คารม ถาม กกต. เสริมประชาธิปไตย-โปร่งใสแบ่งเขตเลือกตั้งอย่างไร

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๕ · ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๕

คารม พลพรกลาง ตั้งข้อสังเกตและสอบถามถึงบทบาทของคณะกรรมการการเลือกตั้งในการส่งเสริมประชาธิปไตย การมีส่วนร่วมของประชาชน และความโปร่งใสในการแบ่งเขตเลือกตั้ง พร้อมเสนอให้เพิ่มประสิทธิภาพการเผยแพร่ข้อมูลผ่านองค์กรต่าง ๆ เพื่อรองรับการเลือกตั้งปี 2566 และเน้นย้ำความจำเป็นในการสร้างความเข้าใจด้านการเมือง เพื่อป้องกันความขัดแย้งและสร้างนักการเมืองที่มีคุณภาพ รวมถึงตั้งคำถามถึงข้อจำกัดทางกฎหมายที่จำกัดบทบาท ส.ส. ในการช่วยเหลือประชาชนช่วงภัยพิบัติ ขณะเรียกร้องให้ทุกฝ่ายร่วมกันปกป้องระบอบประชาธิปไตยภายใต้พระมหากษัตริย์อย่างมั่นคง

นายคารม พลพรกลาง แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม นายคารม พลพรกลาง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ จังหวัดร้อยเอ็ด รับทราบรายงานผลการปฏิบัติงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๓ ก็ขออนุญาตที่จะอภิปรายแสดงความคิดเห็นสัก ๓ ประเด็น แม้ว่ารายงานฉบับนี้จะล่าช้า นี่ปี ๒๕๖๕ แล้ว แต่ก็น่าจะเป็นแนวทางได้

ประเด็นแรก ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ต้องสอบถามเหมือนกัน แต่ก็เป็นเรื่องที่ ไม่ได้ปรากฏชัด เนื่องจากเป็นรายงานของปี ๒๕๖๓ อย่างในหน้า ๓๓ เป็นเรื่องการส่งเสริม การมีส่วนร่วม ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญมาก การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่จะเกิดขึ้น ในปี ๒๕๖๖ อย่างไรก็ต้องเกิดขึ้น ผมอยากจะเรียนถามว่าข้อมูลในหน้า ๓๔-๓๕ นี้ เป็นเรื่องเกี่ยวกับการให้ความรู้ เผยแพร่เกี่ยวกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งท่านได้จำแนกออกมาว่าท่านได้มีกลุ่มในการทำกิจกรรมเพื่อให้คนมีความรู้ อยากเรียน ท่านประธานอย่างนี้ครับว่าถ้า กกต. ได้ทำงานอย่างจริงจัง แล้วก็ให้ความรู้กับชาวบ้าน คนที่จะใช้สิทธิเลือกตั้งอย่างมีความรู้ที่เพียงพอ เราจะได้นักการเมืองตั้งแต่ท้องถิ่น ซึ่ง กกต. ก็ควบคุมนักการเมืองระดับชาติคือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีคุณภาพด้วย ผมจึงอยาก สอบถามว่าในปี ๒๕๖๖ ที่จะมีการเลือกตั้ง ท่านได้มีการเผยแพร่ความรู้ในช่องทางตามหน้า ๓๕ เหมือนเช่นเดิมหรือเปล่า มีผ่านกลุ่มองค์กรต่าง ๆ นี่คือคำถามแรก เพราะเหตุว่า ถ้าได้ผ่านกลุ่มเหล่านี้ท่านถึงจะเท่าทัน ท่านถึงจะสู้กับสื่อโซเชียล (Social) ในปัจจุบันนี้ได้ ท่านประธานจะเห็นว่าทุกวันนี้สื่อโทรทัศน์ที่มีอิทธิพลโจมตีนักการเมือง ทั้งที่สุดท้ายก็ต้อง เลือกนักการเมืองเข้ามาบริหารประเทศ กกต. มีหน้าที่ต้องพูดความจริง ต้องอธิบายความ ต้องรักษานักการเมืองเหมือนกัน ถ้าไม่มีนักการเมือง กกต. ก็ไม่รู้จะทำหน้าที่อะไร นี่คือ เรื่องแรก

เรื่องที่ ๒ อยู่ในหน้า ๙๔ ครับ หน้า ๙๔ เป็นการที่ท่านวิเคราะห์ปัญหาขึ้นมา ผมก็อ่านอย่างละเอียด และเป็นประเด็นที่ผมเห็นตรงทั้งหมดทั้ง ๕ ประเด็น ทั้ง ๕ ประเด็น เป็นเรื่องที่สำคัญมากเลยและตรง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องขาดความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับ การปกครองระบอบประชาธิปไตย ขาดวัฒนธรรมทางการเมืองที่ดี เกิดความขัดแย้ง เอารูปแบบการปกครองทางตะวันตก ไม่คำนึงถึงบริบทสังคมไทย อันนี้ตรงกับผมศึกษา แล้วก็ผมเข้าใจด้วยนะครับ แล้วก็ขาดกระบวนการการให้ความรู้เกี่ยวกับการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยอย่างเป็นระบบ ขาดความตระหนักรู้ กระตือรือร้นในการแสดงออก ทางการเมือง ขาดทักษะแนวความคิดเกี่ยวกับหลักประชาธิปไตย อันนี้ทั้งนั้นเลยครับ ก็จะถาม กกต. ว่าอันนี้น่าจะเป็นการหาข้อมูลก่อนหน้านี้ การเลือกตั้งครั้งต่อไปจะเป็น อย่างนี้อยู่หรือไม่ อันนี้เป็นคำถามที่ กกต. ซึ่งได้งบประมาณทั้งในการให้ความรู้กับคน ทั้งให้ ความรู้กับสังคม ทั้งต้องรักษาสถาบันทางการเมืองไว้ด้วย รักษาประเทศชาติด้วย คำถาม เหล่านี้ที่ท่านเขียนมาเอง ทุกวันนี้ท่านได้แก้ ท่านได้ให้ความรู้ ให้การศึกษากับสังคม กับประชาชน เพื่อจะรักษา เพื่อจะไม่ให้เกิดความขัดแย้งหรือไม่ อย่างไร อันนี้ก็น่าคิดมาก เพราะท่านเขียนมาเองนะครับ

ประเด็นสุดท้าย ผมจะขอแคบเข้ามานิดหนึ่ง การเลือกตั้งในปี ๒๕๖๖ อย่างผมประสงค์จะลงเลือกตั้งในระบบเขตที่จังหวัดร้อยเอ็ด ผมแปลกใจ แล้วก็ไม่คิดว่า เขตเลือกตั้งคร่าว ๆ จะเป็นความลับอะไรนักหนา ถาม กกต. จังหวัด ผมไปถามตั้งหลายครั้ง เขาก็ตอบอ้อม ๆ แอ้ม ๆ แต่ท่านรู้ไหม ท่านประธานฝากผ่านไปท่านเลขาธิการ กกต. ด้วย จังหวัดร้อยเอ็ดเคยมี ส.ส. ๘ คน เวลาเขาจะลง ส.ส. เขต อันนี้เป็นข้อเท็จจริงนะครับ เขาก็ต้องทำพื้นที่เขต เขาไม่ได้เป็น ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ ผมไม่เข้าใจว่า กกต. เวลาให้ ไกด์ไลน์ (Guideline) หรือว่าให้คร่าว ๆ ว่าเขตที่จะเพิ่มมาควรอยู่ตำบลไหน อยู่อำเภอไหน ถ้าไม่พอประชากร ๑๖๐,๐๐๐ คน แล้วจะรวมตรงไหนบ้าง บอกเขาคร่าว ๆ เพื่อเขา จะทำงานได้ เป็นความลับของโลกมนุษย์หรืออย่างไรถึงตอบเขาไม่ได้ อันนี้ประหลาดมาก ผม ก็นักกฎหมาย ท่านเลขาธิการก็นักกฎหมาย กกต.ก็นักกฎหมาย ไม่เข้าใจว่าเรื่องนี้ ให้แนวทาง ส.ส. ไม่ได้ ซึ่งเขาจะได้ทำงานสะดวก นี่คือประเด็นที่ ๒

ประเด็นที่ ๓ ผมจะวกมานิดหนึ่ง อยู่ประมาณหน้า ๙ หน้า ๑๐ เกี่ยวกับ เรื่องน้ำท่วมนิด ๆ หน่อย ๆ อันนี้เป็นข้อสังเกต จริง ๆ ผมก็เข้าใจดีว่าระยะเวลา ๑๘๐ วัน มันมีเงื่อนไขตามกฎหมายที่คนที่เป็น ส.ส. หรือว่าที่ผู้สมัครทำไม่ได้ แต่เวลาเขาเกิดน้ำท่วม ข้อยกเว้นเหล่านี้ผมไม่คิดว่ากฎหมายจะยกเว้นไม่ได้ เวลาเกิดภัยพิบัติยังขยับเงินหาเสียง ให้กับทาง ส.ส. ถ้าจำไม่ผิดเป็น ๓๐๐,๐๐๐ บาทได้ แต่ทำไมเกิดภัยพิบัติเปิดช่องว่าง ให้เข้าไปช่วยประชาชนไม่ได้ ให้ ส.ส. ไปแค่โบกไม้โบกมือให้กำลังใจ ซึ่งถ้าว่ากันจริง ๆ ไม่ได้เสียหายในการได้เปรียบเสียเปรียบอะไร เขาทำทุกคน นี่เป็นคำถามที่ผมอยากจะถาม ผ่านท่านประธานไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้ง

สุดท้ายก็อยากจะฝากครับว่าท่านมีหน้าที่ดูกฎ ควบคุม ท่านมีงบประมาณ ท่านมีสตางค์ ท่านมีเงินเดือน ท่านมีรถประจำตำแหน่ง ส.ส. ไม่มีเงิน ไม่มีรถประจำตำแหน่ง มีเงินเดือนไม่กี่บาทต้องช่วยชาวบ้านด้วย ท่านต้องมีหน้าที่ให้ความรู้กับประชาชนให้เขาเลือก ตัวแทนที่ดีเข้ามา ว่ากันอย่างตรงไปตรงมาไม่มี ส.ส. คนไหนเขาอยากจะไปซื้อสิทธิ ขายเสียง หรอกครับ ถ้าระบบมันเข้มแข็ง อันนั้นคือประชาชนมีความรู้ในการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยที่เป็นของบ้านเรา คือมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพราะฉะนั้น ผมกราบเรียนท่านประธานในเวลาที่ท่านมอบหมายให้ว่าผมยังหวังว่า กกต. จะทำหน้าที่ให้ดี ให้ความรู้ แล้วก็สร้างสังคมประชาธิปไตยแบบบ้านเราให้เข้มแข็ง ก็ขอกราบเรียนว่า อยากจะให้กำลังใจท่านในส่วนหนึ่ง แล้วก็ให้ท่านได้ช่วยกันรักษาประชาธิปไตย ช่วยกัน ขอบคุณท่านประธานครับ