สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๗ · ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖

พิสิฐ ลี้อาธรรม หารือเรื่องระบบประกันสุขภาพแห่งชาติและระบบประกันสังคม โดยเรียกร้องให้มีธรรมนูญและกรอบในการกำหนดนโยบายเพื่อให้เกิดความเสมอภาค พิสิฐยังชี้ให้เห็นว่าข้อมูลบางส่วนในเอกสารที่เขียนไว้ไม่มีความชัดเจน และเรียกร้องความชัดเจนในการจัดสรรงบประมาณเพื่อดูแลสุขภาพของคนไทย นอกจากนี้ยังหารือเรื่องบทบาทท้องถิ่นในการดูแลสุขภาพและเรียกร้องการทิศทางในการจัดการศึกษาและฝึกอบรมบุคลากรด้านสุขภาพเพื่อให้มีความมั่นใจในด้านสุขภาพของคนไทย

นายพิสิฐ ลี้อาธรรม แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิสิฐ ลี้อาธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ผมขอขอบคุณทางคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติที่ได้จัดทำรายงานฉบับนี้ เข้ามา ซึ่งเมื่อ ๒ เดือนที่แล้วในเดือนธันวาคมนี่เราก็ได้เพิ่งเห็นร่างของเอกสารฉบับนี้ แล้วท่านก็ได้ทำมาใหม่ แต่ท่านก็ยังบอกว่าท่านไม่ได้แก้ไขในสาระสำคัญ ซึ่งอันนี้ผมคิดว่า อยากที่จะขออภิปรายสักเล็กน้อย เพราะว่าครั้งที่แล้วผมก็ได้พูดไปพอสมควรในเรื่องสาระ ผมจะขอพูดทั้งหมดรวม ๕ ประเด็นด้วยกันนะครับ

ประเด็นที่ ๑ ก็คือเรื่องของการที่เรามีระบบประกันสังคม ที่มีการ รักษาพยาบาลผู้ที่อยู่ในระบบประมาณ ๑๐ กว่าล้านคน กับระบบประกันสุขภาพแห่งชาติ ระบบ สปสช. ซึ่งก็ใช้เงินร่วม ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาทจากงบประมาณแต่ละปี แล้วก็มีหลักการ ให้รักษาพยาบาลนะครับ ซึ่งทุกวันนี้ ๒ ระบบก็มีความเหลื่อมล้ำกัน มีปัญหาเรื่องที่ว่าจะใช้ ระบบไหนดีสำหรับบางคน แล้วก็ยังมีของข้าราชการอีกล้านกว่าคนที่เป็นข้าราชการอยู่ รวมไปถึงผู้ที่อยู่ในครอบครัวด้วย ผมอยากจะเห็นท่านมีธรรมนูญในเรื่องนี้ที่จะเขียนให้ชัดว่า ท่านจะกำหนดกรอบและแนวทางในการกำหนดนโยบายเรื่องความเสมอภาคในเรื่องนี้ อย่างไร เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมอย่างที่ท่านเขียน เป็นระบบสุขภาพที่เป็นธรรม หรือท่าน ใช้คำภาษาอังกฤษว่า อีควิเทเบิล เฮลท์ ซิสเต็ม (Equitable Health System) ถ้าท่านมี การเขียนให้ชัดขึ้นว่าเราควรมีนโยบาย ยุทธศาสตร์ และการดำเนินงานด้านสุขภาพเกี่ยวกับ กองทุนทั้งสอง แล้วก็ของข้าราชการจะได้มีความชัดเจน แล้วก็เป็นแนวทางให้ผู้ปฏิบัติ ได้เห็นชัด อันนี้ผมคิดว่าที่ท่านเขียนมายังไม่ได้ตอบโจทย์ที่ผมตั้งไว้ครั้งที่แล้ว นั่นคือ ข้อที่ ๑

ข้อที่ ๒ ก็คือเรื่องของการเงิน การคลังที่ท่านได้เขียนเอาไว้นะครับ ท่านก็ได้ บรรยายถึงรายละเอียดในอดีตตัวเลขเสียเยอะเลย ในหน้า ๘๔-๘๕ แต่ว่าพอมาถึงหน้า ๘๖ ในอีก ๕ ปีข้างหน้าดูแล้วมันไม่มีอะไรที่จับต้องได้ที่เป็นรูปธรรมที่เราจะใช้เป็นกรอบนะครับ ถ้าผมเป็นสำนักงบประมาณ ผมก็จะไม่สามารถเอาข้อมูลเหล่านี้มาใช้ในการวางกรอบ งบประมาณใน ๕ ปีข้างหน้านี้ได้ ผมอยากจะเห็นท่านมีความชัดเจนในส่วนนี้ว่าประเทศไทย เราควรต้องมีการจัดสรรงบแผ่นดินใด ๆ ก็ตามเพื่อดูแลเรื่องสุขภาพอย่างไร โดยเฉพาะ อย่างยิ่งเรื่องของการดูแล การป้องกันมากกว่าการรักษา ซึ่งปัจจุบันระบบต่าง ๆ ยังเป็น ระบบของการต้องให้ป่วยเสียก่อนถึงจะมาใช้เงินหลวง แต่การที่จะให้มีการใช้เงิน เพื่อการป้องกันหรือมีการดูแลเรื่องของการให้มีสุขภาพดียังเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยมีการใช้เงินกัน มากนัก จะมีก็องค์กร สสส. ที่ได้มีความพยายามในการดูแลเรื่องนี้ ซึ่งที่ผ่านมาเรื่องของบุหรี่ เรื่องของสุรา เรื่องของการให้มีการเก็บภาษีความหวาน หรือต่อไปก็เรื่องความเค็ม เหล่านี้ เป็นต้น ก็จะเป็นเรื่องที่ผมคิดว่าถ้าท่านมีความชัดเจนในส่วนนี้มากขึ้นว่าเราต้องปลดล็อก ในส่วนไหนเพื่อจะให้สุขภาพของคนไทยดีขึ้นอย่างแท้จริง

ที่ท่านเขียนมาในเอกสาร หน้า ๘๕-๘๖ เกี่ยวกับเรื่องการเงิน การคลัง กระผมมีความรู้สึกว่าท่านสนใจแรงงานต่างด้าวเสียเยอะ แต่ของคนไทยกันเองที่ยังอยู่ นอกระบบท่านยังไม่มีข้อมูล ยังไม่มีตัวเลข หรือมีนโยบายที่จะดูแลคนที่ยังอยู่นอกระบบ หรือยังถูกทอดทิ้ง ณ เวลานี้เราไม่ทราบเลยว่ายังมีคนไทยสักกี่มากน้อยที่ไม่ได้รับประโยชน์ จากระบบของรัฐแต่ประการใด อันนี้ก็เป็นข้อที่ ๓ ที่ผมอยากขอให้ท่านได้ช่วยให้ ความกระจ่างนะครับ

ประเด็นที่ ๔ ก็คือเรื่องของบทบาทของท้องถิ่นในเรื่องของสุขภาพ ซึ่งในปีนี้ เรามีการโอนงานของ รพ.สต. ให้กับท้องถิ่น ซึ่งแน่นอนท้องถิ่นก็ต้องพยายามใช้โอกาสนี้ ในการดูแลสุขภาพของคนในท้องถิ่นให้มากขึ้น แต่ไม่มีความชัดเจนว่าจะออกไปในทิศทางไหน จะให้ รพ.สต. เหล่านี้มีสภาพเหมือนกับรามาหรือศิริราชหรือโรงพยาบาลเอกชนอื่นทุกอย่าง ทุกประการหรือเปล่า ผมเชื่อว่าบทบาทของท้องถิ่นน่าจะมีลักษณะที่แตกต่างกันออกไป

แล้วก็ประการสุดท้ายครับ ก็คือเรื่องของบุคลากรในวงการสุขภาพ ผมอยาก เห็นท่านมีการให้ทิศทางว่าเราจะต้องมีการจัดการศึกษาหรือว่าจัดการอบรมฝึกบุคลากร ทางด้านเกี่ยวกับสุขภาพได้มากแค่ไหนเพื่อจะให้เราได้มีความมั่นใจว่าสุขภาพของคนไทย โดยทั่วไปอยู่ในเกณฑ์ที่ดี ขอบพระคุณมากครับ