กนก วงษ์ตระหง่าน ตั้งคำถามถึงทิศทางและบทบาทของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติในการส่งเสริมและปกป้องสิทธิมนุษยชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยเน้นย้ำความจำเป็นในการสร้างสมดุลระหว่างการคุ้มครองสิทธิและบริบทสังคมไทยที่หลากหลาย ทั้งในประเด็นที่ดินทำกินของชาติพันธุ์ ชาวเล และผลกระทบจากโครงการพัฒนาลุ่มน้ำโขง พร้อมเรียกร้องให้ทบทวนกฎหมายที่อาจละเมิดสิทธิประชาชน และผลักดันให้คณะกรรมการดำเนินการเชิงรุกในระดับนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนแทนการแก้ปัญหารายกรณีเพียงเท่านั้น
เรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม กนก วงษ์ตระหง่าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ขออนุญาตที่จะอภิปรายรายงานผลการปฏิบัติงานของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ประจำปี ๒๕๖๔ ท่านประธานผมดูรายงานนี้มาหลายปี แล้วก็ทุกปีก็คล้าย ๆ กันเหมือนกันหมด ผมมีคำถามว่าการเปลี่ยนแปลงหรือความก้าวหน้าของสิทธิมนุษยชนในสังคมไทยมีอะไรบ้าง ตรงนี้ความชัดเจนไม่ปรากฏครับ ด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้เองผมจึงขออนุญาตที่จะตั้งโจทย์กับ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านอาจารย์สุชาติที่ผมรู้จักเป็นอย่างดีครับ
ประเด็นที่ ๑ สิทธิมนุษยชนสำหรับผมตรงไปตรงมาก็คือความเป็นมนุษย์ ที่เท่าเทียมกัน คำถามก็คือว่าคอนเซปต์ (Concept) หรือกรอบที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน จะใช้ในการปกป้องสิทธิความเป็นมนุษย์คืออะไรครับ คอนเซปต์ (Concept) ของการส่งเสริม สิทธิความเป็นมนุษย์ที่กรรมการสิทธิมนุษยชนจะใช้คืออะไร และคอนเซปต์ (Concept) ที่จะ ทำให้เกิดศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์คืออะไร ถ้าคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนทั้งคณะไม่มี ความเห็นที่ตรงกัน เราอย่าพูดว่าสิทธิมนุษยชนสังคมไทยของเราจะได้รับการดูแล นั่นคือ ประเด็นที่ ๑ ครับ
ประเด็นที่ ๒ ผมขอลงไปในรายละเอียดว่าความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกัน ของคนไทยในประเทศไทยนี้ที่เราพูดกันมันคืออะไรครับ มันเรื่องอะไรครับ คณะกรรมการ สิทธิมนุษยชนต้องชัดเจนว่าสิทธิความเป็นมนุษย์ของคนไทยต้องมีสิทธิ ๑ ๒ ๓ มันคืออะไร ที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนจะเข้าไปปกป้อง เข้าไปส่งเสริมและให้เกิดศักดิ์ศรีของความ เป็นมนุษย์ในเรื่องดังกล่าวได้ และจะดำเนินการอย่างไร นั่นคือประเด็นที่ ๒ ครับ
ประเด็นที่ ๓ ความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกันในสังคมของโลกนี้คืออะไร สิ่งที่ เราปฏิเสธไม่ได้ก็คือว่าวันนี้สิทธิมนุษยชนถูกนำมาใช้เป็นวาระทางการเมืองของบางประเทศ และการขับเคลื่อนนโยบายทางการเมืองของบางประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหลายเรื่อง ที่ไม่สอดคล้องกับบริบทของสังคมไทยของเรา คำถามคือคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนจะทำ อย่างไรครับ ตรงนี้บางครั้งเราก็ถูกบีบให้ทำเรื่องนี้ในสถานการณ์หนึ่ง ในช่วงเวลาหนึ่งเราก็ ถูกบีบให้ทำอีกเรื่องหนึ่ง ผ่านกระทรวงการต่างประเทศบ้าง ผ่านผู้มีอำนาจทางการเมืองบ้าง สุดท้ายคนไทยก็กลายเป็นซับเจกต์ (Subject) เป็นวัตถุที่ถูกกระทำโดยวาระทางการเมือง ของบางประเทศครับ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนจะปกป้องสิทธิไม่ให้คนไทยถูกกระทำด้วย วาระทางการเมืองของบางประเทศได้อย่างไรครับ อันนี้เป็นเรื่องใหญ่มากครับท่านประธาน
ประเด็นที่ ๔ ใน ๓ เรื่องที่ผมพูดนี้ผมทราบดีว่ามีรายละเอียดและเป็นเรื่อง สลับซับซ้อนมาก ไม่มีคำตอบสมบูรณ์เบ็ดเสร็จที่ทุกคนยอมรับร่วมกันครับ แต่อย่างน้อยที่สุด ในคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนทั้งหมดท่านต้องหาจุดสมดุลให้ลงตัวครับ ในเรื่องเหล่านี้ เรารู้ว่าเราทำได้แค่นี้และเราควรจะยอมรับแค่นี้ไม่เป็นอะไรครับ ไม่มีอะไรที่แอบโซลูต (Absolute) ครับท่านประธาน แต่เราต้องการคำตอบว่าจุดสมดุลอยู่ตรงไหน ความหมายก็คือว่าการใช้ และการรักษาสิทธิมนุษยชนในบริบทของความเป็นจริงในสังคมไทยจุดสมดุลอยู่ตรงไหนครับ วันนี้เราได้รับการเรียกร้องตั้งแต่ชาติพันธุ์บนภูเขา จนกระทั่งถึงชาวเลที่อยู่ในทะเล ที่ดินทำกิน มากมาย ท่านวิ่งไล่ตอบโจทย์เหล่านี้เป็นรายกรณีไม่ได้หรอกครับ และท่านตอบโจทย์เรื่องหนึ่ง ท่านไปตอบโจทย์อีกเรื่องหนึ่งก็จะมีคนมาถามว่าบรรทัดฐานของท่านมันชุดเดียวกันหรือไม่ สุดท้ายคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนก็เป็นจำเลยครับ เพราะฉะนั้นคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ต้องกล้าพอที่จะบอกว่าในสังคมไทยยุคนี้ พ.ศ. นี้ ความสมดุลอยู่ตรงนี้ เรารู้ว่ามีข้อจำกัดแบบนี้ ทำความเข้าใจกับพี่น้องประชาชน เราจะได้รู้ว่าสิทธิความเป็นมนุษย์ของเราจะรักษาได้ดีที่สุด มีแค่นี้ ภายใต้เงื่อนไขแบบนี้เราจะแก้อย่างไร คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนเสนอสิครับ ยิ่งใน บริบทระหว่างประเทศ ผมไม่ต้องยกตัวอย่างง่าย ๆ เอาตัวอย่างเรื่องเดียวเท่านั้นเองเรื่องแม่น้ำโขง พูดกันไม่มีจบ ระเบิดแก่ง สร้างเขื่อน สร้างโรงไฟฟ้า จะทำอย่างไรครับท่านประธาน วันนี้แต่ละคน ก็หยิบสิทธิมนุษยชนมาใช้เพื่อประโยชน์ตามวาระของตนเอง ผมไม่อยากให้คณะกรรมการ สิทธิมนุษยชนตกเป็นเหยื่อของสถานการณ์แบบนั้นครับท่านประธาน
ประเด็นสุดท้าย ประเด็นที่ ๕ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนจะต้องชัดเจน อย่างน้อย ๒ เรื่อง เรื่องที่ ๑ สิทธิมนุษยชนในบริบทของสังคมไทยเรื่องอะไรสำคัญครับ ผมยกตัวอย่างเช่น เรื่องความเป็นพลเมือง ในกรอบของกฎหมายมันใช่ไหมครับ เรื่องที่ดิน ทำกินที่เราฟังแล้วมันใช่หรือไม่ครับ ในเรื่องการประกอบอาชีพเราบอกว่าข้าวสารวันนี้ ข้าวเปลือก ที่ขายในอีสานตันละ ๘,๐๐๐ บาท แต่ข้าวสวยที่ขายในกรุงเทพมหานคร จานละ ๖ บาท ผมถามว่าสิทธิมนุษยชนของเกษตรกรอยู่ตรงไหน สิทธิมนุษยชนของผู้ใช้แรงงานที่อยู่ในเมือง ต้องกินข้าวสวย ข้าวสุก อยู่ตรงไหน อะไรมันเกิดขึ้นในแผ่นดินนี้ นี่คือตัวอย่างที่สลับซับซ้อน แต่ท่านต้องมีหลักในเรื่องเหล่านี้ สิทธิทางด้านการศึกษาเป็นอย่างไรครับ เรามี กสศ. เดี๋ยวจะ มารายงาน กสศ. เด็กที่จนพิเศษก็ให้ครับ เราช่วยทางการเงินไปโรงเรียนได้แต่คำถามว่า โรงเรียนนั้นให้การศึกษาที่มีคุณภาพได้หรือไม่ สิทธิตรงนั้นอยู่ตรงไหนครับมีสิทธิไปโรงเรียน แต่ไม่มีสิทธิได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพ เราจะทำอย่างไรครับท่านประธาน สิทธิในการรักษา พยาบาล กฎของกระทรวงสาธารณสุข การส่งมอบคนไข้ต้องเป็นค่าใช้จ่ายของโรงพยาบาล ที่ต้องส่ง สุดท้ายผมไม่ส่งและคนไข้ตาย ผมถามว่าถ้าเกิดคนไข้นามสกุลวงษ์ตระหง่าน ท่านจะส่งไหมครับ หรือว่าต้องส่งคนไข้ที่นามสกุลอีกอย่างหนึ่งเหมือนกับรัฐมนตรีแล้วท่าน ถึงจะส่งสิทธิมนุษยชนอยู่ตรงไหนครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน ในประเด็นแรก ขออนุญาตนิดเดียวครับ
ประเด็นที่ ๒ ผมอยากเห็นคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนทำงานในเชิงรุก ในประเด็นที่ผมได้กล่าวไปแล้วทั้ง ๔ ๕ ประเด็น เพื่อที่เราจะได้ไปแก้กฎหมาย เราจะไปได้ กฎระเบียบของสังคม ผมอยากเห็นคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนบอกเลยว่าประกาศกระทรวง สาธารณสุขฉบับนี้ทำลายสิทธิมนุษยชน กฎหมายฉบับนี้ที่ดินทำกินทำลายสิทธิมนุษยชน ของคนไทย ถ้าอย่างนี้งานของท่านมีอิมแพกต์ (Impact) มากมาย ท่านประธานครับ ผมอยากเห็น คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนทำงานเชิงรุก ไม่ใช่วิ่งตามแก้ปัญหาเป็นราย ๆ ไป เพราะท่าน ไม่มีวันที่จะแก้หมดแน่นอนครับท่านประธาน ตรงนี้เป็นเรื่องที่ขออนุญาตฝาก และปีหน้าถ้ามี การเลือกตั้งและผมมีโอกาสกลับมาเป็น ส.ส. อีกครั้งหนึ่งจะขออนุญาตฟังคำตอบจาก คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนครับ ขอบพระคุณครับท่านประธาน