สมปรารถนา เสนอแผนบริหารจัดการอ่าวมาหยา

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓ · ๔ พฤศจิกายน ๒๕๖๕

สมปรารถนา ฤทธิ์พริ้ง นำเสนอข้อมูลกิจกรรมของอุทยานและมาตรการเตรียมความพร้อมก่อนเปิดอ่าวมาหยา โดยชี้แจงผลการตรวจสอบความสมบูรณ์ของพื้นที่พร้อมภาพประกอบจากการลงพื้นที่ของคณะกรรมาธิการ ต่อมา เสนอข้อเสนอแนะต่อกรมอุทยานแห่งชาติฯ เกี่ยวกับการบริหารจัดการอ่าวมาหยาและพื้นที่ท่องเที่ยวทางทะเล โดยเน้นการเก็บข้อมูลทรัพยากรตลอดช่วงมรสุม การสร้างดัชนีชี้วัดความสมบูรณ์ของทรัพยากรร่วมกับภาคเอกชนเพื่อกระจายนักท่องเที่ยว กำหนดขีดจำกัดจำนวนผู้รับได้ (Carrying Capacity) และส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนผ่านมาตรการเช่น ห้ามใช้พลาสติกและการปลูกปะการัง รวมถึงต้องปรับปรุงความปลอดภัยของท่าเรือและกำหนดเกณฑ์เปิด-ปิดพื้นที่โดยอ้างอิงหลักวิชาการที่มีหลักฐานเชิงประจักษ์

ผู้ช่วยศาสตราจารย์สมปรารถนา ฤทธิ์พริ้ง ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการ

โอเค (OK) ค่ะ ถัดไปขอสไลด์ (Slide) ค่ะ เหล่านี้คือกิจกรรมที่อุทยานทำนะคะ รวมถึง การสร้างมาตรการต่าง ๆ ก่อนที่ว่าจะเปิดอ่าวมาหยาด้วย อันนี้ก็จะเป็นพื้นที่ที่เราตรวจสอบ ข้อเท็จจริงว่ามีประเด็นไหนบ้างที่เราลงไป เราไปตรวจดูว่าอ่าวยังสมบูรณ์หรือไม่อย่างไร อันนี้เป็นภาพ ก็ให้ท่านสมาชิกได้ดูภาพตอนที่กรรมาธิการได้ลงพื้นที่ว่าทรายบนอ่าวมาหยา มีลักษณะเป็นอย่างไร สวยงามอย่างไร

ต่อไปก็เป็นข้อสังเกตแล้วค่ะ เราจะเข้าสู่ส่วนสุดท้ายก็คือข้อสังเกตจาก ข้อเท็จจริงที่เรารวบรวม เป็นดอกคิวเมนทารี รีเสิร์ช (Documentary Research) เป็นการ ลงพื้นที่ฟิลด์ทริป (Field trip) ภาคสนาม ทั้งหมดก็จะมีข้อเท็จจริง ข้อสังเกตจากข้อเท็จจริง จะแบ่งออกเป็น ๒ ส่วน ข้อสังเกตจากข้อเท็จจริงอันที่ ๑ ก็คือตามประกาศของอ่าวมาหยา ในฉบับแรก พอเข้าใจได้ว่าทำไมถึงจะต้องปิด แต่ฉบับที่ ๒ ประกาศออกมาเพียง ๓ วัน ซึ่งกระชั้นกับการประกาศเปิดอีกรอบหนึ่งมาก ๆ เพราะฉะนั้นธุรกิจท่องเที่ยวที่เตรียม ไว้แล้ว รวมถึงนักท่องเที่ยวที่ซื้อตั๋วไว้แล้วก็จะกระทบมาก ก็คือยกเลิกทริป (Trip) ล่วงหน้า เพียง ๓ วัน ก็เรียกว่ากระทบกับเรื่องของธุรกิจท่องเที่ยวเป็นอย่างยิ่ง เหตุผลของ การประกาศปิดก็คือทรัพยากรยังไม่ถูกฟื้นตัวขึ้นมา แต่ว่าจากการที่เราศึกษาเอกสาร จากการที่เราลงพื้นที่สำรวจและสอบถามข้อเท็จจริงทั้งหมด พบว่าไม่ได้มีฐานข้อมูล ไม่ได้มีตัวอินดิเคเตอร์ (Indicator) ดัชนีชี้วัดเพื่อที่จะบอกว่าถ้าเสื่อมโทรมถึงระดับไหน ต้องปิด ถ้าไม่เสื่อมโทรมแล้วถึงระดับไหนควรประกาศเปิดอีกครั้ง เพราะไม่มีการเก็บข้อมูล มาก่อนหน้านี้ เพราะฉะนั้นการประกาศเปิด ประกาศปิดที่ผ่านมานั้นไม่ได้อิงอยู่บนดัชนีชี้วัด ใด ๆ เพียงแต่ว่ามีภาพข่าวมีความเสื่อมโทรมนั้นเกิดขึ้นจริง แต่ว่ามันเป็นเชิงประจักษ์ แต่ว่าจริง ๆ แล้วเราควรจะต้องมีอินดิเคเตอร์ (Indicator) ในการที่จะชี้วัดว่าเมื่อไรควรเปิด และเมื่อไรควรปิดนะคะ ในส่วนของประเด็นเรื่องชายหาดกัดเซาะหรือว่าในเชิงกายภาพว่า หาดเปลี่ยนแปลงไปจากนักท่องเที่ยว มันเป็นจริงแค่บางส่วน เพราะว่าหาดทั่วโลก มันเปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาลเป็นหลัก แม้กระทั่งไม่มีมนุษย์เข้าไปใช้ประโยชน์มันก็เปลี่ยน ตามฤดูกาลเป็นหลัก ซึ่งอ่าวมาหยาเป็นหนึ่งในนั้น ความเสื่อมโทรมของนักท่องเที่ยว ใช่จริงเกิดขึ้น แต่ว่ามันไม่ใช่ทั้งหมดนะคะ เราจะพบว่ามีการปักรั้วไม้ เพื่อที่จะฟื้นฟูสังคมพืช แล้วก็ชายหาด เนินทราย แต่ว่า ตัวภาพของอุทยานนี้เป็นตัวชี้วัดได้โดยตรงเลยว่าจริง ๆ แล้วชายหาดเปลี่ยนตามฤดูกาล เพราะรั้วไม้นั้นบางทีก็จมอยู่ในทราย บางทีก็โผล่พ้นทราย อันนี้คือฤดูกาลที่มีอิทธิพลต่อการ เปลี่ยนแปลงชายหาดเป็นหลัก ตัวบอร์ดวอล์ก (Boardwalk) หรือว่าตรงที่นักท่องเที่ยว จะต้องเดิน จะพบว่าจากการสืบค้นแล้วก็ลงพื้นที่ภาคสนามจริง ๆ มีวัสดุที่ใช้ในค่อนข้างร้อน มาก ๆ นักท่องเที่ยวก็จะถูกบังคับให้ถอดรองเท้าด้วย เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็น่าจะเกิดอันตราย ไม่น้อยเลยต่อนักท่องเที่ยวที่จะไปเยี่ยมชมที่อ่าวมาหยา

ต่อไปเป็นส่วนสุดท้าย ก็คือข้อเสนอแนะต่อหน่วยงาน การที่อ่าวมาหยาปิดไป เป็นเวลา ๓ ปีนิด ๆ และเปิดมาแล้วด้วยนะคะ กรรมาธิการของเราได้ยุติการแสวงหา ข้อเท็จจริงไปก่อนที่จะทราบว่าอ่าวมาหยาจะมีการเปิด แต่อย่างไรก็ตามเราก็คิดว่าเรามี ข้อสังเกต เรียกว่าข้อเสนอแนะข้อสังเกตต่อหน่วยงานที่รับผิดชอบในกรณีที่จะเกิดเหตุการณ์ แบบนี้อีกค่ะ ไม่ว่าจะเกิดกับที่อ่าวมาหยาหรือว่าเกิดกับอุทยานท่องเที่ยวทางทะเล อีกหลากหลายที่ ต้องมีการรับมืออย่างไร อันแรก เราเสนอต่อกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ว่าจริง ๆ แล้วควรจะต้องมีการเก็บข้อมูลในช่วงก่อนมรสุม ปลอดมรสุม และระหว่างมรสุม ไม่เช่นนั้นจะไม่สามารถบอกได้เลยว่าหาดเปลี่ยนอย่างไร และจะ ไม่สามารถบอกได้ว่าแล้วควรจะปิดตอนไหนและเปิดตอนไหน ควรจะคิดร่วมกันด้วย ไม่ใช่หน่วยงานคิดเพียงลำพัง แต่ว่าจะมีพวกสมาคมท่องเที่ยว เพราะว่าอ่าวมาหยาคือเป็น แม่เหล็กสำหรับที่ไม่ใช่แค่จังหวัดกระบี่อย่างเดียว ที่จังหวัดภูเก็ตคนก็มาท่องเที่ยวอ่าวมาหยาด้วย ควรจะจำเป็นมาก ๆ เลยต้องมีดัชนีชี้วัดความสมบูรณ์ของทรัพยากรเพื่อที่จะกำกับดูแลว่า ให้มันเกิดความยั่งยืนต่อไปในอนาคต เมื่อนักท่องเที่ยวจำเป็นที่จะต้องเดินทางเข้ามา จริง ๆ แล้วอ่าวมาหยามีสถานที่ท่องเที่ยวอื่น ๆ ด้วย การโพรโมต (Promote) อ่าวมาหยา เพียงลำพัง แน่นอนว่าอาจจะนำพาความเสื่อมโทรมมาให้อ่าวมาหยามากเกินไปอีกในอนาคต เพราะฉะนั้นหน่วยงานอาจจะต้องโพรโมต (Promote) พื้นที่อื่น ๆ ไหม ที่ไม่ว่าจะเป็น เกาะไผ่ เกาะยูง เกาะปอดะ อะไรแบบนี้ที่อยู่บริเวณใกล้ ๆ เคียง แล้วก็มีความสวยงาม เพื่อที่จะกระจายนักท่องเที่ยวไม่ให้เกิดสภาวะล้นเกินอีก มีการจัดโซนนิง (Zoning) คำนึงถึง แคริง คาพาซิตี (Carrying Capacity) หรือว่าขีดจำกัดความสามารถในการรองรับนักท่องเที่ยว ของชายหาดที่อ่าวมาหยาที่มีอยู่ประมาณ ๔,๗๐๐ ตารางเมตร ให้ได้ กำหนดจำนวน นักท่องเที่ยว อันนี้ก็คืออุทยานได้จ้างทางมหาวิทยาลัยให้ทำว่าจำนวนนักท่องเที่ยวควรจะ เป็นเท่าไร ก็เคาะออกมาประมาณ ๓๐๐-๔๐๐ คนต่อรอบ ประมาณ ๓,๐๐๐ คนต่อวัน ก็ควรจะต้องมีการกำหนดจำนวนนักท่องเที่ยวด้วย ซึ่งตอนนี้อุทยานกำหนดจำนวน นักท่องเที่ยวอยู่ ถัดไปเรื่องของสาธารณูปโภค น้ำจืดไม่มีบนเกาะพีพีเลย ต้องขนไป ขยะก็ไม่ได้มี การกำจัดบนเกาะพีพี ก็ต้องขนมา ถ้าในอนาคตมีนักท่องเที่ยวไปเยอะมากอีก ก็จะมีปัญหา แบบเดียวกัน เพราะฉะนั้นเราอาจจะต้องกำหนดมาตรการ เช่น พลาสติกบางอย่างห้าม นำเข้าไปบริเวณอุทยานไหม ส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบเอ็ดดู-ทัวริซึม (Edu-Tourism) มีการ ปลูกปะการังต้นไม้ให้มันต่อเนื่อง ไม่ใช่เป็นเฉพาะช่วงที่เราต้องการฟื้นฟูอ่าวมาหยา จากความเสื่อมโทรม แต่ให้มีการปฏิบัติเป็นต่อเนื่องเป็นประจำ อย่างนั้นน่าจะนำมาซึ่งความ ยั่งยืนในการท่องเที่ยวมากกว่า การที่อ่าวมาหยาถูกย้ายท่าเรือไปอยู่อีกฝั่งหนึ่งก็ถือว่า เป็นเรื่องที่ดีส่วนหนึ่ง แต่ว่าตัวท่าเรือเองยังมีข้อกังวลว่าเวลาที่ช่วงฤดูมรสุมที่คลื่นซัดเข้ามา ตำแหน่งของท่าเรืออยู่ในจุดที่ล่อแหลมที่จะเกิดผลกระทบต่อการจอดเรือมาก ๆ เพราะฉะนั้นกรรมาธิการก็มีความกังวลเรื่องนี้ ในเรื่องของความปลอดภัยในการขึ้นลงเรือด้วย ตอนนี้อ่าวมาหยาได้ถูกเปิดแล้ว เปิดอย่างเต็มตัวแล้วในวันที่ ๑ มกราคม ปี ๒๕๖๕ ก็รวม ระยะเวลาก็คือ ๓ ปี ๗ เดือน หลังจากที่ปิดไป ประกาศปิด ๒ รอบ รอบแรกทุกคนยังพอ เข้าใจได้ แต่รอบที่ ๒ นั้นมีการประกาศปิดค่อนข้างกระชั้นมาก ๆ เราก็ตั้งข้อสังเกตหลังจากนั้นเป็นต้นมา แล้วก็รวมถึงมาตรการต่าง ๆ ตอนที่ประกาศปิด ที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช เรียกว่ายังมีความล่าช้าในการดำเนินการอยู่ แล้วก็ทางกรรมาธิการของเราก็ได้มีข้อเสนอแนะต่าง ๆ อย่างที่พยายามเรียบเรียงอย่างเร็ว ๆ ให้ท่านได้เห็น ซึ่งบทสรุปของรายงานชุดนี้รวมถึงข้อเสนอแนะต่าง ๆ ขมวดปมตรงนี้เลยว่า ประกาศเปิดหรือประกาศปิดได้ แล้วใช้ได้กับทุกที่เลย อุทยานไม่ต้องทางทะเลก็ได้ แต่ต้องมี ดัชนีชี้วัดที่มันแน่นอน แล้วก็มีหลักฐานเชิงวิชาการเชิงประจักษ์ด้วยว่าจะเปิดจะปิดเมื่อไร จะปิดชั่วคราวหรือจะปิดตลอดไป ต้องกำหนดล่วงหน้าโดยมีหลักทางวิชาการในการ สนับสนุน มีแผนจัดการที่ไม่ใช่ลำพังหน่วยงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งชายหาดที่เป็นแม่เหล็ก ดึงดูดแบบนี้ มีกิจกรรมท่องเที่ยวเยอะขนาดนี้ ต้องมีภาคเอกชน ภาคประชาสังคมเข้าไปช่วย ในการจัดการดูแล ในการจัดการรอบของนักท่องเที่ยวต่าง ๆ แบบนี้หรือเปล่า เพื่อที่จะ สามารถวางแผนในการเปิดปิดกิจกรรมการท่องเที่ยว รวมถึงส่งเสริมให้เกิดการท่องเที่ยว ของอ่าวมาหยาและอ่าวอื่น ๆ ด้วยให้ได้มาตรฐานระดับโลก แล้วก็ถ้าเป็นไปได้เราควรจะ ยกระดับโมเดล (Model) นี้ให้เป็นโมเดล (Model) นำร่องเลยค่ะ ส่งเสริมการท่องเที่ยวของ อุทยานแห่งชาติทางทะเล เราคงไม่อยากจะปิดอุทยานหลาย ๆ ที่ที่มีความเสื่อมโทรม แล้วก็ มองมันเหมือนกับอยู่ในตู้ปลา แล้วก็มองในระยะไกลผ่านเชือกที่กั้นเหมือนที่อ่าวมาหยา ที่เรามองอยู่ ๓ ปีกับอีก ๗ เดือนได้อีกแล้ว ข้อเสนอของคณะกรรมาธิการก็เพื่อที่จะปรับปรุง การดำเนินงานของหน่วยงานเสนอต่อไปยังหน่วยงานให้สามารถดำเนินการที่จะเปิดหรือปิด อุทยานแห่งชาติทางทะเลต่อไปในอนาคตให้เกิดการท่องเที่ยวและการอนุรักษ์ไปได้ด้วยกัน อย่างยั่งยืน ขอบคุณค่ะ