พิสิฐ ลี้อาธรรม หารือเรื่องการปฏิบัติงานของ กสทช. โดยเฉพาะเรื่องการหลอกเงินผ่านโทรศัพท์และศูนย์รับเรื่องร้องเรียน และเรียกร้องให้ กสทช. ชี้แจงว่าได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างไร พร้อมหารือเรื่องกฎหมายที่ไม่เท่าทันกับเทคโนโลยี และการทำงานของ กสทช. ที่มีบทบาทในการปกป้องประโยชน์ของประชาชนในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิสิฐ ลี้อาธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ก่อนอื่นก็ขอบคุณทางคณะกรรมการติดตาม ตรวจสอบและประเมินผล การปฏิบัติงานของ กสทช. ที่ได้จัดทำรายงานของปี ๒๕๖๔ มาอย่างเรียบร้อย แล้วก็มีการ รายงานของแต่ละท่านที่เป็นกรรมการ ซึ่งแต่ละท่านก็ได้ให้ความคิดเห็นหลายประการ ที่เป็นประโยชน์ ซึ่งผมก็จะขออนุญาตใช้สิ่งที่ท่านเขียนมาเพื่อสอบถามไปยัง กสทช. ได้ช่วยชี้แจงว่าที่ทางคณะกรรมการได้ตั้งประเด็นขึ้นมา ทาง กสทช. ได้มีการดำเนินการ คืบหน้าไปอย่างไร แล้วก็มีปัญหาหรือมีข้อขัดข้องอย่างไรนะครับ
ประการแรก เรื่องของการที่มีคอลเซ็นเตอร์ (Call Center) แล้วก็เป็นข่าวอยู่ แทบทุกวันที่จะมีการโทรศัพท์มาถึงพี่น้องประชาชน แม้กระทั่งผมเองก็ได้รับอยู่เป็นระยะ ๆ ซึ่งถือว่าเป็นการหลอกเงิน เป็นการฉ้อโกงประชาชน ข่าวที่ออกมาน่ากลัวมากว่าเงินในบัญชี อาจจะหายทั้งหมด สิ่งเหล่านี้ที่ผมอยากจะขอให้ทาง กสทช. ได้มีมาตรการทั้ง ๒ ด้านครับ ด้านหนึ่งก็คือให้คำชี้แจงกับประชาชน ท่านได้มีการชี้แจงสักแค่ไหนในเรื่องนี้ว่าเรื่องเหล่านี้ ท่านมีบทบาท มีความสามารถในการดูแลจัดการได้แค่ไหน หรือว่าการที่มีการหลอกเงิน บัญชีแบงก์มันจริงไหม พวกเราไม่ทราบเลยว่ามันเป็นข้อเท็จจริงหรือว่าเป็นการเฟกนิวส์ (Fake News) กันอย่างที่ เห็นกันอย่างดาษดื่น นั่นก็เป็นเรื่องหนึ่ง แล้วก็บทบาทหน้าที่นี้ควรจะเป็นของ กสทช. หรือเป็นของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม อันนี้เป็นความสับสนที่กระผมในฐานะ ประชาชนคนหนึ่งก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน
ประการที่ ๒ ที่ท่านประธานกรรมการได้กล่าวถึงก็คือเรื่องของศูนย์รับเรื่อง ร้องเรียน โดยให้เป็นศูนย์ข้อมูลอัจฉริยะเพื่อผู้บริโภค ที่ท่านได้มีการทักขึ้นมาเป็นประโยชน์ อย่างมาก แล้วก็ไม่ทราบว่าทาง กสทช. ได้จัดทำเรื่องนี้มากน้อยแค่ไหน อยากจะขอให้ท่าน ได้ช่วยชี้แจงเพราะว่าผู้บริโภคทุกวันนี้เราไม่แน่ใจว่าเราถูกเอาเปรียบแค่ไหน แล้วบริการ ที่เราใช้อยู่เป็นบริการที่เหมาะสมหรือไม่ อันนี้ก็เป็นประเด็นที่อยากจะขออนุญาตให้ท่าน ได้ชี้แจง
ประการที่ ๓ ที่ท่านได้กล่าวว่ายังมีช่องว่างด้านกฎหมายไม่เท่าทันกับ การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำในยุคดิจิทัล อันนี้เป็นเรื่องใหญ่เลย แล้วก็เหตุผลหนึ่งที่มีการจัดตั้ง กสทช. ให้เป็นองค์กรอิสระ แล้วก็ให้เป็นอิสระจากการเมือง ก็คือไม่อยู่ในรัฐบาล ก็คือหวังว่าท่านจะมีการทำงานที่ไม่ถูก พูดง่าย ๆ คือแทรกแซงในทาง การเมือง ท่านสามารถที่จะปกป้องประโยชน์ของประชาชนโดยการให้ประชาชนได้รับ ประโยชน์ทางเทคโนโลยีอย่างเต็มที่ แต่ในเมื่อท่านประธานกรรมการทักขึ้นมาอย่างนี้ก็เลย ไม่แน่ใจว่าบทบาทของ กสทช. ทุกวันนี้ที่เราจัดตั้งขึ้นมาอยู่ในรัฐธรรมนูญท่านได้ทำหน้าที่นี้ มากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการเรียนรู้ดิจิทัล ผมเองก็ได้สัมผัสกับพื้นที่ มากบ้าง น้อยบ้าง ก็ได้รับทราบว่ามีปัญหาอย่างมาก โดยเฉพาะในช่วงของโควิด-๑๙ (COVID-19) นักเรียนไม่สามารถไปโรงเรียนได้ แต่ครั้นเมื่อมีการเรียนออนไลน์ (Online) ก็มี ข้อจำกัดมากมายด้วยกัน นอกเหนือจากเรื่องของมีอุปกรณ์ที่ไม่พร้อมแล้ว แม้กระทั่ง คลื่นความถี่หรือเรื่องของการส่งสัญญาณไวไฟ (WiFi) ก็ได้แค่จำกัด ไม่สามารถที่จะ ใช้ประโยชน์ได้เต็มที่ ก็น่าเสียดายเพราะว่าเป็นโอกาสที่เยาวชนที่เรียนอยู่ที่บ้านน่าจะได้ ประโยชน์จากเทคโนโลยี แต่ในเมื่อเราไม่พร้อมในเรื่องนี้ก็ทำให้เราไม่ได้ประโยชน์เท่าที่ควร
ประการต่อไปมีกรรมการท่านพูดถึงเรื่องของการไม่มีความคืบหน้าและ ผลลัพธ์ของการจัดตั้งศูนย์ทดลองคลื่นความถี่แห่งชาติ อันนี้ก็น่าแปลกใจว่าทำไมจึงยังไม่มี ความคืบหน้า ทั้งที่จริง ๆ เป็นงานสำคัญที่เราจัดตั้งองค์กรนี้ขึ้นมาคือ กสทช. เพื่อจะปฏิบัติ หน้าที่นี้ ส่วนในเรื่องของการนำสายสื่อสารลงใต้ดินหรือการจัดระเบียบสื่อสารผมเองก็เจอ ปัญหาถนนพระราม ๓ ที่มีการนำสายลงดิน ไม่แน่ใจว่าเป็นสายไฟฟ้าหรือสายสื่อสารด้วย แต่ปรากฏว่าถนนทั้งสายรถวิ่งยังไม่สะดวกเลย เพราะว่าถนนก็จะไม่ราบเรียบ พูดง่าย ๆ คือ สายไฟฟ้าลงดินก็จริงแต่ว่าถนนเสียหาย ไม่แน่ใจว่าอันนี้จะต้องเป็นความรับผิดชอบ ของฝ่ายไหน แล้วก็เรื่องของมาตรการช่วยเหลือและผู้ไม่เคยได้รับบริการจากมาตรการ ช่วยเหลือ อันนี้จากปัญหาเรื่องโควิด (COVID) กสทช. จะมีบทบาทตรงนี้อย่างไร อันนี้เป็น สิ่งที่ท่านกรรมการได้ยกขึ้นมา
แล้วก็อีกประการหนึ่งเป็นประการสุดท้ายที่กระผมขออนุญาตยกขึ้นมาก็คือ เรื่องของมาตรฐานของเครื่องมือสื่อสาร ในยุโรปมีการออกเป็นกฎหมายบังคับใช้ว่า ผู้ประกอบการที่ขายเครื่องมือให้เราอยู่ ๆ จะมาบังคับให้เราซื้ออุปกรณ์เชื่อมต่อ ซึ่งมีมาตรฐานหลากหลายด้วยกัน เสียเงินเสียทองอยู่บ่อยครั้งในการที่ต้องไปซื้อตัวเชื่อมต่อ ตัวสายชาร์จ (Charge) เหล่านี้เป็นต้น ซึ่งยุโรปเขาบังคับเลยว่าให้มีมาตรฐานเดียวเพื่อจะเป็น การปกป้องคุ้มครองผู้บริโภค ผมก็เลยอยากจะขออนุญาตใช้โอกาสนี้สอบถามว่า ทาง กสทช. ได้มีมาตรการปกป้องผู้บริโภคไม่ให้ถูกเอาเปรียบได้อย่างไร ในเมื่อทุกวันนี้ถ้าเรา ไปซื้ออุปกรณ์จะมีการต้องซื้ออุปกรณ์พ่วง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสายเสียบมีมากมายด้วยกัน แล้วก็อย่างในห้องประชุมเราทุกวันนี้จริง ๆ น่าจะมีสายสำหรับอุปกรณ์สื่อสารของเราแต่เป็นช่องที่พวกเราเองก็ใช้ไม่เป็น เป็นช่อง สำหรับโทรศัพท์มากกว่าซึ่งมันไม่มีประโยชน์ครับ อันนี้ก็อีกประการหนึ่งที่อยากจะ ขออนุญาตฝากให้ กสทช. ได้ช่วยมาตรวจสอบให้ด้วยครับ ขอบพระคุณมากครับ