สาทิตย์ ชี้มาตรา 15/2 กัญชาเสรีขัดกฎหมายระหว่างประเทศ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๙ · ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖

สาทิตย์ วงศ์หนองเตย วิพากษ์วิจารณ์นโยบายกัญชาเสรี โดยเฉพาะมาตรา ๑๕/๒ ที่เปิดช่องให้ใช้กัญชาเพื่อประโยชน์เชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรม ซึ่งขัดกับกฎหมายระหว่างประเทศและส่งผลเสียต่อสุขภาพโดยเฉพาะเด็ก จึงเรียกร้องให้ทบทวนและควบคุมการใช้กัญชาอย่างเข้มงวดหรือพิจารณากลับไปจัดเป็นยาเสพติดอีกครั้ง

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ตรัง

ท่านประธานที่เคารพ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ผมเรียนย้ำกับ ท่านประธานอีกครั้งหนึ่งว่าผมเป็นคนหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยกับเรื่องของการเปิดกัญชาเสรี และเห็นด้วยเฉพาะเรื่องของการใช้ประโยชน์ทางการแพทย์เท่านั้น แต่ตัวกฎหมายฉบับนี้ ในมาตรา ๑๕/๒ ผมคิดว่าอันนี้เป็นข้อยืนยันที่ใหญ่ที่สุดที่ชี้ให้เห็นว่านโยบายกัญชาที่ต่อเนื่อง กับเรื่องกฎหมายกัญชาฉบับนี้นั้นไม่ได้เป็นไปเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์อย่างที่มี การโฆษณากัน ในมาตรา ๑๕/๒ มาตรานี้นั้นกรรมาธิการเพิ่มขึ้นมาแล้วเขียนชัดเลยว่า วัตถุประสงค์ของการขอรับใบอนุญาตตามมาตรา ๑๕ หรือแจ้งความประสงค์ตาม มาตรา ๑๕/๑ ซึ่งเป็นเรื่องของหมวดการอนุญาตที่อภิปรายไปแล้วให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ ๓ ข้อ คือ (๑) เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ซึ่งอันนี้ผมเห็นด้วย (๒) เพื่อประโยชน์ในทาง วิทยาศาสตร์ การศึกษา วิเคราะห์หรือวิจัย อันนี้ก็เห็นด้วย แต่ (๓) เพื่อประโยชน์ในเชิง พาณิชย์หรืออุตสาหกรรม ตัวนี้คือจุดอ่อนที่ใหญ่ที่สุด และเป็นความผิดพลาดที่สุด ของนโยบายการเปิดกัญชา แล้วทำให้กัญชากลายเป็นกัญชาเสรีอย่างทุกวันนี้ที่เกิดขึ้น และตัวกฎหมายฉบับนี้ที่บอกว่าจะออกไปควบคุม ถ้ามาตรา ๑๕/๒ นี้ผ่านออกไปก็ชัด เหมือนกันว่าไม่ได้ใช้เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์เท่านั้น เพราะท่านยังเขียนไว้ในข้อ ๓ ว่า เพื่อประโยชน์ในเชิงพาณิชย์หรืออุตสาหกรรมด้วย ทำไมผมจึงไม่เห็นด้วยครับ ในข้อเสนอ ของศูนย์ศึกษาปัญหาการเสพติด คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้เขียนถึง มาตรา ๑๕/๒ ว่าวัตถุประสงค์ในการออกใบอนุญาตตาม (๓) ก็คือเรื่องของประโยชน์ เชิงพาณิชย์หรืออุตสาหกรรมนั้นมันขัดต่อหลักการและเนื้อหาของกฎหมายยาเสพติด ระหว่างประเทศ ที่พูดถึงกันก็คือเรื่องของอนุสัญญาเดี่ยวว่าด้วยยาเสพติด ปี ๒๕๖๑ ซึ่งระบุว่ากัญชามีวัตถุประสงค์ ๒ ประการ คือประโยชน์ทางการแพทย์ กับ ๒. เพื่อประโยชน์ ในทางวิทยาศาสตร์ การศึกษา วิเคราะห์หรือวิจัย เขียนอยู่เท่านั้นครับ แต่นี่คือกฎหมาย และจุดประสงค์ของนโยบายกัญชาซึ่งต้องการให้เป็นกัญชาที่เป็นกัญชาเสรี จึงระบุ วัตถุประสงค์เพื่ออุตสาหกรรมหรือพาณิชย์ แถมยังไม่ได้ระบุว่าเป็นอุตสาหกรรม เพื่อการแพทย์ ส่วนพาณิชย์นั้นแน่นอน พาณิชย์คือการทำกำไร เพราะฉะนั้นในมาตรา ๑๕/๒ นี้ ผมจึงไม่เห็นด้วย กับใน (๓) และถือว่าเป็นจุดอ่อนที่สุด เรื่องใหญ่ที่สุดก็คือว่าการบัญญัติไว้ ในมาตรานี้นั้นมันก็จะมีปัญหา ไม่ว่าจะเป็นกับองค์การสหประชาชาติ องค์การอนามัยโลก หน่วยงานระหว่างประเทศ หรือองค์กรการค้าระหว่างประเทศอื่น ๆ ที่ไม่มีนโยบายสนับสนุน ให้ออกใบอนุญาตกัญชาเพื่อวัตถุประสงค์เชิงพาณิชย์หรืออุตสาหกรรม ถ้าจะออกก็ควรจะ จำกัดเฉพาะกัญชง อย่างที่เพื่อนสมาชิกซึ่งเป็นชาติพันธุ์ได้พูดเอาไว้ อันนั้นผมเห็นด้วย แต่ถ้าเป็นไปเพื่อกัญชานั้น อันนี้คือจุดอ่อนที่สุดของกฎหมายกัญชาในฉบับนี้ ผมจึง ไม่เห็นด้วยในข้อนี้ และยังย้ำอีกครั้งหนึ่งว่านโยบายกัญชาที่ผิดพลาดมาจากการปลดล็อกกัญชาออกจาก ยาเสพติดก่อนที่จะมีกฎหมายหรือมาตรการใด ๆ มาควบคุม แล้วสถานการณ์เสรีนี้มีคน ได้ประโยชน์แน่นอน จะกลุ่มทุนคนเปิดคาเฟ่ (Café) กัญชาในขณะนี้หรือกลุ่มทุนอื่นที่ลงทุน กันไปแล้วก็ตาม อาศัยสถานการณ์กัญชาเสรีนี้สร้างกำไรกันไปทั่วขณะนี้ จนน่าสงสัยว่า กลุ่มทุนนี้เป็นกลุ่มใดบ้าง นี่คือประเด็นที่หลายฝ่ายกังวล แต่ผลกระทบมันเกิดกับเด็กครับ ล่าสุดอย่างกรณีที่เป็นข่าวที่คุณหมอท่านหนึ่งได้โพสต์เฟซบุ๊ก (Post Facebook) และ เป็นข่าวไปแล้วคือมีเด็กอายุ ๘ ขวบไปกินเยลลี (Jelly) ผสมกัญชา ซึ่งมีญาติซื้อมาฝาก มีอาการรุนแรงถึงขั้นหัวใจสั่นแล้วต้องถูกหามส่งโรงพยาบาล คุณหมอคนนี้โพสต์ (Post) ไว้ ว่าอยากให้มีการดูแล แล้วถ้ารัฐบาลและคนที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายกัญชาไม่ออกกฎหมาย ควบคุมการใช้กัญชาให้มากกว่านี้เหตุการณ์เลวร้ายมันอาจเกิดขึ้นได้กับคนไทยทุกคน รวมทั้ง คนที่ใกล้ตัวของเราด้วย เขาพูดถึงกฎหมายควบคุม แต่กฎหมายควบคุมนี้ติดอยู่ในสภาขณะนี้ ซึ่งเรารู้ว่าสภาชุดนี้ทำไม่ทันแน่ แล้วถ้าออกอย่างเนื้อหาที่เป็นอยู่อย่างปัจจุบันก็คุมไม่ได้ด้วย มันต้องถอยกลับไปสู่แหล่งกำเนิดของปัญหานี้ ก็คือการเอากัญชากลับไปเป็นยาเสพติด ถ้าไม่คิดถึงคนได้ประโยชน์เราต้องทำเช่นนั้น ผมขออนุญาตท่านประธานนิดเดียวครับ คุณหมอท่านนี้ได้เขียนไว้น่าสนใจว่าถ้าเราปล่อยไปแบบนี้สักวันจะมีลูกหลานของเราที่เผลอ กินขนมกัญชาจนต้องเข้าโรงพยาบาลหรือเสียชีวิต สักวันอาจจะมีคนเมากัญชาขับรถไปชน เพื่อนของเราจนเสียชีวิต สักวันจะมีคนที่มีปัญหาทางจิตเวชจากการใช้กัญชาทำร้ายคน ในครอบครัวของเรา นี่คือผลกระทบที่รุนแรงครับ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้มันใหญ่กว่า เรื่องตัวกฎหมายซึ่งค้างอยู่ก็คือเรื่องของการทำกัญชาให้กลับไปเป็นยาเสพติด และมี มาตรการควบคุมที่ดี ขอบพระคุณครับ