ชัยชาญ ยันไทยสนับสนุนอาเซียนผลักดัน 5 ข้อ แก้วิกฤตเมียนมาร์

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๒ · ๘ กรกฎาคม ๒๕๖๕

ชัยชาญ ช้างมงคล ชี้แจงสถานการณ์ความขัดแย้งในเมียนมาร์ ย้ำจุดยืนไทยและอาเซียนในการสนับสนุนทางออกสันติภาพตามแนวทาง 5 ข้อ พร้อมรายงานกรณีเครื่องบินเมียนมาร์ล้ำน่านฟ้าไทย และการตอบสนองของกองทัพอากาศอย่างทันท่วงที

พลเอก ชัยชาญ ช้างมงคล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม

กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ ผม พลเอก ชัยชาญ ช้างมงคล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมได้รับมอบหมายจากท่านนายกรัฐมนตรีและ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมให้มาตอบกระทู้ถามของท่านสมาชิกในวันนี้ครับ ก่อนอื่นต้อง ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานไปยังท่านสมาชิกว่าสถานการณ์ในเมียนมาร์นั้นไทยและ ประเทศสมาชิกอาเซียน (ASEAN) นั้นก็ได้ติดตามอย่างใกล้ชิดด้วยความห่วงกังวลพร้อมที่ ยืนยันตามเอกสารถ้อยแถลงของประธานอาเซียน (ASEAN) ที่เรียกร้องให้ทุกฝ่ายละเว้นจาก การกระทำที่จะทำให้สถานการณ์นั้นเกิดความรุนแรงยิ่งขึ้น พร้อมกับให้การสนับสนุนเมียนมาร์ ในการที่จะกลับไปสู่สถานการณ์ปกติด้วยวิธีการเชิงบวก สันติและสร้างสรรค์ รวมถึงสนับสนุน ความพยายามของประชาคมระหว่างประเทศในการที่แสวงหาทางออกอย่างสันติร่วมกัน โดยเฉพาะการผลักดันการดำเนินการตามฉันทามติ ๕ ข้อของอาเซียน (ASEAN) ไทยในฐานะ ที่เป็นเพื่อน โดยเฉพาะในการผลักดันการดำเนินการตามฉันทามติ ๕ ข้อของอาเซียน (ASEAN) ไทยในฐานะที่เป็นเพื่อนบ้านที่ใกล้ชิดและมีพรมแดนติดกับเมียนมาร์ยาวกว่า ๒,๔๐๐ กิโลเมตร เป็นประเทศหรือเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งมากที่สุด ไทยเองปรารถนา ที่จะเห็นสันติภาพและความมั่นคงในเมียนมาร์ให้เกิดขึ้นโดยเร็ว ทั้งในฐานะที่เป็นประเทศ เพื่อนบ้าน และเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวอาเซียน (ASEAN) หวังว่าทุกฝ่ายในเมียนมาร์จะ ใช้ความอดทนอดกลั้นมากที่สุดเพื่อจะหารือกันกำหนดทางออกที่เกิดประโยชน์ให้กับประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อประชาชนชาวเมียนมาร์และประชาชนทุกกลุ่ม รวมทั้งให้ความสำคัญ ในการที่จะให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ซึ่งที่ผ่านมาก็ได้ให้ความช่วยเหลือผ่านช่องทาง ต่าง ๆ ทั้งในระดับทวิภาคี และพหุภาคี รวมทั้งสนับสนุนในการดำเนินการของอาเซียน (ASEAN) ในการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมต่อเมียนมาร์ ไทยยืนยันมาตลอด ถึงบทบาทที่สร้างสรรค์ที่จะร่วมมือในการสนับสนุนในด้านมนุษยธรรมระหว่างประเทศ สำหรับคำถามและประเด็นเรื่องกรณีเครื่องบินของเมียนมาร์ การปฏิบัติการของเมียนมาร์นั้น ที่ล้ำเข้ามาในประเทศไทยนั้น ผมขออนุญาตกราบเรียนอย่างนี้ครับว่า ในการดำเนินการนั้น กองทัพอากาศจะมีการเฝ้าระวังทางอากาศตลอด ๒๔ ชั่วโมง ด้วยระบบเรดาร์กองทัพอากาศ ซึ่งมีรัศมีตรวจจับครอบคลุมถึงพื้นที่ระยะห่างจากแนวชายแดนเพื่อตรวจจับเครื่องบินที่ทำ การบินใกล้บริเวณชายแดน โดยกองทัพอากาศนั้นก็ได้มีหน่วยบินเตรียมพร้อมที่จะขึ้น ปฏิบัติการรองรับสถานการณ์ได้ในทันที กรณีดังกล่าวในเมื่อวันที่ ๓๐ มิถุนายนที่ผ่านมานั้น เวลาประมาณ ๑๑.๑๖ นาฬิกา เรดาร์กองทัพอากาศก็ได้ตรวจพบอากาศยานของเมียนมาร์ ซึ่งคาดว่าเป็นเครื่องบินรบมิก-๒๙ (MIG-29) บินห่างจากชายแดนไทยประมาณ ๑๐๐ ไมล์ หรือประมาณ ๑๘๐ กิโลเมตร เมื่อศูนย์ยุทธการทางอากาศได้ทำการพิสูจน์ฝ่ายแล้วก็ได้เฝ้าติดตามอยู่ตลอดเวลา แล้วเมื่อเวลา ๑๑.๔๘ นาฬิกา เครื่องบินลำดังกล่าวก็ได้ปฏิบัติการภายในประเทศเมียนมาร์ ฝั่งตรงข้ามอำเภอ พบพระ จังหวัดตาก และเมื่อเวลา ๑๑.๕๖ นาฬิกา เครื่องบินลำดังกล่าวนั้นได้บินล้ำเขตแดน เข้ามาในฝั่งไทยประมาณ ๑ ไมล์ทะเล บริเวณตำบลวาเล่ย์ อำเภอพบพระ จังหวัดตาก มีทิศทางมุ่งหน้ากลับฐานบินในประเทศ แล้วก็หายจากจอเรดาร์ไป ในช่วงที่บินล้ำเข้ามานั้น ในระยะเวลาอันสั้นเมื่อเขาปฏิบัติการเราก็บินกลับเข้าไปภายในประเทศ กองทัพอากาศ เมื่อจับเรดาร์ได้ก็ได้สั่งการให้เตรียมพร้อมมาตรการตอบโต้ที่กำหนดไว้ แล้วก็ได้ทำการ ประท้วงผ่านผู้ช่วยทูตทหารอากาศไทยประจำเมียนมาร์ รวมทั้งประท้วงผ่านช่องทาง คณะกรรมการชายแดนส่วนท้องถิ่นคือทีบีซี (TBC) ไทย-พม่า ต่อจากนั้นในเวลา ๑๔.๐๐ นาฬิกา กองทัพอากาศก็ได้ตรวจพบอากาศยานของเมียนมาร์ ซึ่งคาดว่าเป็นแบบเฮลิคอปเตอร์ แบบเอ็มไอ-๑๗ (MI-17) บินห่างจากแนวชายแดนไทยประมาณ ๔๘ ไมล์ทะเลหรือประมาณ ๘๖ กิโลเมตร กองทัพอากาศจึงได้ส่งเครื่องบินขับไล่คือเอฟ-๑๖ (F-16) จำนวน ๒ ลำ จากอำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ ขึ้นทำการบินเมื่อเวลา ๑๔.๐๒ นาฬิกา เพื่อเตรียมพร้อม ที่จะสกัดกั้นบริเวณตำบลวาเล่ย์ อำเภอพบพระ จังหวัดตาก และขณะที่ได้ขึ้นทำการบินนั้น ก็ได้ตรวจพบเฮลิคอปเตอร์แบบเอ็มไอ-๑๗ (MI-17) นั้นปฏิบัติการทางทหารในประเทศเมียนมาร์ ฝั่งตรงข้ามตำบลวาเล่ย์ อำเภอพบพระ จังหวัดตาก ซึ่งไม่ได้มีการล้ำเข้ามาในเขตแดน ประเทศไทย กองทัพอากาศจึงได้สั่งการให้เครื่องบิน ๒ ลำดังกล่าวนั้นปฏิบัติภารกิจลักษณะ เป็นการบินลาดตระเวนรบรักษาเขต เพื่อเป็นการป้องปรามและป้องกันเหตุผิดพลาดจาก ปฏิบัติกรณีที่หากเมียนมาร์นั้นมีการล้ำเข้ามาในเขตประเทศไทยอีก ผมขออนุญาตกล่าว โดยสรุปว่าในเรื่องของการป้องกันเขตน่านฟ้านั้นได้มีเครื่องมือยุทโธปกรณ์ในการที่จะ ดำเนินการในการป้องกัน กองทัพอากาศมีเรดาร์ที่สามารถที่จะตรวจจับครอบคลุมไปพื้นที่ ตามแนวชายแดนและบางส่วนตามระยะการปฏิบัติตามแผน เมื่อกองทัพได้ตรวจพบอากาศยาน ดังกล่าวแล้วก็ได้มีการติดตาม มีการเตรียมพร้อมที่เครื่องบินขึ้นดำเนินการ มีการพิสูจน์ฝ่าย มีการพิจารณาว่าเครื่องบินดังกล่าวนั้นเป็นเครื่องบินที่จะคุกคามหรือไม่ การดำเนินการดังกล่าวนั้นเมื่อปฏิบัติภารกิจเสร็จเครื่องบินของเมียนมาร์นั้นก็ได้มีทิศทางที่ มุ่งหน้ากลับไปประเทศภายในฐานบิน กองทัพอากาศจึงได้ยกระดับการป้องกันทางอากาศเพิ่ม ความเข้มงวดในการเฝ้าตรวจทางอากาศมากยิ่งขึ้น แล้วก็ได้ส่งเครื่องบินเอฟ-๑๖ (F-16) ๒ ลำขึ้นไปเพื่อที่จะปฏิบัติการบินลาดตระเวนรอบรักษาเขตเพื่อป้องปรามการรุกล้ำทั้งหมด ที่ผมได้กล่าวมาแล้วนั้นก็เป็นการดำเนินการเป็นไปตามหลักการการใช้กำลัง เป็นหลักการ สากล เป็นตามกฎการใช้กำลัง เป็นข้อบังคับและการสั่งการที่เกี่ยวข้องภายใต้กระบวนการ คิดและตัดสินใจที่เป็นแบบแผนทางทหาร มีขอบเขตอำนาจหน้าที่ที่พิจารณาอย่างรอบคอบ รัดกุมถึงมาตรการตอบโต้ทั้งในด้านของการทหารและทางด้านการทูต ทางด้านการทูต เมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นก็ได้ทำการประท้วงไปทันทีในที่ผมได้กล่าวแล้วข้างต้น นอกจากนั้นแล้ว ยังได้ใช้กลไกประสานงานตามชายแดนท้องถิ่นที่มีอยู่ทั้งในระดับพื้นที่คือทีบีซี (TBC) ระดับสูง ระดับเอสแอลซี (SLC) ที่จะประสานงานประท้วงและแจ้งเตือนฝ่ายเมียนมาร์ ถึงการที่จะรุกล้ำเข้ามาในเขตประเทศไทย เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะเช่นนี้ขึ้นมาอีก นอกจากนั้นแล้วก็ได้ประสานกระทรวงการต่างประเทศเพื่อดำเนินการมีหนังสือไปสู่เมียนมาร์ ที่จะประท้วงอย่างเป็นทางการและเรียกร้องเยียวยาต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อทรัพย์สิน ของประชาชน รวมถึงมิให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นมาอีก กระผมขออนุญาตกราบเรียนว่า ในส่วนของที่ท่านได้กล่าวถึงว่ามีการประชุมท่านแม่ทัพภาคที่ ๓ ไปประชุมแล้วมีเหตุการณ์ เกิดขึ้น ผมอนุญาตกราบเรียนท่านประธานไปยังท่านสมาชิกว่าในประเทศรอบบ้านทั้งหมดนั้น เราได้มีความร่วมมือ มีกลไกความร่วมมือในการที่จะสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจที่จะร่วมมือกัน ป้องกันชายแดนให้มีความมั่นคง ป้องกันการลักลอบกระทำสิ่งผิดกฎหมายตามแนวชายแดน ทุกประเทศรอบบ้านนั้นเรามีกลไกความร่วมมือ มีทั้งระดับพื้นที่ ระดับภาค ซึ่งมีแม่ทัพภาค เป็นประธานร่วมกัน มีระดับสูงซึ่งมีทางผู้บัญชาการทหารสูงสุด และมีระดับกระทรวงกลาโหม คณะกรรมการกลไกเหล่านี้จะเป็นกลไกที่จะป้องกันความผิดพลาดที่เกิดขึ้นหรือความขัดแย้ง ที่เกิดขึ้นเพื่อไม่ให้สถานการณ์ต่าง ๆ นั้นเกิดขึ้นแล้วจะลุกลามบานปลายก็ออกไปซึ่งไม่เป็น ผลดีต่อประเทศไทยเองและประเทศเพื่อนบ้านด้วย ในส่วนของเมียนมาร์ก็เช่นเดียวกันก็มีกลไก การดำเนินการในระดับท้องถิ่นเรียกว่าทีบีซี (TBC) เมื่อมีเหตุการณ์เกิดขึ้นหน่วยทหารในพื้นที่ กับหน่วยทหารในพื้นที่ของฝั่งเมียนมาร์นั้นก็ได้มีการเจรจาทำความเข้าใจกันเพื่อที่คลี่คลาย สถานการณ์ไม่ให้ลุกลามขยายบานปลายมากขึ้น ในระดับภาคเรียกว่าอาร์บีซี (RBC) ก็มี แม่ทัพภาคทั้ง ๒ ประเทศทั้งไทยและเมียนมาร์นั้นเป็นประธานร่วมกัน ระดับสูงขึ้นก็มีเอชแอลซี (HLC) ก็มีแต่ผู้บัญชาการทหารสูงสุดก็จะมีการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเป็นเจ้าภาพ ตรงนี้ ก็เป็นไปตามกำหนดการที่มีอยู่นะครับ ในการประชุมนั้นก็จะมีการหารือกันถึงแนวทางปฏิบัติ ร่วมกันในการที่จะทำอย่างไรให้ชายแดนของประเทศเพื่อนบ้านระหว่างไทยกับประเทศ เพื่อนบ้าน ระดับอาร์บีซี (RBC) เมียนมาร์ ที่ไปประชุมนั้นก็คือชายแดนระหว่างไทยกับพม่านั้น มีความปลอดภัยทั้งในเรื่องของยาเสพติดเรื่องการค้าที่ผิดกฎหมาย เรื่องการลักลอบเข้าเมือง โดยผิดกฎหมายมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติการอะไรของเมียนมาร์ทั้งสิ้นเป็นความร่วมมือ ที่เป็นกรอบการร่วมมือที่มีการวางแผนการดำเนินการเพื่อสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจและทำ อย่างไรที่จะให้ชายแดนของทั้งสองประเทศนั้นมีความปลอดภัย นั่นหมายถึงว่าประชาชน ทั้งสองฝั่งนั้นก็มีความปลอดภัย เพราะฉะนั้นคงไม่ได้เกี่ยวข้องกัน ต่อไปท่านถามว่ากระทรวง การต่างประเทศนั้นทำอะไร เมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นวันที่ ๓๐ แล้วก็ได้มีการประท้วงไปตามสาย ทางการทูตในระดับของทีบีซี (TBC) ที่ผมได้กล่าวแล้ว ในระดับของเอชแอลซี (HLC) ที่ผม ได้กล่าวแล้ว ก็ได้มีหนังสือไปถึงกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศก็ได้มี หนังสือไปถึงกระทรวงการต่างประเทศพม่าเช่นเดียวกันในการที่ประท้วง แล้วก็เรียกร้อง ให้เมียนมาร์นั้นได้เยียวยาต่อผลกระทบที่เกิดขึ้น และในวันที่ ๖ กรกฎาคมที่ผ่านมา ทางกรมเอเชียตะวันออกก็ได้เชิญท่านเอกอัครราชทูตเมียนมาร์ประจำประเทศไทยมาเข้าพบ เพื่อย้ำถึงข้อห่วงกังวลต่าง ๆ แล้วก็ได้ยื่นหนังสือต้นฉบับของหนังสือประท้วงเมื่อวันที่ ๔ นั้น ให้ท่านเอกอัครราชทูต แล้วก็แสดงถึงความกังวล ซึ่งท่านเอกอัครราชทูตนั้นก็ได้นำหนังสือดังกล่าวไปแจ้งต่อเมืองหลวงต่อไป ซึ่งท่านทูตเอง ก็ได้กล่าวยืนยันว่าไม่ได้มีเจตนาที่จะรุกล้ำเข้ามาในเขตประเทศไทย ผมขออนุญาตกราบเรียน อีกครั้งหนึ่งว่าที่กล่าวทั้งหมดนั้นประเทศไทยมีนโยบายชัดเจนและยืนยันที่จะไม่ให้ฝ่ายหนึ่ง ฝ่ายใดที่จะใช้ดินแดนประเทศไทยหรือจะไปสนับสนุนฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดที่จะไปปฏิบัติ ในประเทศอื่น ๆ ที่ให้เกิดความขัดแย้งเกิดขึ้น ตรงนี้นโยบายจะเห็นว่าไม่ให้ดำเนินการ โดยเด็ดขาด เพราะฉะนั้นการดำเนินการที่ท่านสมาชิกได้กรุณากล่าวนั้นเรายึดถือการดำเนินการ แก้ไขปัญหาในเมียนมาร์นั้นตามฉันทามติ ๕ ข้อของอาเซียน (ASEAN) แล้วก็เรื่องของ หลักมนุษยธรรม ในส่วนของผู้ที่ได้เสียชีวิตก่อนอื่นต้องขอแสดงความเสียใจกับผู้ที่ได้เสียชีวิต ตามที่ท่านสมาชิกได้กล่าว ซึ่งผู้ที่เสียชีวิตนั้นมีสถานะเป็นบุคคลซึ่งไม่มีสัญชาติไทยเป็นปุถุชน กลุ่มน้อย เกิดในประเทศไทยถือบัตรสีชมพูก็มีสิทธิขั้นพื้นฐานในเรื่องสาธารณสุข สิทธิอาศัย อยู่ในราชอาณาจักรได้ แล้วก็อยู่ในพื้นที่ที่มีการควบคุมแล้วท่านผู้นี้ที่เสียชีวิตนั้นก็อยู่ใน เมียนมาร์ การเข้าออกประเทศไทยนั้นก็เป็นการดำเนินการของเขาในชีวิตประจำวันในการเข้าออก ตามช่องทางต่าง ๆ ที่ผมกล่าวทั้งหมดนี้ขออนุญาตยืนยันกับท่านประธานและท่านสมาชิกว่า ประเทศไทยนั้นยึดถือแนวทางการดำเนินการบนพื้นฐานของการแก้ไขปัญหาประเทศเมียนมาร์ ตามฉันทามติ ๕ ข้อ และหลักมนุษยธรรมอย่างเคร่งครัดครับ ขอบพระคุณครับ