อภิชาติ ศิริสุนทร หารือการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน โดยเน้นความสมดุลระหว่างการท่องเที่ยว การฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม และการมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่น พร้อมเสนอให้มีแผนบูรณาการ ตัวชี้วัดชัดเจน รวมถึงการจำกัดจำนวนผู้เข้าชมและจัดตั้งคณะกรรมการร่วมจากทุกภาคส่วน เพื่อการตัดสินใจที่เป็นระบบและสอดคล้องกันทั้งประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่เช่นอ่าวมาหยา
เรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม อภิชาติ ศิริสุนทร ประธานคณะกรรมาธิการ ต้องขอบคุณท่านประธาน และเพื่อนสมาชิกทุกท่านที่ได้ให้ความเห็น ซึ่งมีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ส่วนใหญ่ก็เห็นด้วย ก็แตกย่อยเป็นหลายประเด็น จริง ๆ หลายท่านที่นำเสนอมาก็คงจะไม่ใช่คำถามอะไร มากมายนัก แต่ผมก็มีความจำเป็นที่จะต้องชี้แจงในบางประเด็น เพื่อให้เกิดความชัดเจน ถึงเรื่องผลการศึกษาในครั้งนี้ ขอเอ่ยนามแต่ละท่านไปเลยนะครับ
ท่านสุพิศาล ภักดีนฤนาถ ท่านก็มีความเห็นว่าจริง ๆ การบริหารจัดการ ทรัพยากรเป็นเรื่องของการบริหารที่ต้องมีแผน มีข้อมูลที่ชัดเจน ซึ่งก็เห็นตรงกัน กับคณะกรรมาธิการซึ่งเสนอไว้แล้ว
ท่าน ส.ส. มานพ คีรีภูวดล พูดถึงระบบการจัดการ ระบบอำนาจที่รวมศูนย์ ซึ่งอาจจะมองไม่เห็นปัญหาในทุกมิติ มองไม่เห็นความต้องการในทุกมิติ ดังนั้นก็ต้องมี ภาคส่วน การมีส่วนร่วม มีอำนาจของผู้มีส่วนได้เสีย ซึ่งทางคณะกรรมาธิการก็ได้เสนอให้มี การตั้งคณะกรรมการระดับท้องถิ่นอยู่แล้ว อันประกอบไปด้วยผู้มีส่วนได้เสีย นักวิชาการ ภาคประชาสังคม หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อทำแผนบริหารจัดการด้วยกัน ซึ่งคำว่า ปิดและเปิดสามารถทำได้เหมือนอาจารย์สมปรารถนาได้พูด แต่ให้มีตัวชี้วัดที่ชัดเจน มันหลีกเลี่ยงไม่ได้ว่าอุทยานทางทะเลต้องสัมพันธ์กับเรื่องการท่องเที่ยว พี่น้องชาวต่างชาติ ก็ต้องมาเที่ยว พี่น้องคนไทยก็ต้องมาเที่ยว ดังนั้นการปิด การเปิด การฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมที่ให้มันสอดคล้อง รับใช้เศรษฐกิจ รับใช้พี่น้องประชาชนและให้เปิดมีการ ท่องเที่ยวมันต้องสมดุลกัน ไม่ใช่ปิดตาย ปิดตายนี่ถ้าพูดกันตรง ๆ เรามีทรัพยากร มีของดี มีอ่าวที่สวยงาม แต่ไม่นำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ในด้านเศรษฐกิจก็ไม่มีประโยชน์อะไร แต่ถ้าเปิดก็ต้องเป็นโจทย์ที่ต้องถามกันว่าทำอย่างไรให้มันสมดุล ทำอย่างไรให้ทรัพยากร มันคงอยู่และรับใช้พี่น้องประชาชน รับใช้ฐานทางเศรษฐกิจของพี่น้องอย่างมั่นคง ดังนั้น คณะกรรมาธิการก็เสนออยู่แล้วว่าให้มีแผน มีตัวชี้วัดในการที่จะปิด จะเปิดให้มันชัด ไม่ให้กระทบสิ่งแวดล้อม ไม่ให้กระทบภาคการท่องเที่ยวซึ่งเป็นฐานทางเศรษฐกิจหลัก ของพี่น้องชาวใต้ด้วย ของประเทศด้วย อันนี้เราเขียนไว้ในรายงานอยู่แล้วนะครับ
ท่านประเสริฐพงษ์ ท่านก็เห็นด้วยว่าต้องมีแผนบริหารจัดการที่มีส่วนร่วม แต่ท่านไม่เห็นด้วยว่าที่คณะกรรมาธิการได้บอกว่าการถ่ายทำหนังเดอะ บีช (The Beach) ทำให้กระแสของอ่าวมาหยามีมากขึ้น อันที่จริงแล้วคณะกรรมาธิการก็เขียนไว้อยู่แล้วว่า จริง ๆ อ่าวมาหยาสวยโดยธรรมชาติของมันเอง มันโด่งดังมาตั้งแต่ในอดีตอยู่แล้ว เพียงแต่ การถ่ายทำหนังอาจจะทำให้คนทั่วโลกได้มองเห็นมากขึ้นแค่นั้นเอง เห็นไม่ต่างจากท่านครับ
ท่านคำพอง เทพาคำ ก็บอกว่าจริง ๆ อำนาจในการตัดสินใจเป็นเรื่องสำคัญ เห็นไม่ต่างจากท่านอื่น ไม่ต่างจากคณะกรรมาธิการว่าการบริหารจัดการทรัพยากรทั้งหลาย ผู้มีส่วนได้เสียทั้งหลายต้องมีส่วนเกี่ยวข้อง ซึ่งแน่นอนทรัพยากรธรรมชาติทั้งหลายอาจจะ ไม่ได้หมายถึงอ่าวมาหยาเพียงที่เดียว ซึ่งคณะกรรมาธิการก็ได้เขียนไว้แล้ว น่าจะเป็นเรื่อง ทรัพยากรธรรมชาติทุกที่ที่เป็นทรัพยากรของประเทศ ซึ่งอาจจะต้องใช้โมเดล (Model) การจัดการแบบมีส่วนร่วมเหมือนที่เราเสนอไปดำเนินการในทุก ๆ ที่
ก็ต้องขอบคุณ ท่านสมคิด เชื้อคง ที่กรุณาให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า คณะกรรมาธิการควรที่จะต้องมีประเด็นที่ชัดเจนที่มันครบ เสนอให้ชัดเจนเลยว่ากำหนด จำนวนคนเที่ยวรอบละเท่าไร อย่างไร ซึ่งอันนี้คณะกรรมาธิการก็ได้เสนอไปแล้วว่าจริง ๆ ก็ควรจะเป็นระบบเวียน ที่ตรงนั้นอาจจะมีเกาะหลายที่ อาจจะเวียน อาจจะมีการลงทะเบียน รอบละ ๓๐๐ คน ๒๐๐ คน ให้ชัดเจน เพื่อที่จะไม่ให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม อันนี้ เห็นตรงกันนะครับ
ท่านพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ท่านบอกว่าไม่เห็นด้วยกับผลการศึกษาของทาง คณะกรรมาธิการ ผมต้องเรียนท่านพิเชษฐ์อย่างนี้ครับ แล้วก็จะถือว่าเป็นข้อสรุป ของคณะกรรมาธิการ แล้วผมก็จะขอสรุปไปเลยว่าทรัพยากรธรรมชาติทางทะเล หรือทรัพยากรธรรมชาติทางด้านป่าเขาก็ดี น้ำตก ลำห้วยอะไรต่าง ๆ ก็ดี ผมเข้าใจว่า หลายพื้นที่มันปฏิเสธไม่ได้ที่จะเกี่ยวข้องกับเรื่องของการท่องเที่ยว มันหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในเมื่อ มันหลีกเลี่ยงไม่ได้คนในประเทศก็ดี คนต่างประเทศก็ดีเขาอยากมาเที่ยวในประเทศไทย เราจะทำอย่างไร โดยเฉพาะกรณีอ่าวมาหยาเราจะทำอย่างไร ดังนั้นผมว่าการใช้ประโยชน์ เพื่อการท่องเที่ยว คณะกรรมาธิการก็สรุปชัดว่าควรมีแผนบริหารจัดการพื้นที่การท่องเที่ยว อย่างบูรณาการ โดยใช้หลักการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง โดยเฉพาะอ่าวมาหยา ควรที่จะต้องมีคณะกรรมการร่วมกันระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ซึ่งจริง ๆ แล้วก็ควร ประกอบไปด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างที่ผมพูดไปแล้ว ประชาชนในท้องถิ่น องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น สมาคมการท่องเที่ยว สมาคมโรงแรม หอการค้า ภาคประชาสังคม นักวิชาการ อันนี้เป็นขั้นต่ำเพื่อร่วมหาตัวชี้วัด เพื่อตัดสินใจร่วมกันว่าช่วงไหนควรปิด ช่วงไหนควรเปิด ระบบการจัดการอ่าวมาหยาหรือจัดการทรัพยากรทั้งหลายช่วงไหนจะฟื้นฟู ช่วงไหนจะเปิดให้เป็นฤดูกาลท่องเที่ยว อันนี้ทางคณะกรรมาธิการเสนอชัด เสนอหลักการ มีส่วนร่วม เสนอหลักการกระจายอำนาจ ไม่ใช่การตัดสินใจมาจากข้างบนเพียงฝ่ายเดียว ซึ่งถ้าตัดสินใจเพียงฝ่ายเดียวอาจจะไม่รอบคอบรอบด้าน อาจจะเกิดผลกระทบกับพื้นที่ อาจจะเกิดผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ ดังนั้นสิ่งที่จะทำให้เกิดความสมดุลได้ต้องมี แผนที่ชัดเจน ต้องมีคณะกรรมการร่วมตัดสินใจชัดเจน ถึงวันนั้นแล้วผมคิดว่าการใช้ ประโยชน์จากทรัพยากรจะยั่งยืน มีส่วนร่วมของทุกคนและนำทรัพยากรมาใช้ให้เป็น ประโยชน์ต่อเศรษฐกิจประเทศอย่างมั่นคง ขอบคุณครับ