พิสิฐ ลี้อาธรรม แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการรายงานงบประมาณ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของงบลงทุน งบดำเนินงาน และเงินอุดหนุนต่าง ๆ และขอให้สำนักงบประมาณให้ข้อมูลเพิ่มเติม นอกจากนี้เขายังหารือเรื่องงบประมาณที่เพิ่มขึ้น และเรียกร้องให้กรมบัญชีกลางและกระทรวงการคลังดูแลการใช้จ่ายงบเหล่านี้อย่างเหมาะสม นอกจากนี้เขายังกล่าวถึงการประมาณงบประมาณที่ต่ำเกินไป ทำให้ต้องโอนย้ายจากงบกลาง โดยไม่มีการแจกแจงรายละเอียด ทำให้ไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าเหมาะสมหรือไม่
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิสิฐ ลี้อาธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ เรื่องของการรายงานฉบับนี้ก็เป็นไปตาม พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณ ซึ่งให้มีการรายงานเฉพาะเรื่องของงบกลาง งบบูรณาการและงบบุคลากร แท้ที่จริงแล้ว ในงบประมาณยังมีหมวดอื่นที่มีความสำคัญมากกว่าก็คืองบลงทุน งบดำเนินงาน และเงินอุดหนุนต่าง ๆ ซึ่งเผอิญ พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณ ปี ๒๕๖๑ มาตรา ๕๑ ไม่ได้ระบุ ให้มีการมารายงานต่อสภา แต่ก็จะเป็นสิ่งที่พวกเราในฐานะตัวแทนประชาชนคงต้องให้ ความสนใจ เพราะฉะนั้นถ้าเกิดสำนักงบประมาณจะกรุณาให้ข้อมูลเพิ่มเติมด้วยก็จะ ขอบคุณมากเรื่องของการโอนงบประมาณรายจ่าย ทีนี้ในการโอนงบประมาณครั้งนี้ จริง ๆ แล้วมีเฉพาะ ๓ รายการคือเรื่องของบุคลากร บูรณาการ แล้วก็งบกลาง ๒ รายการแรกคือบุคลากรและบูรณาการผมจะไม่พูดถึง จะขอพูดถึงเฉพาะงบกลาง ช่วยฉายสไลด์ (Slide) ด้วยนะครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
งบประมาณในปี ๒๕๖๕ มียอด ๓.๑ ล้านล้านบาท แล้วก็มีงบกลางอยู่ประมาณ ๕๘๗,๐๐๐ ล้านบาท แต่ว่ามีงบของบำเหน็จ บำนาญ เบี้ยหวัดประมาณ ๓๑๐,๐๐๐ ล้านบาท คิดเป็นประมาณ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของ งบประมาณรายจ่ายประจำปี แล้วก็มีการโอนครั้งนี้เพิ่มให้อีก ๕,๒๙๖ ล้านบาท ซึ่งอาจจะ ดูไม่มาก แต่ถ้าท่านดูย้อนหลังไปถึงปี ๒๕๔๑ เปรียบเทียบกับที่ท่านประธานสมัยนั้น เป็นนายกรัฐมนตรี ครั้งที่ ๒ งบประมาณรายจ่ายเรามีประมาณ ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท มีงบกลางอยู่ ๗๖,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็มีเบี้ยหวัดอยู่ ๒๘,๐๐๐ ล้านบาท เบี้ยหวัดเป็น สัดส่วนของงบประมาณอยู่ที่ประมาณ ๓.๕ เปอร์เซ็นต์ แต่ ณ บัดนี้ปี ๒๕๖๕ เบี้ยหวัด เป็นสัดส่วนถึง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี ซึ่งถือว่ามีการเพิ่มขึ้นมาก ถึงกว่า ๓ เท่าตัว แล้วก็เป็นการสอดคล้องกับงบกลางที่เพิ่มขึ้น เป็นรายการที่ใหญ่ที่สุด ในงบกลาง แท้ที่จริงแล้วเรื่องของการโอนเบี้ยหวัดบำนาญไม่ใช่หน้าที่ของสำนักงบประมาณ โดยตรง เป็นของกรมบัญชีกลางที่ดูแลการจ่ายงวดหนี้ เพราะฉะนั้นจริง ๆ แล้วครั้งหน้าน่าจะ มีคนจากกรมบัญชีกลางมาชี้แจงเรื่องนี้ว่าท่านมีการบริหารจัดการเรื่องของงบเบี้ยหวัด บำเหน็จบำนาญอย่างไร มีการดูแลไม่ให้มีการรั่วไหลหรือมีการทำที่ไม่ถูกต้องตามระเบียบ อะไรหรือไม่ งานนี้ไม่ใช่งานของสำนักงบแต่เป็นงานของกรมบัญชีกลาง ผมคิดว่าถ้าเรา ไม่ดูแลการจ่ายในลักษณะนี้ก็จะทำให้งบประมาณเราต่อไปจะมีปัญหามากขึ้น คือยอดเงิน ของงบประมาณจะถูกกินโดยค่าใช้จ่ายลักษณะนี้ เช่นเดียวกันงบรักษาพยาบาลมีอยู่ ๗๔,๐๐๐ ล้านบาท แต่ว่ามีไม่พอใช้จ่ายท่านก็เลยโอนมาอีก ๙,๐๕๐ ล้านบาท ก็คือโอนเกินกว่า ๑๒ เปอร์เซ็นต์ เพิ่มขึ้นอีก สิ่งนี้ก็เป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วงถ้าหากเราไม่มีการดูแลงบเหล่านี้มันก็จะบานเหมือนกับ งบเบี้ยหวัดบำนาญ ก็เช่นเดียวกันงานลักษณะนี้เป็นงานของกรมบัญชีกลาง เพราะฉะนั้น ผมไม่หวังจะให้ทางสำนักงบประมาณตอบนะครับ จริง ๆ แล้วต้องขออนุญาตให้ส่งผ่านไปยัง กรมบัญชีกลางและกระทรวงการคลังให้ช่วยดูแลการใช้จ่ายงบเหล่านี้ว่าต้องอยู่ในกรอบ ที่เหมาะสม มิฉะนั้นแล้วเราก็จะไม่มีเงินเหลือสำหรับการลงทุนหรือการใช้จ่ายอื่นที่เรา มีความจำเป็น เพราะฉะนั้นการใช้จ่ายที่ต้องมีการใช้งบกลางถึง ๑๔,๖๐๐ ล้านบาทครั้งนี้ ก็อยากจะขอสอบถามทางสำนักงบประมาณว่ามีการใช้เงินคงคลังหรือไม่ พูดง่าย ๆ ก็คือว่า งบกลางที่ตั้งไว้ในงบประมาณประจำปีถึง ๕๘๗,๐๐๐ ล้านบาท มีเหลืออยู่หรือเปล่า หรือถ้าไม่เหลือในปี ๒๕๖๕ ที่สิ้นสุดไปแล้วท่านได้มีการใช้เงินคงคลังไปแค่ไหน แล้วก็ เงินคงคลังที่ใช้ก็คงจะต้องมีการมาตั้งในงบประมาณปี ๒๕๖๗ ต่อไป อันนี้ก็จะเป็นภาระ ในอนาคตข้างหน้าที่มีการตั้งงบประมาณเหล่านี้ต่ำไป
สุดท้าย กลับมาถึงสำนักงบประมาณว่าเหตุใดท่านจึงประเมินการใช้จ่าย ส่วนนี้ต่ำเกินไปจนต้องมีการมาโอนย้ายงบประมาณจากงบกลาง ผมมองว่าอันนี้จะเป็น บทเรียน ผมเคยอภิปรายในสภาแล้วว่าในการนำเสนองบกลางท่านต้องแจกแจงรายละเอียด เพื่อจะได้ช่วยกันตรวจสอบ แต่ท่านให้กระดาษมาแผ่นเดียวแต่ว่ามีการใช้จ่ายถึง ๕๘๗,๐๐๐ ล้านบาท โดยที่ไม่มีรายละเอียดให้สภาได้ดู เราก็ไม่สามารถช่วยท่านตรวจสอบ ได้ว่าที่ตั้งมานี้เหมาะสมหรือไม่ แล้วก็นำไปสู่การที่เรามีการโอนเงินลักษณะนี้เกิดขึ้น ขอบพระคุณมากครับ