สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๕ · ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๕

อนุพงษ์ เผ่าจินดา อธิบายถึงหนังสือแสดงขอบเขตและรายละเอียดเกี่ยวกับที่ดินของรัฐ ซึ่งเป็นหนังสือที่แสดงถึงที่ดินสาธารณะที่ประชาชนใช้ร่วมกัน และมีอำเภอกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นผู้ดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันตามกฎหมาย โดยอธิบายถึงปัญหาการใช้ที่ดินสาธารณะ โดยเฉพาะป่าไม้และถนนสาธารณะ โดยกฎหมายป่าไม้กำหนดให้ต้องขออนุญาตจากกรมป่าไม้ในการใช้ป่าไม้ แต่ไม่ต้องขออนุญาตสำหรับที่ดินสาธารณะอื่น ๆ เช่น ถนนสาธารณะ

พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผมขอตอบ กระทู้ถาม เรื่องของหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง หรือที่เราเรียกว่า น.ส.ล. นะครับ หมายถึง หนังสือแสดงขอบเขตและรายละเอียดเกี่ยวกับที่ดินของรัฐ ซึ่งท่านผู้ถามก็ได้ระบุว่ามี ๒ ประเภทด้วยกัน คือ ประเภทแรกเลยในเรื่องของที่สาธารณะ ที่เราเรียกว่าสาธารณสมบัติ ของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ที่ประชาชนเรียกว่าที่สาธารณประโยชน์ที่ประชาชน ใช้ร่วมกัน อันนี้ทางองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็เป็นผู้ร้องขอให้ทางกรมที่ดินเป็นผู้ที่ได้ ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงหรือ น.ส.ล. ดังกล่าวนะครับ

ในการออก น.ส.ล. นั้น ในระเบียบ น.ส.ล. จะระบุว่าอยู่ในความดูแลรักษา ของใคร ในที่นี้ก็จะเป็นกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้ดูแลรักษา แล้วก็จะมีชื่อของที่ สาธารณประโยชน์อันนั้น เช่นระบุว่าเป็นทำเลเลี้ยงสัตว์หนองผักแว่น เป็นต้น ก็สรุปได้ว่า ตอนนี้เรารู้แล้วว่าใครเป็นผู้ร้องขอ ใครเป็นผู้ออก ใครเป็นผู้รักษา ในการรักษานั้น ทางกระทรวงมหาดไทยก็ให้ทางกฎหมาย ก็มีอำเภอกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นผู้ดูแลรักษาและคุ้มครอง ป้องกัน ตามกฎหมาย อย่างไรก็ตามผู้ที่จะอนุญาตยินยอมให้ บุคคลไปใช้ที่ดินดังกล่าวได้จะต้องไปดำเนินการตามกฎหมาย มีประมวลกฎหมายที่ดิน ที่สามารถดำเนินการได้ ต้องดำเนินการตามประมวลกฎหมายที่ดิน ระเบียบ กระทรวงมหาดไทยที่เกี่ยวข้องก่อน จึงจะอนุญาตให้ใช้ได้ ตัวผู้ที่ดูแลรักษา คุ้มครอง ป้องกัน คือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและอำเภอไม่สามารถอนุญาตได้นะครับ ก็เรียนเป็นขั้นต้น สำหรับที่ดินประเภทแรกก่อน

ที่ดินประเภทที่ ๒ คือที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน สำหรับใช้ เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ ที่เราเรียกว่าที่ราชพัสดุ อันนี้ใน น.ส.ล. จะระบุว่าอยู่ใน ความดูแลรักษาของกระทรวงการคลัง แล้วก็จะมีชื่อที่ราชพัสดุนั้น เช่นเป็นที่อนามัย เป็นต้น เช่นอนามัยหนองน้ำแดง เป็นต้น ที่ดินประเภทนี้กระทรวงการคลังเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ โดยมี กรมธนารักษ์มีหน้าที่ในการปกครองดูแลและบำรุงรักษาที่ราชพัสดุดังกล่าว รวมทั้งอนุญาต ให้ใช้ด้วย อันนี้คงชัดเจนเรื่องประเภทที่ ๒ ว่าใครเป็นคนขอ กรมที่ดินออก แล้วใคร เป็นผู้ที่อนุญาตให้ใช้ได้นะครับ

ปัญหาก็มาถึงประเด็นที่ซักถามเมื่อสักครู่นี้ว่าทำไมต้องไปขออนุญาต กรมป่าไม้ มันมีพระราชบัญญัติป่าไม้ เมื่อปี ๒๔๘๔ กำหนดเรื่องป่าขึ้นมา ที่เรามักจะเรียก กันคุ้นว่าเป็นป่า ปี ๒๔๘๔ เกิดขึ้นมา ในขณะนั้นเจตนาของการออกกฎหมายนี่ เนื่องจาก ในขณะนั้นเรายังมีป่าไม้มาก ประเทศเราก็มีการทำป่าไม้กันมาก คนก็ไปตัดไม้ทำลายป่า รัฐบาลขณะนั้นเลยออกกฎหมายตัวนี้มา ว่าถ้าที่ดินใดยังไม่ได้มีบุคคลใดได้มาตามกฎหมาย ที่ดิน ให้ที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินอันนี้มีสถานะเป็นป่า เขาเขียนไว้อย่างนั้น เจตนา ก็เพื่อที่ใครจะไปตัดไม้หรือทำอะไรก็แล้วแต่ต้องไปขออนุญาตทางกรมป่าไม้ก่อนเป็นหลัก ในเรื่องนี้มันเป็นปัญหามา กระทรวงมหาดไทยซึ่งดูแลเรื่องนี้อยู่ก็ได้เคยหารือกับ คณะกรรมการกฤษฎีกา ทางคณะกรรมการกฤษฎีกามีความเห็นสรุปว่าที่สาธารณประโยชน์ ดังกล่าว ตาม พ.ร.บ. ป่าไม้ถือเป็นป่า เพราะฉะนั้นจะทำอะไรจะต้องดำเนินการขออนุญาต ต่อกรมป่าไม้ด้วยนะครับ เพราะฉะนั้นเวลาจะอนุญาตให้ประชาชน บุคคล หรือนิติบุคคล ไปใช้ที่สาธารณะดังกล่าว เราจึงต้องไปขอทางกรมป่าไม้ สรุปได้ว่าเป็นกฎหมาย แต่แตกต่าง จากที่ดินอีกประเภทหนึ่ง ที่ราชพัสดุ ซึ่งกระทรวงการคลังถือกรรมสิทธิ์อยู่ อันนี้ คณะกรรมการกฤษฎีกามีความเห็นว่าไม่มีสถานะเป็นป่า เพราะฉะนั้นก็ไม่ต้องไปขออนุญาต กรมป่าไม้ สรุปว่าที่ยังต้องไปขอเพราะเป็นกฎหมาย จึงต้องไปขอความเห็นชอบของ กรมป่าไม้ก่อน อย่างไรก็ตามในเรื่องนี้ทราบว่าได้มีการทบทวนในเรื่องกฎหมายฉบับนี้อยู่ ขณะนี้ทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกำลังทบทวนเรื่องกฎหมาย ฉบับนี้อยู่

คำถามอีกข้อหนึ่งคือเรื่องของที่ถนนต่าง ๆ ต้องออก น.ส.ล. หรือไม่นะครับ ถนนที่เป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน อันนี้ได้รับการยกเว้น ไม่ต้องออก น.ส.ล. ตามระเบียบกรมที่ดินไม่ต้องออก เนื่องจากจากสภาพการใช้เป็นอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องออก เช่นเดียวกับที่สาธารณะที่เป็นโดยลักษณะ เช่น ทางบก ทางน้ำ ลำกระโดง ลำรางสาธารณะต่าง ๆ เหล่านี้ แม่น้ำลำคลองไม่ต้องออก น.ส.ล. ตอบคำถาม ๒ ข้อครับ