อาคม เติมพิทยาไพสิฐ ชี้แจงวัตถุประสงค์ของโครงการเราชนะและคนละครึ่งในการบรรเทาผลกระทบจากโควิด พร้อมย้ำการตรวจสอบการทุจริตและการใช้สิทธิไม่ถูกต้อง โดยเฉพาะการถอนเป็นเงินสดผ่านร้านค้าปลอม และยืนยันการร่วมมือกับธนาคารกรุงไทยในการติดตามตรวจสอบการใช้จ่ายอย่างโปร่งใส
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ขออนุญาตเรียนตอบกระทู้ กรณีเงินเรียกคืนโครงการเราชนะและโครงการคนละครึ่งนะครับ ก่อนอื่นก็ต้องขออนุญาตเรียนให้ทราบถึงในเรื่องของวัตถุประสงค์ในเรื่องของโครงการ ทั้ง ๒ โครงการนี้ก่อนนะครับ ไม่ว่าจะเป็นโครงการคนละครึ่งหรือโครงการเราชนะนั้น มีวัตถุประสงค์อะไร จริง ๆ แล้วเมื่อตอนที่เราเจอโควิด (COVID) นั้นสิ่งที่จำเป็นเร่งด่วน สำหรับรัฐบาลก็คือในการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนนะครับ ซึ่งก็จะมีในเรื่องของถ้าจำได้ ในปี ๒๕๖๓ นั้นก็มีในเรื่องของโครงการเราไม่ทิ้งกัน ก็คือการจ่ายเงินให้กับพี่น้องประชาชนเลย เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในช่วงที่มีมาตรการล็อกดาวน์ (Lockdown) ประชาชนเดินทาง ไม่ได้ โรงงานปิดอะไรต่าง ๆ พวกนี้ครับ ก็มีโครงการแคช ทรานส์เฟอร์ (Cash Transfer) ให้กับประชาชนเช่นเดียวกับประเทศอื่น ๆ ที่เขาทำกันนะครับ แต่ว่าในระลอกที่ ๒ นั้น ในช่วงปี ๒๕๖๓ ต่อเนื่องปี ๒๕๖๔ นั้นก็มีเหตุในเรื่องของสายพันธุ์ใหม่เข้ามา เพราะฉะนั้น ก็มีความจำเป็นอีกเช่นเดียวกันว่ามาตรการของรัฐบาลนั้นที่จำกัดสิทธิของประชาชน ในเรื่องของการเดินทางต่าง ๆ นั้นก็มีความจำเป็น ซึ่งก็ทำให้มีผลกระทบต่อรายได้ของ พี่น้องประชาชนเช่นเดียวกัน เราก็ทำในเรื่องของโครงการเราชนะ โครงการเราชนะนั้น ก็มีวัตถุประสงค์ที่สำคัญคือลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชนและมีส่วนช่วยกระตุ้น การใช้จ่ายของครัวเรือนแล้วก็ผู้ประกอบการรายย่อยซึ่งประสบปัญหา พ่อค้าแม่ค้าหาบเร่ แผงลอยทั้งหลายก็ไม่มีรายได้นะครับ เพราะฉะนั้นก็เป็นวัตถุประสงค์อันหนึ่งเม็ดเงินที่ทาง รัฐบาลให้ไปนั้นก็อยากจะให้ไปกระจายอยู่กับผู้ค้ารายย่อย พี่น้องประชาชนที่มีความจำเป็น ในการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ก็อาจจะเรียกว่ามีการจำกัดในเรื่องขอบเขตของการใช้เงิน อยู่บ้าง ก็เป็นที่ถกเถียงกันอยู่ในขณะนั้นว่าทำไมไม่จ่ายเงินสด แต่วัตถุประสงค์คือรัฐบาล อยากให้จ่ายเฉพาะที่จำเป็นจริง ๆ คนละครึ่งก็เช่นเดียวกัน คนละครึ่งวัตถุประสงค์หลัก ก็คงจะเป็นเรื่องของการกระตุ้นเศรษฐกิจให้มีการจับจ่ายใช้สอยให้มากขึ้นในระดับเศรษฐกิจ ฐานรากนั่นคือวัตถุประสงค์ แต่วิธีการทั้ง ๒ โครงการนั้นก็จะใช้ในเรื่องของแอปพลิเคชัน (Application) ซึ่งในแง่ของประชาชนผู้ได้รับสิทธิรับเงินจากรัฐบาลนั้นก็จะใช้ในเรื่องของ เป๋าตังค์ ส่วนร้านค้ารายย่อยต่าง ๆ ที่ไม่ใช่นิติบุคคล เราไม่รวมนิติบุคคล ก็ใช้ในเรื่องของ ถุงเงิน เพราะฉะนั้นเม็ดเงินที่รัฐบาลจ่ายเขาไป อย่างกรณีของคนละครึ่งนั้นก็จะจ่ายเข้าไป ในถุงเงินให้กับผู้ประกอบการในวันรุ่งขึ้นทันที ทันทีที่มีการใช้จ่าย เช่น สมมุติว่า ๑๕๐ บาท ต่อวันนั้น ถ้าประชาชนใช้จ่าย ๑๕๐ บาท ๗๕ บาทนั้นประชาชนออก แล้วก็อีก ๗๕ บาทนั้น รัฐบาลก็จ่ายเข้าไปในทันทีนะครับ ทีนี้ในทั้ง ๒ โครงการนั้นก็มีเงื่อนไขที่สำคัญในเรื่องของ การไม่อนุญาตให้ถอนเป็นเงินสด ก็คือในช่วงแรก ๆ นั้นก็จะมีประเภทร้านรับแลกเงิน คือไม่มีการจับจ่ายใช้สอยจริง แต่ว่ามีการเอาสิทธิตรงนั้นไปแล้วก็ขอเงินคืนมา ก็มีกลุ่ม ที่เรียกว่าหากินแบบนี้ คือเที่ยวไปตามร้านต่าง ๆ แล้วก็บอกว่าอยากได้เงินสดไหม ก็ลงทะเบียนเข้าไปในประเภทร้านค้าขอรหัสเข้าตรงนี้ก็ทำให้เขาสามารถจะจ่ายเงินให้ทันที แล้วก็หักค่าหัวคิวไป อันนั้นก็คือสิ่งที่เกิดขึ้นนะครับ ผมเองก็เคยมีประสบการณ์ลงไปถาม ร้านค้าเหมือนกันปรากฏว่าร้านค้าที่ให้ความร่วมมือนั้นก็มีครับ เขาก็บอกว่ามาเจอพวกที่วิ่ง หาเงินอย่างนี้ เขาก็บอกเขาก็ไล่พวกนี้ไปเขาไม่รับ เพราะเขาเข้าใจเจตนารมณ์ของรัฐบาล ในการที่จะให้ความช่วยเหลือ เพราะฉะนั้นในเรื่องของการที่จะเข้าใช้สิทธิในเรื่องของ คนละครึ่ง ไม่ว่าจะเป็นถุงเงินหรือไม่ว่าจะเป็นเป๋าตังนั้น ก่อนที่ลงทะเบียนเข้าสิทธินั้น ก็จะมีการรับรองในเรื่องยอมรับในเงื่อนไขและหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ว่าจะไม่กระทำการใด ๆ ที่ฝ่าฝืนในเรื่องของระเบียบของการใช้เงินนะครับ แต่ก็ยังมีประเภทที่เราตรวจสอบแล้ว หลังจากที่โครงการออกก็มีการตรวจสอบว่ามีการเรียกว่าทำไม่ถูกต้องนั้นอยู่บ้างหรือไม่ ก็มี เพราะฉะนั้นวิธีการตรวจสอบนั้นก็เนื่องจากทางธนาคารกรุงไทยนั้นเป็นเจ้าของในเรื่อง เป๋าตังกับถุงเงินนะครับ แล้วก็มีวิธีการที่ทางกระทรวงการคลังกับทางธนาคารกรุงไทย ก็ร่วมกันในเรื่องของการตรวจสอบ เช่น สมมุติว่าการใช้จ่ายเงินซื้อของไม่ได้มีการซื้อจริง ซื้อที่นี่แต่ว่าของไปอยู่อีกที่หนึ่งห่างกันคนละจังหวัด จากภาคเหนือ ภาคใต้อย่างนี้มันไม่ได้ เพราะวัตถุประสงค์ต้องการให้จำกัดอยู่ในพื้นที่ที่มีความเดือดร้อนจริง ๆ อันนี้ก็เป็น วัตถุประสงค์ เพราะฉะนั้นก็จะมีกลุ่มที่ทำนอกเหนือกฎเกณฑ์ เพราะฉะนั้นเมื่อเราจับผิดได้ ตรงนี้ก็มีการส่งให้ตำรวจในเรื่องของการเข้าไปสำรวจแล้วก็สอบสวนในเรื่องว่ามีการกระทำผิด ตรงนี้จริงนะครับ ใช่ครับอย่างที่ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้บอกว่ามีตั้งแต่รายเล็ก ไปจนถึงรายเป็นล้าน ๆ ถึงระดับ ๕๐ ล้านบาทก็ยังมี ซึ่งอันนี้มันเกินกว่าความเป็นจริง เพราะในระบบเขาก็มีการจับผิดตรงนี้ได้นะครับ อย่างเช่นเรื่องของระยะทางของการ ใช้จ่ายเงินจากเชียงใหม่ลงไปที่ยะลาอย่างนี้มันไม่ใช่นะครับ ก็มีการตรวจสอบอยู่ ทีนี้ถามว่า มันมีเคส (Case) อยู่ประมาณเท่าไร จริง ๆ แล้วเมื่อเกิดเคส (Case) อย่างนี้ทางกระทรวง การคลังก็ได้แจ้งร้านค้าว่าได้กระทำผิดจริง ก็มีร้านค้าที่คืนเงินมายอมรับสารภาพก็คืนเงินมาก็มี แต่ในบางร้านก็อาจจะไม่เข้าใจตรงนี้ก็มาฟ้อง โดยสถิติแล้วจำนวนกรณีของคนละครึ่งนั้น ก็มีการดำเนินคดีทั้งหมด ๒๐๒ ราย ก็ได้สิ้นสุดไปแล้ว ๑๓๓ ราย โดยมีเงินคืน ๙๙ ราย แล้วก็อยู่ในระหว่างดำเนินการ ๖๙ ราย กรณีของโครงการเราชนะนั้นก็มีการเรียกเงินคืน ประมาณ ๒,๐๐๐ ราย ได้ส่งดำเนินคดีนั้น ๗ ราย ที่เหลืออยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวน และติดตามคืนเงิน เราเองในฐานะของรัฐฟ้องน้อยครับ จริง ๆ ฟ้องมีอยู่ ๗ รายเท่านั้นเอง แต่ว่าของภาคประชาชนนั้นก็มีการฟ้องเข้ามาเยอะมากประมาณ ๒๐๐ กว่าราย อันนี้ก็อยาก จะเรียนเป็นข้อมูลนะครับว่าในมาตรการของเรานั้นถ้าหากมีการคืนเงินเราก็จะถอนฟ้อง เราก็จะมีถอนแจ้งความถอนอะไรต่าง ๆ พวกนี้ ก็ขออนุญาตกราบเรียนครับ