จุติ แจงปัญหาที่อยู่อาศัย ชี้ต้นทุนสูง-ที่ดินแพง ถอยบ้าน 999 บาท

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๗ · ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖

จุติ ไกรฤกษ์ ชี้แจงข้อมูลการมีกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยของครัวเรือนแบ่งตามกลุ่มอายุและรายได้ พร้อมรายงานความคืบหน้าการจัดหาที่อยู่อาศัยให้ผู้มีรายได้น้อยภายใต้มาตรการรัฐ และเสนอปรับนโยบายการเคหะแห่งชาติเป็นระบบเช่าในเชิงสังคมเพื่อรองรับผลกระทบจากโควิด รวมถึงเรียกร้องให้รัฐทบทวนมาตรการสนับสนุนโครงการบ้านคนไทยประชารัฐที่ล่าช้าจากต้นทุนที่สูงขึ้นจากวิกฤตเศรษฐกิจและการเมืองโลก พร้อมเสนอแนวทางใช้ที่ดินของกรมธนารักษ์ในรูปแบบสหกรณ์เพื่อลดภาระค่าเช่าและแก้ปัญหาผู้บุกรุกที่ดินอย่างยั่งยืน

นายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคง ของมนุษย์

กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ กระผม จุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ได้รับมอบหมายจาก ท่านนายกรัฐมนตรีให้มาตอบกระทู้ของท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติในเรื่องของที่อยู่อาศัย คำถามของท่านก็สถิติที่รวบรวมได้ก็อาจจะไม่ละเอียดพอเท่าที่ท่านต้องการ แต่ว่าสถิตินั้น เขาไม่ได้แบ่งเป็นตามช่วงอายุ แต่แบ่งเป็นตามกลุ่ม ประเด็นแรกคือการมีกรรมสิทธิ์ ในที่อยู่อาศัยเป็น ๒ กลุ่ม คือกลุ่มที่มีกรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองมี ๑๖,๗๒๐,๐๐๐ ครัวเรือน หรือประมาณ ๗๓.๙ เปอร์เซ็นต์ และส่วนใหญ่เขาก็บอกว่าเป็นผู้มี ช่วงอายุเฉลี่ย ๖๐ ปีขึ้นไป นี่ทั้งประเทศ ส่วนกลุ่มไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง มี ๒๖ เปอร์เซ็นต์ คือ ๕,๙๐๐,๐๐๐ ครัวเรือน ส่วนใหญ่เป็นผู้มีช่วงอายุเฉลี่ย ๕๑-๖๐ ปี นี่คือข้อมูลที่หาให้ท่านได้ละเอียดที่สุดเท่าที่จะทำได้ นอกจากนั้นแล้วกลุ่มที่มีกรรมสิทธิ์ ในที่อยู่อาศัย กลุ่มรายได้น้อยก็มีกรรมสิทธิ์อยู่ ๙,๙๐๐,๐๐๐ ครัวเรือน นี่หมายถึง ทั้งประเทศ น่าจะเป็นต่างจังหวัดนะครับ ส่วนกลุ่มรายได้สูงก็คือ ๓,๗๐๐,๐๐๐ ครัวเรือน กลุ่มรายได้ปานกลางก็ ๓,๑๐๒,๐๐๐ ครัวเรือน ส่วนกลุ่มที่ไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัยเลย มีกลุ่มรายได้น้อย ๓,๖๖๗,๐๐๐ ครัวเรือน กลุ่มรายได้สูง ๑,๔๒๖,๐๐๐ ครัวเรือน กลุ่มรายได้ปานกลางก็คือ ๘๐๐,๐๐๐ ครัวเรือนที่ไม่มีที่อยู่อาศัยนะครับ นอกจากนั้นแล้ว ที่ท่านกราบเรียนถามมาก็คือในเรื่องของที่ดินแพงในกรุงเทพมหานคร ผมกราบเรียน ท่านด้วยความเคารพว่าเมื่อโควิด (COVID) มาถึง รัฐบาลได้มีนโยบายเปลี่ยนนโยบายของ การเคหะแห่งชาติ ซึ่งการเคหะแห่งชาตินั้นดูแลผู้มีรายได้น้อยที่ไม่มีที่อยู่อาศัย ขณะนี้ การเคหะแห่งชาติดูแลขายแล้วก็มีที่เช่าอยู่ด้วย ขายไปแล้วประมาณ ๗๐๐,๐๐๐ หน่วย แล้วก็ ขณะนี้มีเช่าอยู่ประมาณ ๘๐,๐๐๐ ครอบครัวทั่วประเทศหมด แต่ส่วนใหญ่แล้วก็จะอยู่ใน กรุงเทพมหานคร นอกจากนั้นแล้วในระหว่างปี ๒๕๖๒ ถึงปี ๒๕๖๕ เราก็มีจัดที่อยู่อาศัย ให้กับผู้มีรายได้น้อย ๒๘,๒๓๖ ครัวเรือน สิ่งที่อยากจะกราบเรียนท่านก็คือว่าวันนี้การเข้าถึง ที่อยู่อาศัยมีหลายแบบ นอกจากการเคหะแห่งชาติแล้ว กราบเรียนท่านว่าการเคหะแห่งชาติ นั้นได้เปลี่ยนนโยบายจากขายเชิงพาณิชย์ เปลี่ยนเป็นให้เช่าในเชิงสังคม เพราะว่าตระหนัก ดีว่าค่าที่ดินแพง แล้วก็ประชาชนวันนี้เนื่องจากประสบภัยเศรษฐกิจจากโควิด (COVID) ก็ไม่สามารถมีเงินก้อนมาวางดาวน์แล้วก็ผ่อนได้ จึงได้เปลี่ยนเป็นระบบเช่า ซึ่งในช่วงแรก ช่วงโควิด (COVID) ก็ได้เปลี่ยนระบบเช่า ๑๐,๐๐๐ ยูนิต (Unit) ให้กับผู้มีรายได้น้อยเช่าก็คือ เดือนละ ๙๙๙ บาท คือไม่ถึง ๑,๐๐๐ บาท ก็คำนึงถึงคนที่ทำงานหาเช้ากินค่ำได้มีรายได้พออยู่ได้นะครับ ๑๐,๐๐๐ ยูนิต (Unit) ก็หมด ที่พี่น้องประชาชนขอเช่าไป นอกจากนั้นแล้วก็มีเรื่องบ้านของสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ซึ่งก็ทำในเรื่องของชุมชนที่แออัด ตรงนี้ก็มีเรื่องของบ้านเปรมประชากร ซึ่งเป็นบ้านซึ่งรัฐบาลนั้นได้ประเมินความต้องการคือ ๕,๖๐๐ ครอบครัว แล้วก็จัดได้ ประมาณ ๑,๔๖๔ ครอบครัว สาเหตุที่ไม่ครบก็เพราะว่ามีการประท้วงต่อต้าน ไม่เห็นด้วยกับ โครงการ บางส่วนก็ไม่ยอม ฉะนั้นจึงไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้ ส่วนคลองลาดพร้าวนั้น ก็มีความต้องการประมาณ ๖,๘๐๐ ครัวเรือน เราจัดให้ได้ประมาณ ๔,๘๐๐ ครัวเรือน เป็นเรื่องโครงการเช่า ที่เหลือก็คือมีประสบปัญหาอีกเช่นกันคือเรื่องของชุมชนไม่ประสงค์ หรือว่าไม่ยินยอมให้มีการดำเนินการนะครับ

ส่วนอีกเรื่องหนึ่งคือมาตรการบ้านคนไทยประชารัฐ ซึ่งกระทรวงการคลัง เป็นผู้ดำเนินการ ก็เช่าที่ราคาถูกจากกรมธนารักษ์ แล้วก็ให้เอกชนปลูกสร้าง วันนี้ก็ทำได้ที่ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์นะครับ ทำได้ประมาณ ๒๐๐ ครอบครัว ที่เหลือก็เพิ่งจะขอเลื่อน การดำเนินโครงการไปอีก ๑ ปี เพราะไม่สามารถหาผู้รับเหมามาดำเนินโครงการต่อได้ ประเด็นที่สำคัญก็คือว่าวันนี้หลังจากวิกฤติซ้อนวิกฤติทั้งเรื่องของโควิด (COVID) ซึ่งมีปัญหา หนี้ครัวเรือนเพิ่มเติม มีปัญหาการจ้างงาน มีปัญหารายได้ลด แล้วก็สงครามระหว่างประเทศ รัสเซียกับประเทศยูเครน ทำให้ปัจจัยในการสร้างบ้านให้กับผู้มีรายได้น้อยนั้นเปลี่ยนแปลงไป ปัจจัยที่ ๑ คือเรื่องต้นทุน คือเงินในการประกอบการสร้างโครงการนั้น อัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น จากที่ ๑ เปอร์เซ็นต์ วันนี้ขึ้นมาอยู่ที่ ๓ เปอร์เซ็นต์แล้ว ในขณะที่อัตราดอกเบี้ยทั่วโลก ขึ้นไปประมาณ ๕ เปอร์เซ็นต์แล้ว ฉะนั้นต้นทุนของการดำเนินโครงการก็สูงขึ้น ผลตอบแทน ที่จะให้กับโครงการนั้นก็อาจจะไม่คุ้มค่าในเชิงของรัฐเพราะว่าต้องมีอุดหนุนเยอะ แต่ในขณะเดียวกันก็กราบเรียนว่าต้นทุนอีกอันหนึ่งที่สำคัญคือต้นทุนของวัตถุดิบ ซึ่งก็ขึ้น ตามอัตราเงินเฟ้อ ขึ้นตามต้นทุนของค่าขนส่ง ค่าประกันภัย ค่าวัตถุดิบทั้งหลาย แล้วก็ต้นทุน แรงงานซึ่งต้องใช้ในการก่อสร้างบ้านเป็นจำนวนมาก

อีกประเด็นหนึ่งก็คือต้นทุนที่ดิน อย่างที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้ถาม มาแล้วว่าในกรุงเทพมหานครนั้นต้นทุนที่ดินสูงขึ้นมาก ดังนั้นการเคหะแห่งชาตินั้น ได้พยายามทำด้วยการว่าเดิมเราตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะสร้างบ้านให้ผู้มีรายได้น้อยอยู่ เดือนละ ๙๙๙ บาท วันนี้ก็ไม่สามารถทำโครงการนี้ขยายต่อไปได้ แต่คนเดิมก็ยังคงราคาเดิมอยู่ ๑๐,๐๐๐ ครอบครัว เราจะขยายเพิ่มขึ้นในราคา ๙๙๙ บาทนั้นไม่สามารถทำได้ ประการ ต่อมา เมื่อต้นทุนเพิ่มก็จะต้องมีการปรับในเรื่องของราคาค่าเช่าเพิ่มขึ้นมา ทีนี้มีทางออก อีกทางหนึ่งก็คือชุมชนแออัดของสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ก็มีเช่าที่ ของกรมธนารักษ์ ๓๐ ปี อันนี้ไม่ได้ซื้อนะครับ แล้วก็เปลี่ยนจากผู้ผิดกฎหมายให้เป็น ผู้ถูกกฎหมาย จากผู้บุกรุกก็เป็นผู้อยู่อาศัย แล้วก็เปลี่ยนจากเชิงพาณิชย์เป็นเชิงสังคมหมด ดังนั้นสิ่งที่ประชาชนผู้มีรายได้น้อยได้ก็คือเช่าจากกรมธนารักษ์โดยตั้งเป็นสหกรณ์ แล้วสหกรณ์นั้นก็ไปของบอุดหนุนสาธารณูปโภคของรัฐบาล แล้วสหกรณ์นั้นกู้เงินจาก สถาบันการเงินนั้นมาสร้างนะครับ ดังนั้นค่าที่ที่รัฐบาลช่วยเหลืออยู่จากที่ปกติราคา เชิงพาณิชย์ที่เอกชนเช่า ๖๐ บาทต่อตารางวาต่อปี ๖๐ บาทที่เราเช่ากันอยู่นี่ ในขณะที่ ภาคเอกชนนั้นเช่าถึง ๒๐๐ บาทต่อตารางวาต่อปี ก็เป็นการลดภาระให้กับประชาชนในการที่ จะมีบ้านอยู่อาศัยที่ราคาถูกลง ส่วนคำถามที่ท่านถามมาก็น่าจะเป็นแค่นี้เบื้องต้นก่อน กระมังครับที่ท่านต้องการ ขอบพระคุณมากครับ