน่วยงานราชการทุกอันมีลูกจ้างแบบนี้เต็มไปหมด ๘๐๐,๐๐๐ คน เขาไม่ได้สวัสดิการ เหล่านี้ จบแล้วจบเลย เกษียณแล้วเกษียณเลย มันน่ารันทดใจมากที่สุด ผมยื่นกรรมาธิการ แรงงาน สภาผู้แทนราษฎร เขาไต่สวนสอบสวน ตอนนั้นท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวง แรงงานยังเป็นกรรมาธิการยังไม่เป็นรัฐมนตรีนะครับ ก็ได้ฟังการไต่สวนการให้การข้อเท็จจริง กับผมด้วย กรรมาธิการแรงงานสอบสวนเสร็จส่งเรื่องให้นายกรัฐมนตรีแก้ไข ไม่มีการแก้ไข มีนาคม ๒๕๖๒ ในส่วนของปี ๒๕๖๒ และกรกฎาคมปี ๒๕๖๓ ผมยื่นกระทู้ถามต่อ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน สภาผู้แทนราษฎร ปรากฏว่ามีการเลื่อนหลายครั้งจนท่าน ไปตอบในราชกิจจานุเบกษา ๒ ข้อที่ท่านตอบมาก็คือระยะสั้นตามมติ ครม. วันที่ ๑๐ มีนาคม ให้กรมบัญชีกลางจัดทำหนังสือซักซ้อมความเข้าใจกับส่วนราชการให้ดำเนินการ จ้างงานให้ถูกต้องตามประเภทการจ้างงาน พิจารณาตามวัตถุประสงค์การจ้างงานสำคัญ สำหรับการจ่ายค่าจ้าง อัตราค่าจ้างให้พิจารณาเป็นอัตราที่เหมาะสมและเป็นธรรม ต้องไม่ จ่ายอัตราที่ต่ำเกินไปเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับผู้ว่าจ้าง นี่คือ ณ เบื้องต้น สิ่งที่ตอบมาถาม ว่าได้แก้ปัญหาความเป็นธรรมเรื่องกฎหมาย เรื่องการจัดจ้างนั้นต่ำกว่าการคุ้มครองแรงงาน หรือไม่ ตอบว่าไม่มีระบบการแก้ไขตรงส่วนนั้นเลย นั่นเป็นการตอบในราชกิจจานุเบกษา วันนี้ผมถามว่าท่านมีวิธีการใดที่จะแก้ไขให้คนประชาชนที่ทุกข์ร้อนแบบนี้ ลูกจ้างเหมา บริการภาครัฐจะแก้ไขอย่างไร
ข้อ ๒ ที่ท่านตอบมาในราชกิจจานุเบกษาคือถามว่า ในระยะยาวเชิงระบบ ตามมติคณะรัฐมนตรีให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงแรงงาน กรมบัญชีกลาง เป็นผู้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับพนักงานจ้างเหมาบริการรายบุคคล โดยสำนักงาน ก.พ. จะเป็น ผู้ประสาน สนับสนุน รวบรวมข้อมูลดังกล่าวเพื่อนำประกอบการพิจารณาและหาทางแก้ไข ให้เป็นรูปธรรมต่อไป กรณีนี้ก็ไม่มีระบุเลยว่าจะปฏิบัติต่อพี่น้องที่เป็นลูกจ้างเหมาบริการ ภาครัฐ ๘๐๐,๐๐๐ คน ในทางที่ไม่ต่ำกว่ากฎหมายแรงงานอย่างไร เพียงได้ให้รวบรวมข้อมูล ผมว่าเวลาตั้งแต่ปี ๒๕๖๓ ตอนนี้ปี ๒๕๖๕ การรวบรวมไม่ได้เรื่องยากเย็นอะไรมันน่าจะผ่าน ตรงนั้นและจะมีทางแก้ไขอย่างไร ผมเรียนเพิ่มเติมอีกนิดหนึ่งครับ ท่านประธานครับ เรื่องนี้ มันเป็นปัญหาเกี่ยวกับเรื่องสัญญา แล้วก็เรื่องของการจ้าง หน่วยงานภาครัฐในกฎหมายมีอยู่ ๒ ข้อครับ
ข้อที่ ๑ ในเรื่องของข้อกฎหมายในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เขาเรียกว่า การจ้างแรงงาน มาตรา ๕๗๕ เขาบอกว่าอันสัญญาจ้างแรงงานนั้น ๆ คือสัญญา ซึ่งบุคคลคนหนึ่งเรียกว่า ลูกจ้าง ตกลงทำงานให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่งเรียกว่า นายจ้าง และ นายจ้างตกลงจะให้สินจ้างตลอดเวลาที่ทำงานให้นั้น นี่คือจ้างแรงงาน แบบนี้ตามมาตรา ๕๗๕ ประมวลกฎหมายแพ่งสามารถคุ้มครอง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน ๒๕๔๑ ได้ สามารถได้สิทธิ ประกันสังคมตาม พ.ร.บ. ประกันสังคมปี ๒๕๓๓ ได้
อีกอันหนึ่งครับ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๘๗ คือจ้าง ทำของ อันว่าสัญญาจ้างทำของนั้นคือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่งเรียกว่า ผู้รับจ้าง ตกลงทำงาน สิ่งใดสิ่งหนึ่งจนกว่าสำเร็จให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่งเรียกว่า ผู้ว่าจ้าง ผู้ว่าจ้างตกลงให้สินจ้าง เพื่อผลสำเร็จแห่งการที่ทำนั้น อันนี้คือจ้างทำของถือผลสำเร็จของงาน แต่ผู้ว่าจ้างไม่มีสิทธิ ไปบังคับบัญชาทำอะไรทั้งสิ้น นี่คือจ้างแรงงานจ้างทำของ แต่สัญญาจ้างเหมาบริการภาครัฐ เขาเรียกว่า นิติกรรมอำพราง ก็คืออำพรางเป็นจ้างทำของ แต่ในทางปฏิบัติงานนั้นมีการฟัง คำสั่งจากหัวหน้าหน่วยราชการ เช่น ขับรถ ล้างจาน หรือทำอะไรก็ได้แล้วแต่ แต่จ่ายแบบจ้าง ทำของ ไม่มีสวัสดิการ ไม่ได้รับความคุ้มครองกฎหมายแรงงาน ผมเรียนเพิ่มเติมอย่างนี้จะให้ รัฐมนตรีเข้าใจครับ เคยมีคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดในปี ๒๕๕๖ เขาเขียนอย่างนี้ครับ เขาบอกว่า กรณีที่ส่วนราชการทำสัญญาจ้างเหมาบริการ นาย ก ให้ทำหน้าที่ขับรถยนต์ ดูแล ทำความสะอาดรถยนต์ ค้นหาแฟ้มเอกสาร ถ่ายเอกสาร จัดเตรียมเอกสาร พิมพ์ทะเบียน พาณิชย์ และงานอื่น ๆ โดยจ่ายค่าจ้างแบบเหมาจ่าย แบ่งจ่ายเป็นงวด โดยนาย ก ต้องส่ง มอบให้ผู้ว่าจ้างตรวจรับงาน นาย ก เห็นว่าสัญญาจ้างเหมาบริการดังกล่าวมีลักษณะเป็น สัญญาจ้างแรงงาน เนื่องจากมิได้คำนึงถึงผลสำเร็จของงานเป็นสำคัญ ไม่มีการตรวจรับงานที่ทำ ต้องอยู่ภายใต้บังคับบัญชาของหัวหน้า ทำให้ไม่ได้รับความคุ้มครองจากกองทุนประกันสังคม เป็นการกระทำโดยมิชอบด้วยกฎหมาย สัญญาจ้างเหมาบริการดังกล่าวจึงเป็นสัญญาจ้างแรงงาน ไม่ใช่สัญญาจ้างทำของ และเมื่อเป็นสัญญาจ้างแรงงานนิติสัมพันธ์ระหว่างนาย ก กับส่วน ราชการ ผู้ว่าจ้างตามสัญญาจึงเป็นนิติสัมพันธ์ในฐานะลูกจ้างกับนายจ้างตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. ๒๕๓๓ ดังนั้นการที่ส่วนราชการไม่ได้ขึ้นทะเบียน ลูกจ้าง เพื่อให้นาย ก มีสิทธิได้ประโยชน์ทดแทนจากกองทุนประกันสังคมตาพระราชบัญญัติ ประกันสังคม พ.ศ. ๒๕๓๓ จึงเป็นการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ดังกล่าว คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ ๓๔๙/๒๕๕๖ มีการพิพากษาอย่างนี้ไปแล้ว นั่นหมายความว่าตั้งประเด็นเดียวท่านรัฐมนตรีครับ เราจะปล่อยให้ผู้ถูกจ้างในสัญญาจ้าง ภาครัฐนั้นต้องไปฟ้องรายคดีหรือครับ ชนะถึงได้ประโยชน์ เราเป็นผู้ใช้อำนาจรัฐฝ่ายบริหาร ทำไมให้ทุกคนไม่ต้องไปฟ้องคดี นี่คือผลักภาระไปให้เขาฟ้องเองนะครับ ใครฟ้องก็ได้ ใครไม่ ฟ้องก็ได้แล้วเขาไม่มีสตางค์ที่จะไปฟ้องหรอกครับที่ทำอย่างนี้ คำถามนะครับ อันแรกคือท่าน จะมีรัฐมนตรีหรือรัฐบาลจะมีทางที่จะทำให้พนักงานจ้างเหมาบริการภาครัฐนั้นได้รับสิทธิ ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานกับทางประกันสังคม หรือสิทธิอย่างอื่นไม่ต่ำกว่าลูกจ้างเอกชน ได้หรือไม่ อย่างไร ขอถามคำถามแรกก่อนครับ ท่านประธานครับ