อัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ เสนอให้ยกเว้นการสอบภาค ก สำหรับพนักงานราชการและจัดสรรงบประมาณเพื่อฝึกอบรมบุคลากรใหม่ โดยเรียกร้องให้นับอายุงานของพนักงานที่มีประสบการณ์โดยไม่ต้องเริ่มนับใหม่ อัครเดช ยังหารือปัญหาการโยกย้ายที่ขาดมาตรฐานตามระเบียบ พ.ศ. ๒๕๔๗ ซึ่งส่งผลให้พนักงานต้องลาออกเพื่อดูแลครอบครัว และตั้งกระทู้ถามรัฐบาลเกี่ยวกับสัดส่วนตัวแทนในคณะกรรมการบริหารพนักงานราชการ (คพร.) ที่หายไป พร้อมเรียกร้องให้ท่านรองนายกรัฐมนตรีวิษณุ เครืองาม ให้ความชัดเจนถึงมาตรการแก้ไขปัญหาดังกล่าว
กราบเรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดราชบุรี เขต ๔ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ผมได้ตั้งกระทู้ถามแยกเฉพาะ เรื่อง การแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำของบุคลากรเครือข่ายพนักงานราชการไทย ต่อท่านนายกรัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่านวิษณุ เครืองาม มาตอบกระทู้ในครั้งนี้ ก่อนอื่นผมในนามของพี่น้องประชาชนก็ต้องขอขอบพระคุณ ท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่านวิษณุ เครืองาม ที่สละเวลาของท่านมาตอบกระทู้นี้ ซึ่งจะเป็น ประโยชน์ต่อพนักงานราชการไทยที่มีอยู่เกือบ ๒๐๐,๐๐๐ คนทั่วประเทศครับท่านประธาน ผมขออนุญาตได้กล่าวถึงปัญหาและที่มาที่ได้ตั้งกระทู้ในครั้งนี้ครับ
เนื่องจากในระบบราชการปัจจุบันนี้มีระบบข้าราชการ ระบบพนักงานราชการ และระบบพนักงานกระทรวง ระบบลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราว ซึ่งก็มีหลายประเภท ด้วยกันที่ทางรัฐบาลได้มีการจัดจ้างบุคลากรเข้ามาดูแลพี่น้องประชาชน พนักงานราชการไทย ก็เป็นอีกประเภทหนึ่งที่ทางราชการนั้นได้จ้างให้มาปฏิบัติราชการให้กับพี่น้องประชาชน แล้วก็ดูแลราชการในกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ ซึ่งปัจจุบันนี้ในระบบราชการมีระเบียบของ สำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยพนักงานราชการ พ.ศ. ๒๕๔๗ ซึ่งปัจจุบันนี้ก็ใช้มาจนถึงปัจจุบัน และผมได้รับการร้องเรียนจากเครือข่ายพนักงานราชการไทยว่าปัจจุบันนี้ไม่ว่าจะเป็น สิทธิประโยชน์และสวัสดิการนั้นเริ่มมีปัญหา มีปัญหาอย่างไร ก็จะนำเรียนท่านประธานไปถึง ท่านรองนายกรัฐมนตรีนะครับ ก็คือ
เรื่องแรกเรื่องของเงินเดือน ปัจจุบันนี้มีพนักงานราชการบางส่วนที่ทำงาน ให้กับทางรัฐมา ๑๐ กว่าปีก็เริ่มมีเงินเดือนตันแล้ว ก็ไม่สามารถที่จะมีเงินเดือนเพิ่มขึ้นมาได้ ตรงนี้ก็ถือว่าเป็นสวัสดิการหรือเงินเดือนที่ไม่สามารถไปต่อได้ แล้วก็กระทบกระเทือนต่อชีวิต ความเป็นอยู่ในปัจจุบันที่มีค่าครองชีพสูงขึ้นนะครับ
เรื่องที่ ๒ ก็คือเรื่องของการสอบบรรจุเป็นข้าราชการ ซึ่งปัจจุบันนี้ก็จะมี ภาค ก และภาค ข ซึ่งท่านประธานก็ทราบดีอยู่แล้วครับว่าภาค ก ปัจจุบันนี้ก็เป็นภาคทั่วไป ปีหนึ่งก็มีการสอบอยู่ประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ กว่าคน ปีหนึ่งก็ผ่านโดยประมาณ ๒๐,๐๐๐ คน ก็ถือว่าเป็นการสอบคัดเลือกข้าราชการ ทีนี้พนักงานราชการที่จะไปสอบบรรจุเป็นข้าราชการ ก็ต้องไปสอบเหมือนกับประชาชนทั่วไป ทั้ง ๆ ที่พนักงานราชการทำงานให้กับราชการมานาน บางคนอย่างที่เรียนท่านประธานครับ ๑๐ กว่าปี ก็มีความรู้ความสามารถในตำแหน่งหน้าที่ ที่ดีอยู่แล้วเพราะว่าภาครัฐก็ต้องไปอบรม ไปฝึกในการพัฒนากลุ่มบุคลากรกลุ่มนี้เพื่อให้มี ความเชี่ยวชาญแล้วก็ชำนาญในงานที่จะทำให้กับทางราชการ และส่วนภาค ข ก็ต้องมีการสอบ เฉพาะสาขา ทีนี้ถ้าเราจะไปสอบบรรจุเป็นข้าราชการก็ต้องสอบภาค ก และภาค ข อยู่ด้วย ฉะนั้นทางเครือข่ายพนักงานราชการไทยก็มีข้อเสนอว่าถ้าต้องไปสอบทั้งภาค ก ภาค ข และได้บุคลากรใหม่มาที่ไม่เคยเป็นพนักงานราชการ ทางภาครัฐก็ต้องไปเสียงบประมาณ ในการฝึกอบรม ในการพัฒนาบุคลากรกลุ่มนี้ จึงมีข้อเสนอไปยังภาครัฐว่าถ้าจะยกเว้นภาค ก แล้วก็สอบภาค ข อย่างเดียวได้หรือไม่อย่างไร อันนี้ก็เป็นข้อที่พนักงานราชการได้เสนอมา ซึ่งก็จะเป็นประโยชน์ต่อพนักงานราชการ แล้วก็เป็นประโยชน์ต่อทางราชการด้วยที่จะไม่ต้อง เสียงบประมาณในการไปฝึกอบรมพนักงานใหม่
เรื่องที่ ๓ ก็คือเรื่องของการนับอายุงาน พนักงานบางคนทำงานมาหลายปี และเวลาไปสอบบรรจุเป็นข้าราชการก็ต้องไปนับอายุงานใหม่ ก็มียกเว้นอยู่กระทรวงเดียว ซึ่งท่านประธานก็คงทราบดีอยู่ก็คือกระทรวงสาธารณสุขที่มีการประกาศออกมาปี ๒๕๕๖ ให้มีการนับเงินเดือนและมีการนับอายุงานใหม่ได้ ไม่ต้องไปสตาร์ต (Start) หนึ่งใหม่
เรื่องที่ ๔ ก็คือเรื่องของการโยกย้าย ซึ่งระเบียบที่ได้นำเรียนท่านประธาน ไปว่าระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยพนักงานราชการ พ.ศ. ๒๕๔๗ หมวด ๑ และหมวด ๖ และมีบทเฉพาะกาล ก็ไม่ได้ให้อำนาจหรือมีข้อชี้ชัดไปว่าสามารถย้ายได้หรือไม่ บางกรม ก็ไม่ย้าย บางกรมก็ย้ายโดยใช้อำนาจอธิบดี ก็ไม่มีมาตรฐานในการที่จะโยกย้ายพนักงานราชการ กลุ่มนี้ ทำให้พนักงานราชการบางคนมีความจำเป็นที่จะต้องย้ายกลับภูมิลำเนาก็ต้องลาออกไป เพราะว่ามีความจำเป็นที่จะต้องไปดูบุพการี มีความจำเป็นต้องไปดูสมาชิกในครอบครัว ก็ต้องลาออกไป ไม่เหมือนกับพนักงานราชการหรือข้าราชการที่สามารถย้ายได้โดยปกติ
เรื่องที่ ๕ ก็คือเรามีการตั้ง คพร. หรือคณะกรรมการบริหารพนักงานราชการ ซึ่งมีท่านรองนายกรัฐมนตรีซึ่งปัจจุบันนี้ทราบว่าท่านรองวิษณุ เครืองาม ท่านเป็นประธาน คณะกรรมการบริหารพนักงานราชการ ซึ่งตรงนี้ก็ไม่มีสัดส่วนของตัวแทนพนักงานราชการ เข้าไปสะท้อนปัญหาให้กับกลุ่มของพนักงานราชการกลุ่มนี้เลย ซึ่งโดยปกติทั่วไปการมี คณะกรรมการดูแลสาขาอาชีพใดก็มักจะมีตัวแทนของกลุ่มสาขาอาชีพนั้นเข้ามาเป็นตัวแทน ในการสะท้อนปัญหาให้กับคณะกรรมการได้รับทราบ แต่ปัจจุบันนี้ คพร. ไม่มีตัวแทน ของพนักงานราชการเข้าไปนั่ง จึงมีข้อจำกัดที่ทางผู้บริหารประเทศที่จะมาแก้ไขปัญหา ให้กับพนักงานราชการกลุ่มนี้ ที่ได้กล่าวปัญหามาทั้งหมดเป็นปัญหาที่เครือข่ายพนักงาน ราชการไทยได้มีโอกาสยื่นข้อเรียกร้องแล้วก็ข้อปัญหาไปยังส่วนราชการต่าง ๆ มาเป็นระยะเวลา หลายปีแล้ว ล่าสุดก็มาพบกับท่านประธาน ชวน หลีกภัย ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ท่านก็ได้รับข้อร้องเรียนแล้วก็ได้ส่งต่อไปให้ทางรัฐบาลได้รับทราบปัญหานี้ ผมเองในฐานะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ได้รับทราบปัญหาของเครือข่ายพนักงานราชการไทย จึงได้ตั้ง กระทู้ถามทางรัฐบาลโดยถามท่านนายกรัฐมนตรี ปัจจุบันนี้ท่านรองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ท่านนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายมา กระผมจึงขออนุญาตท่านประธานได้ถาม ท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่านวิษณุ เครืองาม ครับว่าทางรัฐบาลมีมาตรการหรือมีแนวทาง ในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวที่ได้นำเรียนท่านประธานไปหรือไม่อย่างไร กราบเรียนถาม ท่านประธานครับ ขอบพระคุณครับ