สาทิตย์ ชี้เพิ่มมาตรา 8/1 ถอดถอนท้องถิ่น ขัดเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๖ · ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๕

สาทิตย์ วงศ์หนองเตย ตั้งข้อสังเกตถึงความขัดแย้งในร่างกฎหมายเกี่ยวกับการถอดถอนผู้บริหารท้องถิ่นตามมาตรา ๘/๑ ที่เปลี่ยนวิธีจากอำนาจผู้กำกับดูแลมาเป็นการลงชื่อถอดถอนผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ แต่กำหนดให้ต้องแสดงหลักฐานและลงลายมือชื่อ ซึ่งขัดหลักความลับในการลงคะแนนเสียงและอาจเปิดเผยตัวผู้ถอดถอน ส่งผลให้เกิดการปิดกั้นสิทธิและขัดเจตนารมณ์ของประชาธิปไตย โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับกฎหมายปี ๒๕๔๒ ที่รักษาความลับของผู้มีสิทธิ์ถอดถอนไว้ และตั้งข้อสงสัยต่อความพร้อม

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ตรัง

ท่านประธานที่เคารพ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ เนื่องจากมาตรา ๘/๑ เป็นมาตราที่คณะกรรมาธิการเพิ่มขึ้นมาใหม่ แล้วก็ในการเพิ่มขึ้นมาใหม่นี้เป็นการเพิ่มขึ้นมา แล้วก็ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญของกฎหมายด้วย ประเด็นก็คือว่าเดิมที ในมาตรา ๘ ร่างกฎหมายฉบับนี้เขียนเรื่องการถอดถอนผู้บริหารท้องถิ่นและสมาชิก สภาท้องถิ่น โดยใช้วิธีการที่สามารถจะใช้แค่การให้ผู้กำกับดูแลสอบสวน แล้วก็สามารถที่จะ ถอดถอนได้ ซึ่งก็ถูกเพื่อนสมาชิกหลายท่าน รวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้งหลาย คัดค้านมาว่าการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นกับผู้บริหารท้องถิ่นนั้นมาจากประชาชนโดยตรง แต่ครั้นพอถึงเรื่องถอดถอนก็ไปให้อำนาจผู้กำกับดูแลสามารถที่จะสอบสวนแล้วก็ถอดถอนได้ ซึ่งน่าจะขัดหลัก แต่ทีนี้กรรมาธิการได้กลับไปแก้ไขใหม่ แล้วก็เอาอำนาจของผู้กำกับดูแล เรื่องของการสอบสวนและถอดถอนออกไป แล้วก็เปลี่ยนแปลงสาระสำคัญว่าเอาละต่อไปนี้ ผู้กำกับดูแลไม่สามารถสอบสวนเพื่อถอดถอนได้แล้ว แล้วก็เปลี่ยนมาเป็นวิธีใหม่ ประเด็นที่ ผมจะชี้ให้ท่านประธานกับเพื่อนสมาชิกได้เห็นก็คือว่านี่คือปัญหาของตัวกฎหมายฉบับนี้ครับ ปัญหานี้คือการกลับไปกลับมาของการไปตีความรัฐธรรมนูญ แล้วก็ตีความตามใจของผู้ที่ไป ออกกฎหมาย เดิมทีท่านบอกว่าผู้กำกับดูแลสอบสวนได้ แล้วถ้าเห็นว่ามีมูลก็ไปถอดถอนได้ด้วย ก็โดนตีว่า ไปขัดหลักของการที่ให้ประชาชนนั้นมีสิทธิแต่งตั้งคือการเลือกตั้งผู้บริหารกับสมาชิก สภาท้องถิ่นโดยตรงมาและเป็นการเลือกโดยตรงและลับ แต่พอโดนตีว่าผิดหรือขัดหลัก ประชาธิปไตยท่านเปลี่ยนใหม่ แต่วิธีการที่ท่านเปลี่ยนใหม่มานี้ผมก็ยังเห็นว่าเป็นการขัดหลัก อยู่ดีครับ ท่านเปลี่ยนมาเป็นมาตรา ๘/๑ ว่าให้ใช้วิธีการลงชื่อพูดง่าย ๆ ถ้าลงชื่อถอดถอนครบ ตามจำนวนที่กฎหมายฉบับนี้เขียนไว้ให้ถือว่าที่เลือกตั้งมานี้เป็นอันถูกถอดถอนทันที อันนี้จะเป็นปัญหาครับ ท่านไปเขียนในมาตรา ๘/๑ ว่าวิธีการที่จะไปถอดถอนคือ มาตรา ๘/๑ การเชิญชวนผู้มีสิทธิเข้าชื่อให้ร่วมเข้าชื่อกันให้ครบจำนวนตามมาตรา ๗ จะทำเป็นหนังสือ หรือเชิญชวนผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ก็ได้ แต่พอในวรรคสองของ มาตรา ๘/๑ ที่ท่านเพิ่ม ท่านบอกว่าการร่วมเข้าชื่อต้องมีหลักฐานแสดงเอกสารตามมาตรา ๙ (๑) กับ (๒) พร้อมทั้ง ลงลายมือชื่อแล้วก็ส่งไปยังสถานที่ผ่านทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ที่พูดเชิญชวนกำหนดไว้ ในหนังสือเชิญชวนหรือสื่ออิเล็กทรอนิกส์ตามวรรคหนึ่ง พูดง่าย ๆ ก็คือว่ามีคนเชิญชวน ให้ถอดถอน การร่วมเข้าชื่อต้องมีการลงลายมือชื่อพร้อมทั้งแสดงเอกสารหลักฐานไปด้วย ปัญหาที่จะมีตามมาก็คือว่าเวลาเราลงคะแนนเสียงเลือกตั้งเป็นการลงโดยตรงและลับ ลับว่าไม่บอกว่าคนนั้นเลือกใคร เพราะการบอกว่าเลือกใครนี้จะเป็นการเปิดเผยเจตนา ของคนคนนั้น แล้วก็จะทำให้เสียหลักการเรื่องความลับของการลงคะแนนเสียงไป แต่ครั้น พอถึงตอนถอดถอนครับ กฎหมายฉบับนี้ไปบัญญัติว่าใครจะถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่นคือไปถอดถอนเพื่อนต้องเปิดเผยตัวด้วยว่าตนเองเป็นผู้ถอดถอนคนคนนั้น เจตนามันคืออะไรกันแน่ครับ ในทางหนึ่งนี่มันเหมือนกับปิดกั้นด้วยนะครับ คล้าย ๆ กับว่า ถ้าคุณจะถอดถอนคุณต้องเปิดเผยนะว่าคุณไม่เอาด้วยกับคนนี้ แล้วหลักการที่มาตั้งแต่ต้น ที่ไปแต่งตั้งเขาโดยการเลือกตั้งเป็นการลงคะแนนเสียงโดยตรงและลับ หลักการนั้น หายไปไหน ถ้าเทียบกับกฎหมาย ปี ๒๕๔๒ ให้ลงคะแนนเสียงถอดถอนผู้บริหารท้องถิ่น ก็ต้องไปลงคะแนนเสียงโดยตรงและลับว่าจะถอดถอนเขา มันเป็นการรักษาสิทธิของคน คนนั้นว่าเป็นความลับของคนคนนั้นว่าจะถอดถอนหรือไม่ แต่พอคุณเปลี่ยนมาใช้วิธีการนี้ กรรมาธิการเปลี่ยนมากลายเป็นไปเปิดเผยครับ นี่คือปัญหาของตัวกฎหมายฉบับนี้ผมว่า มันขัดหลักที่เป็นมาตั้งแต่ต้น กับ ๒ ในวรรคสามนี้ท่านเขียนว่ากรณีกระทรวงมหาดไทย หรือองค์กรปกครองท้องถิ่นมีระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่สามารถยืนยันตัวบุคคล และตรวจสอบความเป็นผู้มีสิทธิเข้าชื่อได้ การเข้าชื่อถอดถอนผ่านระบบเทคโนโลยี สารสนเทศดังกล่าวให้กระทำได้โดยไม่ต้องลงลายมือชื่อ อันนี้เป็นปัญหาต่อมานะครับ ในวรรคสองบอกว่าต้องลงชื่อ แต่ถ้ามีระบบบอกว่าไม่ต้องลงลายมือชื่อ คำถามจะเหมือนกับ เพื่อนสมาชิกคือมีหรือครับระบบแบบนั้น แล้วระบบแบบนั้นเป็นระบบที่ควรใช้หรือไม่ เพราะการยืนยันเจตนาต้องลงลายมือชื่อ แต่ถ้าใช้วิธีการลงคะแนนเสียงถอดถอน ผู้ที่จะไป ลงคะแนนเสียงต้องไปลงลายมือชื่อก่อนเข้าคูหาครับ พอลงลายมือชื่อก่อนเข้าคูหายืนยัน ตัวตนแล้วก็รับบัตร รับบัตรเสร็จแล้วก็ไปกาบัตรว่าตกลงจะถอดถอนคนคนนั้นหรือไม่ กระบวนการจึงจะครบครับ แต่กระบวนการที่กรรมาธิการบัญญัติไว้นี้ผมว่าจะเป็นปัญหาของ ตัวกฎหมายฉบับนี้ ขัดทั้งหลักความเป็นประชาธิปไตย ขัดหลักที่จะปกปิดหรือสงวนสิทธิ์ ของผู้ที่แสดงเจตนาเอาไว้และยังเปิดโอกาสเรื่องในวรรคสามว่าถ้าเกิดมีระบบเทคโนโลยี สารสนเทศแล้วไม่ต้องลงลายมือชื่อก็ได้ซึ่งจะนำไปสู่ปัญหาติดตามมาอีกเยอะ เพราะฉะนั้น มาตรานี้ที่เพิ่มขึ้นมาใหม่นั้นผมต้องไม่เห็นด้วยและทั้งมีคำถาม ท่านกรุณาตอบให้ชัดเจนว่า ในวรรคสามนี้มันมีหรือไม่อย่างไร และสามารถที่จะป้องกันเรื่องการทุจริตได้หรือไม่ กับท่านจะตอบเรื่องของการขัดหลักการแสดงเจตนาที่ต้องปกปิดความลับของเขาเอาไว้ หรือไม่อย่างไรด้วยครับ ขอบพระคุณครับ