ณัฐวุฒิ ตั้งข้อสังเกตรายงานสิทธิมนุษยชน ชี้ขาดความเที่ยงตรง

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๒ · ๘ กรกฎาคม ๒๕๖๕

ณัฐวุฒิ บัวประทุม แสดงความยินดีกับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนชุดใหม่ แต่ตั้งข้อสังเกตถึงความบกพร่องในรายงานประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชนปี 2564 โดยเฉพาะในประเด็นการชุมนุม การใช้มาตรา 112 การประกาศใช้กฎหมายครอบครัว ความล่าช้าในการปฏิบัติตามคำสั่งศาล และการจ่ายค่าตอบแทนผู้เสียหาย ซึ่งสะท้อนถึงข้อบกพร่องในการประเมินและขาดข้อมูลเชิงลึกที่สะท้อนความเป็นจริงอย่างเพียงพอ

นายณัฐวุฒิ บัวประทุม แบบบัญชีรายชื่อ

ขอบคุณครับท่านประธาน ท่านประธานที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล คนจังหวัดอ่างทองครับ ก่อนอื่นต้องขอบพระคุณท่านประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน แห่งชาติที่ท่านได้กรุณาให้เกียรติมาเป็นผู้ตอบคำถามต่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ แล้วก็ เข้าใจว่านี่เป็นครั้งแรกที่ท่านเลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติท่านใหม่ ท่านเดินทางมาตอบในที่ประชุมแห่งนี้ด้วย เคยทำงานร่วมกับคุณหมอในคณะกรรมการ คุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์แห่งชาติเมื่อหลายปีที่ผ่านมาครับ ท่านประธานครับ สำหรับรายงานการประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย ในปี ๒๕๖๔ ก็เพิ่งได้รับเล่มอาจจะยังอ่านไม่สมบูรณ์ครบถ้วนมากนัก แต่ผมเองในภาพรวมจริง ๆ ตั้งใจว่าในปีนี้ถือว่าเป็นนิมิตหมายที่ดีที่เรามีคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนชุดใหม่ที่เต็มรูปเป็น ครั้งแรกในรอบหลาย ๆ ปีที่ผ่านมา ที่ไม่ได้เกิดจากการแต่งตั้ง ที่ไม่ได้เกิดจากการนั่งอยู่ดำรง ตำแหน่งที่นานเกินกว่าวาระที่ควรจะเป็น ฉะนั้นแน่นอนผมย่อมมีความคาดหวังเป็นพิเศษ ต่อรายงาน แต่ผมมีอยู่สัก ๕ ประเด็นด้วยกันที่อาจจะเป็นประเด็นทั้งข้อสังเกตหรือเป็นประเด็น ที่สอบถาม และเป็นประเด็นที่อาจจะให้ข้อมูลต่อท่านเพิ่มเติมเท่าที่จะสามารถกระทำได้

ในประเด็นที่ ๑ พูดง่าย ๆ ที่สุดก็คือว่าเวลาที่เราจะอ่านรายงานใด ๆ ก็แล้วแต่ เรามักจะเริ่มจากบทสรุปสำหรับผู้บริหาร แต่ผมมีอยู่ ๓ จุดด้วยกันเล็ก ๆ ในบทสรุปที่ผมคิดว่า อาจจะยังไม่ตรงกับข้อเท็จจริงตามที่ควรจะเป็นมากนัก ประเด็นแรกเลยอยู่ในข้อสรุปของ ผู้บริหารในหน้าที่ ๑๒ ในตอนท้าย ๆ ที่ท่านบอกว่ากรณีการใช้สิทธิเสรีภาพในการชุมนุม มีบางเหตุการณ์ที่การใช้สิทธิเสรีภาพในการชุมนุมไม่ใช่การชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ แน่นอนครับมันอาจจะเป็นข้อเท็จจริง เป็นเช่นนั้นจริง แต่สลับกลับกันกับฝ่ายที่เป็นผู้ที่ควบคุม การชุมนุม ท่านกลับใช้คำแต่เพียงว่า การควบคุมดูแลของเจ้าหน้าที่ไม่สอดคล้องตามเจตนารมณ์ ที่รัฐธรรมนูญและกติการะหว่างประเทศที่เรียกว่าไอซีซีพีอาร์ (ICCPR) เป็นผู้กำหนด ท่านเห็นไหม นี่คือความไม่เท่าเทียมกันในแง่ของการประเมินหรือการให้น้ำหนักว่าเวลาท่านผู้ชุมนุมอาจจะ มีอะไรมาบ้าง ท่านบอกนี่เป็นการชุมนุมที่ไม่สงบมีอาวุธ แต่เวลาผู้ควบคุมการชุมนุมใช้ความ รุนแรงทำไมท่านไม่เขียนว่าผู้ควบคุมการชุมนุมก็มีอาวุธและอาจจะใช้กระบวนการปราบปราม หรือควบคุมการชุมนุมที่เกินเลยกว่าเหตุท่านไม่ควรจะใช้คำว่า ไม่สอดคล้อง ไม่ใช่ก็คือไม่ใช่ ไม่ถูกต้องก็ไม่ถูกต้อง เกินเลยกว่าเหตุก็เกินเลยกว่าเหตุ ฆ่าผู้ชุมนุมเสียชีวิตก็ต้องเขียนแบบนั้น นี่ไม่ตรงล่ะ ในหน้าถัดมาในบทสรุปสำหรับผู้บริหาร ในกรณีในหน้า ๑๓ ในตอนท้ายของ เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นท่านใช้คำว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ตั้งคณะทำงาน เพื่อกลั่นกรองการดำเนินคดีที่เกี่ยวข้องกับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๑๒ ผมอยากให้ท่านใส่คำสั่งของสำนักงานตำรวจแห่งชาติมาในรายงานในฉบับนี้จังเลย เพื่อพวกผม พี่น้องประชาชนคนที่ทำงานใกล้ชิดกับประชาชนจะได้รู้ว่าตกลงวันนี้ที่มีการแจ้งข้อหาตาม มาตรา ๑๑๒ ใครก็ไม่รู้ไปอ้างว่าเป็นผู้กล่าวโทษไปแจ้งสถานีตำรวจตรงนั้นตรงนี้ ตกลงมีการกลั่นกรองจริงหรือไม่กว่าจะรับทราบข้อกล่าวหา มีการกลั่นกรองจริงหรือไม่กว่าจะ ยื่นข้อกล่าวหาให้ผู้ถูกกล่าวหา มีการกลั่นกรองจริงหรือไม่ก่อนที่จะมีการฟ้องคดีต่อศาล ท่านเห็นไหมครับ ท่านบอกว่ามีคณะทำงานแต่ท่านไม่ได้เขียนรายละเอียดหรือบอกกับเราว่า คณะทำงานนี้ทำอย่างไร ในหน้าถัดมาในบทสรุปสำหรับผู้บริหารครับ ในหน้า ๑๕ ในประเด็น เรื่องสิทธิและความเสมอภาคทางเพศ ท่านใช้ คำว่า มีการเตรียมความพร้อมในการประกาศใช้ พ.ร.บ. ส่งเสริมการพัฒนาและคุ้มครองสถาบันครอบครัว พ.ศ. ๒๕๖๒ นี่ท่านไม่ทราบหรือครับ ว่าเขาออก พ.ร.ก. เลื่อนไปแล้ว เขาเลื่อนไปนานแล้วด้วยนะครับ แล้วเขาบอกเขาไม่เอากลับมา ท่านไม่ทราบจริง ๆ หรือครับ นี่ผมยกตัวอย่างให้ท่านได้เห็นว่าแค่บทสรุปสำหรับผู้บริหาร ท่านเองก็มีปัญหาเรื่องข้อเท็จจริงที่ผมจำเป็นต้องท้วงติงในที่ประชุมแห่งนี้ มาลงรายละเอียด กันครับ พอมาลงรายละเอียดในประเด็นต่าง ๆ ผมคงไม่ลงรายละเอียดในประเด็นเรื่องของ การชุมนุม ความจริงผมอยากจะพูดแต่เวลาผมอาจจะไม่เอื้ออำนวยมากนัก ผมอยากจะพูด บางประเด็นเรื่องสิทธิเสรีภาพในกระบวนการยุติธรรมครับ มีการพูดถึงกรณีที่วันนี้ศาล ท่านได้ออกคำสั่งของประธานศาลฎีกาที่เกี่ยวข้องกับการปล่อยตัวชั่วคราว (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๖๔ อยู่ในหน้า ๕๕ สาระสำคัญของประกาศประธานศาลฎีกาฉบับนี้คือผู้ต้องหาและ จำเลยสามารถประกันตัวโดยตนเองหรือผู้ที่เป็นเครือญาติหรือเกี่ยวพันทางการสมรสหรือ การงานก็ได้ สามารถขอประกันโดยไม่จำเป็นต้องเสนอกับประกันใด ๆ ก็ได้ และสามารถสั่ง ปล่อยชั่วคราวโดยไม่ต้องใช้หลักประกันแต่อาจตั้งเงื่อนไขขึ้นมาแทนได้ ท่านเขียนแต่หลัก ท่านบอกมันมีคำสั่ง ถ้าท่านประเมินจริง ๆ ท่านต้องประเมินว่าศาลฎีกาหรือศาลใด ๆ ก็แล้วแต่ ที่ดำเนินการตามคำสั่งศาลฎีกา ท่านให้ประกันตัวตามเงื่อนไขนี้ไปจำนวนทั้งสิ้นเท่าไร ในแต่ละปี และที่ไม่เป็นไปตามเงื่อนไขหรือประกาศของประธานศาลฎีกาฉบับนี้มีมากหรือไม่ ท่านไม่เห็นหรือครับที่เขาอดอาหารอยู่ในเรือนจำ ท่านไม่เห็นหรือครับที่อดอาหารอยู่ใน ทัณฑสถานพิเศษ ท่านไม่เห็นหรือครับเวลาที่เพื่อนสมาชิกพวกเราไปยื่นประกันตัวผู้ต้องหา หรือจำเลยแล้วไม่ได้รับการปฏิบัติตามประกาศประธานศาลฎีกา อย่าเอาแต่เอกสารครับ ประเมินต้องประเมินตามความเป็นจริง เฉกเช่นเดียวกับในกรณีของการจ่ายค่าตอบแทน ผู้เสียหายในคดีอาญา เช่น ในกรณีในหน้า ๕๘ ผมอยากให้ท่านลงรายละเอียด ท่านพูดแต่ว่ามี การประเมิน มีการทำงาน มีการออกระเบียบที่ดีขึ้น แต่ท่านทราบไหมครับว่าในคณะอนุกรรมการ คณะกรรมการที่ดูแลการจ่ายเงินผู้เสียหายในคดีอาญายังมีมิติเรื่องอคติหรือความไม่เท่าเทียมกัน เต็มไปหมด พี่น้องชาติพันธุ์ได้อย่างไร พี่น้องไม่มีเลข ๑๓ หลัก ไม่สามารถขอรับเงินค่าตอบแทน ผู้เสียหายได้ พี่น้องที่ถูกกระทำจากการที่เขาเป็นผู้หญิงแล้วไปถูกละเมิดทางเพศแล้วก็พา ตัวเองไปอยู่ในเหตุการณ์นั้นกลับโดนกระทำย่ำยีซ้ำว่าเขามีส่วนการก่อให้เกิดเหตุเหล่านี้เอง นี่ยกตัวอย่างแค่ความไม่เป็นธรรมในบางประการ ผมขออนุญาตอีกสักนิดเดียวครับท่านประธาน ก็คือประเด็นเรื่องของสิทธิเด็กและผมจะไม่พูดประเด็นอีก ๒-๓ ประเด็นที่ผมตั้งใจจะพูด ที่จำเป็นต้องพูดเรื่องสิทธิเด็ก ในกรณีนี้มีการพูดถึงเด็กที่ขึ้นต้นด้วยเลขจี (G) ท่านอาจารย์สุชาติ ท่านทราบดีอยู่แล้วครับ แต่ปัญหาคือต้องลงไปในเชิงปฏิบัติว่าเลขจี (G) วันนี้เป็นอย่างไร สิ่งที่หายไปในนี้ ท่านพยายามพูดถึงเรื่องการละเมิดต่อเด็กโดยเพื่อนนักเรียน พยายามจะพูด การละเมิดต่อเด็กโดยคนในบ้าน คนในครอบครัวต่าง ๆ แต่ท่านให้น้ำหนักกับการที่ไม่ปฏิบัติ ตามกฎกระทรวงศึกษาว่าด้วยการลงโทษนักเรียน ไม่มีสักเคส (Case) เดียวที่ท่านยกตัวอย่าง ให้เห็น และชี้ให้เห็นเลยว่าวันนี้ครูที่ลงโทษนักเรียนโดยไม่เป็นตามกฎกระทรวงนั้นเข้าข่าย เป็นความผิดต่อมาตรา ๒๖ ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองเด็ก ท่านอย่าหลับหูหลับตาครับ เด็กคือคน ที่มือสั้นที่สุดในกระบวนการสิทธิมนุษยชน หากท่านไม่ลุกขึ้นมาปกป้องและชี้ประเด็นว่า สถานการณ์ความเลวร้ายตั้งแต่เปิดเทอมปี ๒๕๖๕ มานี้ มีเด็กถูกตัดผมไปกี่คน มีเด็กถูกตี ไปกี่คน มีเด็กถูกใช้ความรุนแรงโดยครูไปกี่คน แบบนี้ไม่เรียกการประเมินสถานการณ์ สิทธิมนุษยชน ซึ่งผมคิดว่าประเด็นเหล่านี้เป็นประเด็นที่จำเป็นที่ต้องใส่เพิ่มเติมหรือทำความ เข้าใจให้ชัด เวลาผมไม่มากพอไม่รบกวนเวลาท่านอื่นครับ ต้องขอบพระคุณท่านที่มาให้ ข้อมูล แต่ผมคิดว่าท่านสามารถทำได้ดีกว่านี้ตามประเด็นที่ผมได้นำเสนอได้ครับ ขอบคุณ ท่านประธานครับ