พิธา ถามวิกฤติค่าครองชีพ-เงินเฟ้อ 7.1% รัฐบาลเร่งแก้ทันหรือไม่

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๐ · ๓๐ มิถุนายน ๒๕๖๕

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ตั้งกระทู้ถามสดถึงวิกฤติเศรษฐกิจที่รุนแรงจากค่าครองชีพที่พุ่งสูง โดยเฉพาะราคาน้ำมันเชื้อเพลิง อาหาร และค่าโดยสาร ซึ่งส่งผลให้ประชาชนเดือดร้อนอย่างกว้างขวาง พร้อมตั้งข้อซักถามถึงความยั่งยืนของมาตรการดูแลราคาน้ำมันและการใช้งบประมาณที่ขาดประสิทธิภาพ รวมถึงเรียกร้องให้รัฐบาลชี้แจงแผนรับมือสถานการณ์เลวร้ายสุดอย่างเป็นระบบและครอบคลุม เพื่อแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วนและตรงจุด

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล วันนี้ ขอทำหน้าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในการถามถึงความเดือดร้อนเร่งด่วนของพี่น้องประชาชน โดยการตั้งกระทู้ถามสดด้วยวาจาถามนายกรัฐมนตรี ถึงวิกฤติเศรษฐกิจของแพง ค่าแรงถูก ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ท่านประธานครับ ทุกวันนี้เราถามว่าสิ่งที่ทำให้พี่น้องประชาชนเดือดร้อน มากเป็นอันดับหนึ่งมากที่สุดก็คงไม่พ้นค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะที่ล้วงไป ในกระเป๋าก็หารายได้ไม่เจอตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)

คงจะเป็นราคาพลังงาน คงจะ เป็นราคาอาหาร คงจะเป็นราคาค่าเดินทาง คงจะเป็นรายได้ที่ลดลงที่เหมือนเป็นกำแพง ๔ ด้านที่ค่อย ๆ บีบความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนลงเรื่อย ๆ โดยที่มีหนี้ครัวเรือน เหมือนเป็นหลังคาที่คอยกดเขาให้เขารู้สึกกดดันแล้วก็บีบคั้นมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ ถ้าเราดูจากภาพใหญ่ตอนนี้เราอยู่ในเศรษฐกิจฟุบเฟ้อครับท่านประธาน ฟุบก็คือรายได้ เฟ้อก็คือรายจ่าย อันนี้เป็นภาพใหญ่ที่เราดูว่าเราอยู่ในช่วงที่เป็นรอยต่อของเศรษฐกิจ ที่ถึงแม้ว่าหลายประเทศจะเริ่มคลายล็อกดาวน์ (Lockdown) กลับมาปกติ อันนี้ทำให้อุปทาน เริ่มที่จะกลับมา การเดินทาง การท่องเที่ยว การค้า การลงทุนเริ่มจะกลับมา แต่การฟื้นฟู มันไม่เท่ากัน แต่ละประเทศก็สามารถที่จะฟื้นฟูได้ไม่เท่ากัน แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้ อุปสงค์หรือว่าซัปพลาย (Supply) ขึ้นมาเป็นระยะ ๆ ซึ่งถ้าเกิดเรามองไปข้างหน้า เรายังมี มหาพายุวิกฤติทางเศรษฐกิจอยู่อีก ๓ ลูกด้วยกัน

ลูกที่ ๑ ก็คงจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ความยืดเยื้อของสงคราม รัสเซีย-ยูเครน

ลูกที่ ๒ ก็คงจะเป็นเรื่องซีโร โควิด (Zero COVID) ของประเทศจีนที่น่าจะ กลับมาเร็วขึ้น ในขณะเดียวกันนักท่องเที่ยวจากจีนก็จะเริ่มกลับมา จีนก็จะเริ่มเข้าสู่โซ่มูลค่า อุปทาน อุปสงค์ของโลก ซึ่งก็จะมีนัยสำคัญอีกหลายประการ

ลูกที่ ๓ ก็คือการต่อสู้กับค่าเงินเฟ้อทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นประธานเฟด (Fed) เจอโรม พาวเวล ก็พูดแล้วว่าครั้งนี้ยาวแน่นอนพร้อมที่จะขึ้นดอกเบี้ยสู้ ประธานเฟด (Fed) อังกฤษพูดเมื่อวานว่าพร้อมที่จะขึ้นดอกเบี้ยสู้แอฟฟิลิเอชัน (Affiliation) คราวนี้ยาวนาน แน่นอน ซึ่งไม่น่าจะเป็นผลดีกับประเทศที่ค่าเงินบาทอ่อนที่สุดในรอบ ๖ ปี ไม่น่าจะเป็นผลดี ในช่วงที่การเดินดุลสะพัดของประเทศก็ติดลบ ไม่น่าจะเป็นผลดีสำหรับหนี้ครัวเรือนที่สูงเป็น ประวัติการณ์ เพราะว่าถ้าเกิดเราเป็นอย่างนี้ก็คือหมายความว่าเราขึ้นดอกเบี้ย ก็คือเป็น ภาระกับพี่น้องประชาชน นั่นก็คือความเร่งด่วนของปัญหาที่ทั้งรัฐบาลทั่วโลกก็ดี สภาก็ดี มีความจำเป็นที่จะต้องร่วมมือกันในการแก้ปัญหา เราทำงานเรื่องนี้ช้าไป ๗ วัน ท่านรัฐมนตรี กระทรวงการคลังตอบเองว่าใช้เงินวันละ ๗๐๐ ล้านบาท ๗๐๐ ล้านบาท คูณ ๗ วัน ๔,๙๐๐ ล้านบาท ก็ประมาณ ๕,๐๐๐ ล้านบาท แทนที่สภาแห่งนี้จะใช้สมองช่วยกันคิดกับทาง ฝ่ายรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน ท่านประธานครับ สำหรับแนวทาง ในการถามคำถามของผมในครั้งนี้ ๓ คำถาม ผมจะเอาประชาชนมาเป็นที่ตั้ง ท่านรัฐมนตรี คงทราบดีอยู่แล้วครับว่าค่าเงินเฟ้อตอนนี้ ๗.๑ เปอร์เซ็นต์ ผมสแกน (Scan) ลงไปดู ในรายละเอียดครับว่า ๓ ค่าครองชีพที่ขึ้นสูงที่สุดในภาวะเงินเฟ้อที่ประชาชนต้องแบกรับ คืออะไร ผมจึงจะตั้งคำถามแบบนั้น ไม่ได้ตั้งคำถามตามรัฐมนตรี ตามกระทรวง เราต้องเอา ประชาชนมาเป็นที่ตั้ง นั่นคือสาเหตุที่ผมต้องถามท่านนายกรัฐมนตรีเพราะมันข้ามกระทรวง ทำงานแบบองค์รวม อันดับที่ ๑ แน่นอนก็คือน้ำมันเชื้อเพลิงที่ขึ้น ๓๕ เปอร์เซ็นต์ อันดับที่ ๒ ถ้าท่านประธานดูรวม ๆ กันก็คือราคาอาหาร อันดับที่ ๓ ที่ขึ้นมากที่สุดก็คือค่าโดยสาร สาธารณะ ซึ่งผมคิดว่าท่านรัฐมนตรีอาคมถูกคนครับ ท่านเป็นอดีตเลขาธิการสภาพัฒน์ด้วย เป็นอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมด้วย เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังด้วย ก็น่าสามารถที่จะตอบคำถามในการตั้งคำถามของผมในครั้งนี้

สำหรับคำถามข้อที่ ๑ เกี่ยวกับวิกฤติพลังงาน สำหรับวิกฤติพลังงานในครั้งนี้ ขึ้นมา ๓๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ ทุกคนรู้ว่าขึ้นแน่นอนรู้สึกได้ คำถามก็คือว่าวิกฤติพลังงานในครั้งนี้ จะยืดเยื้อไปอีกนานเท่าไร ท่านนายกให้กรอบแนวทางไว้อย่างนี้ครับ ๓ แนวทางในการดูแล ราคาพลังงาน ข้อที่ ๑ ต้องยั่งยืน ข้อที่ ๒ ต้องมีประสิทธิภาพ ข้อที่ ๓ คือการช่วยเหลือ กลุ่มเปราะบาง อันนี้มาจากปากของนายกรัฐมนตรีเอง ถ้าดูจากภาพทางฝั่งซ้ายจะเห็นเลยครับว่าปัญหาภูมิรัฐศาสตร์โลกภาวะสงครามทำให้สต็อก (Stock) ของพลังงานหายไปจากตลาด บาร์กราฟ (Bar Graph) ที่อยู่ล่างสุดหายไปเลย หลังจากที่มีสงครามเกิดขึ้น ฝั่งขวาคือฟอร์แคสต์ (Forecast) ของดีมานด์ (Demand) ซัปพลาย (Supply) ของบาลานซ์ (Balance) เขาบอกว่าครึ่งปีหลังธุรกิจการท่องเที่ยวอาจจะกลับมา หน้าหนาวของฝั่งยุโรป อเมริกาขึ้นแน่นอน เพราะฉะนั้นบริษัท แมคเคนซี่ ซึ่งผมเชื่อว่า ท่านรัฐมนตรีอาคมรู้จักดี ก็บอกว่าวิกฤตินี้ยืดเยื้อไป ๑ ปีแน่นอน ซึ่งเมื่อยืดเยื้อก็ต้องถามถึง ความยั่งยืนครับว่าเราจะต้องใช้งบประมาณเท่าไรในการแก้ปัญหานี้ หน้า ๒ ครับ ทั้งหมด ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมคำนวณแล้ว ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทก็คือ ๑ ใน ๖ ของงบประมาณ แผ่นดินต่อประเทศทั้งปีในการที่จะใช้ดูแลราคาพลังงาน ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเราใช้ไปแล้ว ตั้งแต่ปี ๒๕๖๓ ถึงปี ๒๕๖๕ เราลดภาษีน้ำมัน ๕ บาทต่อไปอีก ๑ ปี ใช้เงินอีก ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าใช้กองทุนน้ำมันที่ขาดทุนอยู่เดือนละ ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท อีก ๑๒ เดือน ก็ ๒๔๐,๐๐๐ ล้านบาท รวมกันก็ ๕๖๐,๐๐๐ ล้านบาท อันนี้คือในเรื่องของความยั่งยืน เมื่อเราไปดูเรื่องของประสิทธิภาพต่อครับ คำถามก็เลยต้องถามท่านรัฐมนตรีว่างบประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทที่เยอะขนาดนี้เราใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้วก็ตรงจุดตามแนวทาง ของท่านนายกรัฐมนตรีหรือไม่ คำตอบก็คือว่าเมื่อผมไปดูรถดีเซล ดีเซลทั้งหมด ๑๒ ล้านคัน เป็นรถบรรทุก ๗.๕ ล้านคัน ที่เหลือเป็นรถนั่งส่วนตัว เป็นรถการเกษตร แล้วก็เป็นรถโดยสาร ซึ่งถ้าผมดูเร็ว ๆ อย่างนี้ไม่จำเป็นที่จะลดราคาแบบตีคลุมครับ เราสามารถแยกกลุ่ม ในการช่วยเหลือแล้วก็ลดค่าใช้จ่าย ลดงบประมาณลงได้แน่นอน รถนั่งส่วนตัว ผมเข้าใจว่า ท่านรองนายกวันนี้ไม่ได้มาตอบ แต่ท่านรองนายกใช้เบนซ์ เอส ๓๕๐ ดี (Benz S350 D) ดี (D) ก็คือดีเซลนะครับ ถ้าใช้ซีรีส์ ๗ (Series 7) ก็ยังเป็นดีเซลนะครับ ถ้าใช้พอร์ช คาเยนน์ (Porsche Cayenne) ก็ยังเป็นดีเซล เพราะฉะนั้นคนที่มีอันจะกินอาจจะไม่จำเป็นที่ต้องไป ช่วยเหลือเขาในเรื่องดีเซล อันนี้คือในแง่ของประสิทธิภาพ ในแง่ของความเปราะบาง คนจน ที่สุด ๔.๓ ล้านครัวเรือนใช้เบนซิน ไม่ได้ใช้ดีเซล ใช้เบนซินอยู่ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ใช้ดีเซลอยู่แค่ ๑๖ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นอันนี้ประสิทธิภาพกับความตรงจุดก็เป็นสิ่งที่ต้องตั้งคำถาม เพื่อที่จะย้อนกลับไปที่เงื่อนไขที่ท่านนายกตั้งขึ้นมาเอง

คำถามข้อที่ ๑ จากสถานการณ์ที่ได้กล่าวบริบทมาในเรื่องของความยั่งยืนก็ดี ถ้าต้องต่อไปอีก ๑ ปีนี่ใช้เงินมากมหาศาล ในเรื่องของประสิทธิภาพก็มาก ในเรื่องของ กลุ่มคนเปราะบางก็ไม่ได้ช่วยเหลือจริง ผมอยากจะถามถึงแผนสำรองครับท่านรัฐมนตรีว่า แผนสำรองในกรณีที่มันยืดเยื้อไปมากกว่านี้ท่านยังจะคงมาตรการเดิมแบบนี้หรือเปล่า ขอความช่วยเหลือจากกลุ่มโรงกลั่นก็ยังไม่เป็นผลสำเร็จ ผมอ่านดูท่านรัฐมนตรีก็ให้ข่าวว่า จะใช้งบกลางเข้าไปช่วย งบกลางผมดูแล้วก็เหลืออยู่แค่ ๘๐,๐๐๐ กองทุนขาดทุนอยู่ ๑๐๐,๐๐๐ แค่ใช้หนี้กองทุนยังไม่หมดเลย ก็เลยอยากจะถามท่านรัฐมนตรีเป็นคำถามที่ ๑ ว่า คอนทินเจนซีแพลน (Contingency Plan) นักยุทธศาสตร์ต้องคิดถึงแผนสำรองในกรณีที่เป็น เวิสต์ เคส ซีเนริโอ (Worst Case Scenario) หรือสถานการณ์ที่มันแย่ที่สุด แผนสำรองของ รัฐบาลคืออะไรครับ ขอบพระคุณครับ