เพชรดาว โต๊ะมีนา อภิปรายคัดค้านการเลื่อนบังคับใช้มาตราสำคัญในพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการป้องกันการทรมานและอุ้มหาย โดยเน้นย้ำความจำเป็นของกฎหมายที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากลในการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะการบันทึกการควบคุมตัวและการติดตั้งอุปกรณ์บันทึกภาพกับเจ้าหน้าที่ เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและคุ้มครองทั้งประชาชนและผู้ปฏิบัติหน้าที่ พร้อมเรียกร้องให้รัฐยึดมั่นหลักนิติธรรมและไม่เลื่อนการบังคับใช้กฎหมายที่จำเป็นต่อความปลอดภัยและศักดิ์ศรีของมนุษย์
เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน แพทย์หญิงเพชรดาว โต๊ะมีนา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ภูมิลําเนาจังหวัดปัตตานี ดิฉันขออนุญาตที่จะร่วมอภิปรายพระราชกําหนด แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติปัองกันและปราบปรามการทรมานและการกระทําให้บุคคล สูญหาย พ.ศ. ๒๕๖๕ พ.ศ. ๒๕๖๖ ในครั้งนี้ด้วยค่ะ ถ้าเปรียบเทียบกฎหมายฉบับนี้จะเหมือน แสงสว่างของกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทย และหมวด ๓ มาตรา ๒๒ ถึงมาตรา ๒๕ ที่เรากําลังจะพูดถึงว่าจะเลื่อนหรือไม่เลื่อนนี้ จะเปรียบเสมือนแสงไฟที่ส่องไปยังเจ้าหน้าที่รัฐ และเปึนการปัองกันการซ้อมทรมานและการอุ้มหาย หมวด ๓ มีอยู่ ๘ มาตรา และ ๔ มาตรา ที่ท่านให้เลื่อน นั่นเปึนหัวใจสําคัญของกฎหมายฉบับนี้ ดิฉันได้ทราบเรื่องของการขอเลื่อน ๔ มาตรานี้เปึนระยะ ๆ และพยายามใช้ทุกช่องทางที่มีอยู่ในการสื่อสารที่จะคัดค้านการ เลื่อนใช้จนถึงทุกวันนี้ ความรู้สึกของดิฉันรู้สึกว่าทําไมกฎหมายที่มีประโยชน์ต่อประชาชน กฎหมายที่คุ้มครองสิทธิของพี่น้องประชาชน และปกปัองเจ้าหน้าที่รัฐที่ทําถูกกฎหมาย ทําไม ถึงออกมายากเย็นเข็ญใจขนาดนี้ในประเทศนี้ ๑๕ ป้ที่ประเทศไทยเปึนสมาชิกของอนุสัญญา การต่อต้านการทรมาน ๑๐ ป้ที่ประเทศไทยลงนามอนุสัญญาการอุ้มหาย และ ๗๑ ป้ที่ท่าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรขออนุญาตที่เอ่ยนาม ท่านนิยม เวชกามา ที่รอความคาดหวังของ ชาวอีสาน และ ๖๘ ป้ที่ครอบครัวโต๊ะมีนาของดิฉันรอคอยกฎหมายฉบับนี้ และอีกหลายสิบ ครอบครัว ยกตัวอย่าง เช่น คุณสมศักดิ์ ชื่นจิต จากปราจีนบุรีที่ต่อสู้เรียกร้องให้มีกฎหมาย ฉบับนี้เพื่อลูกชายที่ตอนนั้นอายุเพียง ๑๘ ป้ รอคอยกฎหมายกฎหมายฉบับนี้มา ๑๓ ป้ และเพื่อนสมาชิกที่นั่งข้างดิฉันจากจังหวัดบุรีรัมย์ท่านสนองก็บอกว่าท่านไม่เห็นด้วยที่จะ เลื่อน ๔ มาตรานี้ สภาชุดนี้ผ่านกฎหมายอุ้มหายด้วยเสียง ๒๘๗ เสียง และประกาศใช้ ราชกิจจานุเบกษาเมื่อ ๒๔ ตุลาคม ๒๕๖๕ และมีผลบังคับใช้ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖ ที่ผ่านมา แต่ทําไมต้องมีการขอเลื่อน ๔ มาตรานี้ สมาชิกหลายท่านได้พูดถึงในคณะอนุ กรรมาธิการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมและสิทธิมนุษยชนที่เชิญหลายหน่วยงานมาชี้แจง ดิฉันเห็นความกระตือรือร้นของหลายหน่วยงานที่พร้อมที่จะใช้กฎหมายฉบับนี้ ในช่วง ๑๒๐ วันที่จะรอให้มีผลบังคับใช้ ดิฉันได้มีโอกาสเข้าร่วมในหลายเวทีในการเสวนา
เรื่องกฎหมายฉบับนี้ได้รับการกล่าวขานว่าเปึนกฎหมายที่ทันสมัยที่สุด เปึนนวัตกรรมแรก ของโลก เพราะประเทศไทยได้เอากฎหมายการซ้อมทรมานและอุ้มหายเปึนฉบับเดียวกัน ได้รับการชื่นชมจากสํานักงานเพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งประชาชาติ แล้วก็นายกได้รับคําชื่นชม แต่ความยินดีปรีดาที่เราคิดว่ากฎหมายฉบับนี้จะได้ประกาศใช้ทั้งฉบับนั้นก็หยุดชะงักไป ดิฉันได้ฟังท่าน ผบ.ตร. ท่านได้ชี้แจง ดิฉันก็คิดว่าดิฉันยังรับไม่ได้ ในมาตรา ๒๒ ก็มีระบุว่า เว้นแต่มีเหตุสุดวิสัยที่ไม่สามารถกระทําได้ก็ให้บันทึกเหตุนั้นเปึนหลักฐานไว้ในบันทึกการ ควบคุมตัว ท่านประธานที่เคารพคะ นอกเหนือจากมาตรา ๒๒ ที่เราพูดคุยกันเรื่องของการ บันทึกภาพและเสียงอย่างต่อเนื่องนั้น มาตรา ๒๓ มาตรา ๒๔ มาตรา ๒๕
อันนี้ไม่ต้องใช้งบประมาณเลยค่ะ ทําไมต้องเลื่อนด้วยคะ มาตรา ๒๓ ในการควบคุมตัว เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้รับผิดชอบต้องบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับผู้ถูกควบคุมตัวโดยอย่างน้อยต้องมี รายละเอียดดังต่อไปนี้ (๑) จนถึง (๗) ดิฉันมาจากพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ หลายครั้งที่ ดิฉันต้องรับโทรศัพท์กลางดึก แม่เขาถามมาว่าช่วยตามหาหน่อยว่าลูกชายเขาถูกจับตัวไป ถูกควบคุมตัวไป ไม่รู้ว่าอยู่ที่ใด ไม่รู้ชะตากรรม ไม่รู้ว่าจะถูกซ้อมหรือเปล่า ดิฉันใช้ ความสัมพันธ์ส่วนตัวโทรหาผู้หลักผู้ใหญ่ถึงได้ทราบว่าคนคนนั้นอยู่ที่ไหน ฉะนั้นในมาตรา ๒๓ ทุกวงเล็บมีความสําคัญมาก ไม่ต้องใช้งบประมาณสักบาทหนึ่งเลย ดิฉันขออนุญาตใช้เวลานี้ ดิฉันคิดว่าอยากจะให้เราเห็นความสําคัญในเรื่องของการใช้กล้องอย่างมาก จากงานวิจัย ที่อาจารย์ปกปัอง ศรีสนิท อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่านได้เขียน บทความ แล้วก็พูดในหลายเวทีว่างานวิจัยของทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคมบริดจ์ ได้ศึกษา จํานวนเรื่องร้องเรียนของประชาชนต่อการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่เหมาะสมของตํารวจอังกฤษ และสหรัฐอเมริกาในระยะเวลา ๑๒ เดือนก่อนที่จะติดกล้องเปรียบเทียบกันกับหลังติดกล้อง ตํารวจเกือบ ๒,๐๐๐ นาย จาก ๔ แห่งในอังกฤษ และ ๒ แห่งในสหรัฐอเมริกา ผลงานวิจัย สรุปว่าก่อนตํารวจจะติดกล้องมีการร้องเรียนว่าตํารวจกระทําโดยมิชอบ ๑,๕๓๙ เรื่อง ภายในระยะเวลา ๑๒ เดือน แต่เมื่อมีการติดกล้องให้กับเจ้าหน้าที่ตํารวจ ภายในระยะเวลา ๑๒ เดือนเช่นเดียวกัน การร้องเรียนว่าเจ้าหน้าที่ปฏิบัติโดยไม่ชอบ ลดลงเหลือเพียง ๑๑๓ เรื่อง เท่ากับว่าการติดกล้องให้เจ้าหน้าที่ตํารวจทําให้การร้องเรียนลดลงถึง ๙๓ เปอร์เซ็นต์ ฉะนั้น เหตุผลนี้คุ้มครองประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐที่ทําถูกกฎหมาย การเลื่อนไปทุกนาที ทุกชั่วโมง ทุกวัน มีความหมายกับความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน การเลื่อน เปึนการซื้อเวลา ความปลอดภัย ความไม่ปลอดภัยของสาธารณะจะเกิดขึ้นถ้าเลื่อน ๔ มาตรา ของหมวด ๓ นี้ออกไป เหตุผลที่อ้างไม่ได้ฉุกเฉิน ไม่ได้เร่งด่วน ไม่ได้จําเปึนในการที่จะเลื่อน ดิฉันและพรรคภูมิใจไทยยืนยันว่าที่ไม่อนุมัติและไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.ก. ฉบับนี้ และในวันที่คนไทยเสื่อมศรัทธาต่อสถาบันตํารวจ ความโปร่งใสจริงใจผ่านการกํากับ ดูแลด้วยกล้องติดตัวของเจ้าหน้าที่ตํารวจนั้นอาจจะช่วยฟุ๋นศรัทธากลับขึ้นมาได้บ้าง แล้วดิฉันยังมั่นใจว่าภายใต้ดวงอาทิตย์นี้ ไม่มีสิ่งใดที่ตํารวจไทยทําไม่ได้ถ้าอยากทํา ขอบคุณค่ะ