สาทิตย์ วงศ์หนองเตย แสดงความกังวลเกี่ยวกับกฎหมายกัญชา พ.ศ. ๑๖๘๓ ซึ่งเข้าใจว่ากฎหมายฉบับนี้ไม่สามารถควบคุมการใช้กัญชาได้ และมีผลกระทบทางลบต่อสังคม
ท่านประธานที่เคารพ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ มาตรา ๑๕/๑ ซึ่งเพิ่มขึ้นมาใหม่อยู่ในหมวดที่ว่าด้วยการขออนุญาตและการอนุญาต เป็นอีกมาตราหนึ่ง ที่ชี้ให้เห็นชัดว่าพระราชบัญญัติกัญชง กัญชา พ.ศ. .... ฉบับนี้หรือเรียกว่ากฎหมายกัญชา ฉบับนี้ไม่สามารถที่จะควบคุมการใช้กัญชาเพื่อใช้ประโยชน์ทางการแพทย์เท่านั้นได้เลยครับ ในหมวดที่ว่าด้วยการขออนุญาตนั้นผมได้อภิปรายเอาไว้ในมาตรา ๑๕ ซึ่งลงมติไปแล้ว เมื่อสักครู่นี้ว่าการขอใบอนุญาตเพาะปลูกกัญชา หรือผลิต หรือนำเข้า หรือส่งออกนั้น กฎหมายฉบับนี้เขียนในลักษณะส่งเสริม นั่นก็คือทำให้ง่ายเข้า การทำให้ง่ายเข้าในขณะที่กัญชามีทั้งประโยชน์ มีทั้งโทษ ในที่สุดแล้วผู้ที่ต้องการจะใช้ ประโยชน์จากกัญชาไปเพื่อการนันทนาการที่ไม่ใช่มีวัตถุประสงค์ทางการแพทย์จะได้ ประโยชน์มาก โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจที่ทำเรื่องเกี่ยวกับกัญชา เรื่องขอใบอนุญาตเป็นเรื่องใหญ่ ในมาตรา ๑๕/๑ นั้น ท่านเขียนขึ้นมาว่าคนที่ขอรับใบอนุญาตเพาะปลูกอยู่ก่อนแล้ว หรือผลิต หรือนำเข้า ถ้าในกรณีที่ต้องการนำเข้า สมมุติขอใบอนุญาตเพาะปลูกไว้ แล้วจู่ ๆ จะขออนุญาตนำเข้ากัญชาหรือสารสกัด แต่ไม่ได้แจ้งความประสงค์เอาไว้ก่อน เมื่อได้รับ ใบอนุญาตเพาะปลูกหรือผลิตแล้ว ถ้าจะขออนุญาตอย่างอื่นด้วยสามารถจะมาขออนุญาต ในใบเดียวกันนี้ เพียงแต่ให้ผู้อนุญาตบันทึกเพิ่มเติมว่าสามารถจะดำเนินการดังกล่าวไว้ด้วย ก็ได้ ซึ่งลักษณะนี้เป็นความหละหลวม แล้วเป็นการส่งเสริมมากกว่าควบคุม ทำไมผม ถึงกล่าวเช่นนั้นครับ ในต่างประเทศอย่างกรณีแคนาดา กรณีใบอนุญาตมีถึง ๖ ประเภท แล้วแต่ละประเภทก็ขอได้ยากมาก เช่น ใบอนุญาตเพาะปลูก ใบอนุญาตผลิตแปรรูป ใบอนุญาตการขายเพื่อใช้ในทางการแพทย์ ใบอนุญาตการทดสอบ ใบอนุญาตการวิจัย ใบอนุญาตผลิตยาจากกัญชา แต่ในขณะที่กฎหมายฉบับนี้บอกว่าใครคนใดคนหนึ่งก็ตาม ไปขอใบอนุญาตเพาะปลูกเอาไว้ อยู่ ๆ วันหนึ่งเพาะปลูกเสร็จจะขายด้วยเอาใบเดียวกันไปขอ แล้วผู้อนุญาตสามารถอนุญาตได้แล้วบันทึกเพิ่มเติม ลักษณะอย่างนี้จะไปควบคุมได้อย่างไร เพราะในการขอใบอนุญาตแต่ละครั้งมันจะต้องมีเงื่อนไขมีวิธีการที่ชัดเจน ท่านพยายาม ยกตัวอย่างในต่างประเทศ แต่เอามาไม่หมด แล้วมาเขียนกฎหมายกัญชาเฉพาะแบบนี้ มันทำให้มีแต่ลักษณะเฉพาะประเทศไทยเท่านั้น ในเนเธอร์แลนด์ซึ่งมีการอ้างกันนี้ ในกรณี เนเธอร์แลนด์นั้นเขายังเขียนไว้ค่อนข้างชัดว่าคนที่จะขออนุญาตเกี่ยวกับกัญชาได้ จะเพาะปลูกจะขายจะต้องเป็นนิติบุคคลหรือผู้ประกอบการที่ได้จดทะเบียนไว้ตามกฎหมาย เท่านั้น บุคคลธรรมดาที่ไม่ได้จดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการต่าง ๆ ไม่สามารถขอได้ครับ แต่ในกฎหมายเราที่ท่านเขียนเอาไว้ฉบับนี้ ท่านเขียนเฉพาะคำว่าผู้ใด เป็นใครก็ได้ ไม่จำเป็นจะต้องเป็นนิติบุคคลหรือผู้ประกอบการที่จดทะเบียน อันนี้เป็นการเปิดกว้าง ซึ่งการเปิดกว้างลักษณะนี้ การเข้าไปกำกับควบคุมทำได้ยากครับ ผมจึงเรียนท่านประธานว่า นี่คือปัญหาของเรื่องกฎหมายกัญชา มันไม่ใช่เรื่องของการเตะสกัดเตะขัดขาแต่ประการใด เท่านั้น แต่ปัญหากัญชามันมาจากการปลดล็อกกัญชาออกจากยาเสพติดก่อนมีกฎหมาย บังคับใช้ แล้วท่านก็ไปออกกฎกระทรวงทั้ง ๒ ๓ ๔ ฉบับนั้นแทบใช้ไม่ได้ผลเลยครับ ทุกวันนี้ กัญชาเสรีเกลื่อนเมือง แล้วกฎหมายฉบับนี้เราก็รู้อยู่ว่าจะอย่างไรก็ไม่ทันสภาสมัยนี้แน่นอน ถึงจะผ่านวันนี้ อีกไม่กี่วันนี้ก็ปิดสมัยประชุมแล้ว นั่นแปลว่าสถานการณ์กัญชาเสรีจะยังคงอยู่ ต่อไป เมื่อวานนี้ก็มีข่าวว่าการเลือกตั้งครั้งใหม่กว่าจะตั้งรัฐบาลได้ต้องไปถึงเดือนกรกฎาคม สิงหาคมหน้า นั่นแปลว่าอีก ๕-๖ เดือนจากนี้ไปสถานการณ์กัญชาเสรีสุดขั้วจะยิ่งเสรีมากขึ้น ต่อไป แล้วสร้างผลกระทบทางลบในวงกว้างต่อไปด้วย ผมถึงเรียนกับท่านประธานว่า ตัวกฎหมายฉบับนี้จะอย่างไร มาตรา ๑๕ มีเป็น ๑๐๐ มาตราไม่ผ่านสภานี้ แต่ที่น่ากังวล มากกว่าก็คือสถานการณ์กัญชาเสรีสุดขั้วข้างนอก ผมเรียนท่านประธานเลยว่าถึงมีข้อสรุป จากหลายฝ่ายว่านี่คือความผิดพลาดของนโยบายกัญชาเสรีของผู้ที่ต้องการจะเปิดเสรี ก่อนจะมีกฎหมายและมาตรการมาควบคุม อย่าโทษเรื่องกฎหมายเลยครับ ไม่ใช่ แต่เป็นการปลดล็อกกัญชาออกจากยาเสพติดก่อนมีกฎหมายใด ๆ มากำกับควบคุม เป็นความผิดพลาด ทางเดียวเท่านั้นที่ต้องกลับไปคือต้องปิดสวิตช์และให้กัญชากลับเป็น ยาเสพติด ซึ่งจะยังสามารถใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ต่อไปได้เท่านั้น ขอบพระคุณครับ