อนุพงษ์ แจงลดภาษีที่ดิน 15% ปี 66 บรรเทาภาระหลังโควิด

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๖ · ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖

อนุพงษ์ เผ่าจินดา ชี้แจงถึงเจตนาของกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่มุ่งจัดเก็บจากผู้มีทรัพย์สินมาก โดยให้ความคุ้มครองผู้มีรายได้น้อยและเกษตรกร พร้อมย้ำว่ากฎหมายดังกล่าวสะท้อนความเป็นธรรมมากกว่าระบบเดิมที่ล้าสมัย และได้ผ่านการพิจารณาอย่างรอบคอบ แม้ไม่ผ่านสภาวันนั้น รวมถึงอธิบายการปรับราคาประเมินทรัพย์สินในปี 2566 ที่ทำให้ภาษีเพิ่มขึ้นแต่ส่งผลกระทบเฉพาะกลุ่มฐานะดี ขณะที่รัฐมีมาตรการบรรเทาภาระอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการลดภาษีร้อยละ 15 ในปี 2566 เพื่อช่วยเหลือประชาชนหลังสิ้นสุดมาตรการช่วยเหลือและสถานการณ์หลังโควิด-19 โดยยืนยันว่าผู้มีรายได้น้อยยังคงได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายเดิม

พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ก่อนอื่นเรื่องของภาษีที่ดิน และสิ่งปลูกสร้างนี้ ก่อนอื่นต้องเรียนว่าเป็นภาษีที่จะสร้างความเป็นธรรมไม่ใช่เป็นภาษี ที่จะไปสร้างภาระให้กับพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่เราเรียกว่าคนที่ยากไร้หรือคนจน เพราะเจตนาภาษีฉบับนี้ผู้ที่เป็นคนจนจะไม่ได้รับผลกระทบ ผมยกตัวอย่างมีข้อยกเว้นที่อยู่ อาศัยและที่ประกอบอาชีพ ๕๐ ล้านแรกไม่เสียภาษี เพราะฉะนั้นคนจนไม่โดนเลย เขาไป เก็บจากคนที่มีที่ดินและทรัพย์สินมาก ๆ โดยฐานจัดเก็บก็เปลี่ยนจากเดิม เปลี่ยนจากรายได้ ที่เกิดขึ้นเขาไปประเมินมูลค่าของทรัพย์สินทั้งที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ใครยิ่งมีที่ดินที่มาก มีที่ดินดีมากก็จะเสียภาษีมาก เพราะฉะนั้นคนรวยจะเป็นผู้ที่แบกรับภาระซึ่งตรงกับ เจตนารมณ์ว่ากลุ่มที่เป็นผู้ที่ยากไร้ กลุ่มเปราะบาง กลุ่มคนยากจนก็จะไม่มีภาระภาษีมากนัก โดยเฉพาะเรื่องของการเกษตร กฎหมายฉบับนี้ก็จะเขียนไว้ให้เป็นอย่างดี ถามว่าดีกว่าภาษีเดิม อย่างไร ก่อนที่จะมีภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างนั้น เรามีภาษีโรงเรือน ที่ดิน มีภาษีดังกล่าวนี้ ก็ไม่สะท้อนความเป็นจริง ถามว่าเป็นอย่างไร อัตราจัดเก็บของราคาประเมินในขณะนั้น ใช้อัตราปี ๒๕๒๑-๒๕๒๔ เป็นเวลาเนิ่นนานต่อเนื่องกันมาเลยโดยไม่มีหลังคาประเมินใหม่เลย ในขณะที่ คสช. ขณะนั้นคิดเรื่องของภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ปรากฏว่าถ้าจะไปใช้ราคา ประเมินในปีนั้นราษฎรจะต้องแบกภาษีเป็น ๑๐๐ เท่า สรุปว่าภาษีเดิมไม่สะท้อนความ เป็นจริงเลยก็มีการใช้ภาษีฉบับใหม่แล้วก็สะท้อนอย่างที่ผมเรียนแล้วจะต้องการได้ภาษี จากคนมีสตางค์ ในการที่บอกว่าไม่ผ่านการกลั่นกรองก็ยอมรับว่าไม่ได้ผ่านสภาจริง เพราะขณะนั้นไม่มีสภาก็คงไม่ต้องไปฟื้นฝอยหาตะเข็บว่าเรื่องอะไร ก็ไม่มีสภา อย่างไรก็ตาม ก็ผ่านการกลั่นกรองมาอย่างดี ที่สำคัญที่น่าสนใจคือเมื่อเจตนาจะลดภาระกับผู้ที่ยากจน แล้วต้องการให้ผู้ที่มีทรัพย์สินมาก ๆ ไม่ว่าที่ดินสิ่งปลูกสร้างต้องแบกภาระภาษีก็เป็นสิ่งดี ไม่ใช่หรือไม่ว่าจะเป็นใครทำก็ดูผลของเขา เมื่อเป็นถึงบัดนี้ถ้าจะไปพูดถึงตอนนี้ท่านก็แก้ได้ ท่านก็ทำงานกันแก้ได้ สภาอันทรงเกียรตินี้ก็แก้ได้ก็เรียนให้เป็นประเด็น แต่ก็เรียนว่าเจตนา ของภาษีที่มาเขาทำอย่างไร

ต่อมาท่านก็ไปพูดถึงในเรื่องของเมื่อออกมาแล้วประชาชนได้รับผลกระทบ เมื่อออกภาษีมาแล้ว บังคับใช้ตั้งแต่ปีแรกตามที่ท่านได้กล่าวถึง เมื่อปี ๒๕๖๓ ก็เริ่มเก็บภาษี ตามที่ว่านี้ก็มีข้อลดหย่อนให้มากมาย เช่นยกตัวอย่างผู้ที่ทำการเกษตรนั้นไม่ต้องเสียภาษีเลย พื้นที่ดินนั้นไม่มี แล้วถ้าใครมีประเมินภาษีมากกว่าเดิมก็มีมาตรการที่จะช่วยเหลือบรรเทาให้ มีหลาย ๆ มาตรการ แทนที่จะช่วยเหลือทำให้พี่น้องประชาชนได้รับการเปลี่ยนแปลงการเสียภาษี แต่มันจะสะท้อนว่าคนรวยเสียจริง แล้วก็มีมาตรการหมดละครับที่เขาเข้าออกมาแล้วก็มี การปรับมาเป็นระยะ ๆ การที่กล่าวอ้างว่าในช่วงนั้นมีปัญหาโควิด (COVID) ก็คงอย่างที่ทราบ เราก็ไม่ทราบหรอกว่ามันจะมีโควิด (COVID) แรงขนาดไหน อย่างไร อย่างไรก็ตามเมื่อเกิด ขึ้นแล้วท่านก็ทราบดีว่าเราได้ไม่ได้เก็บภาษีส่วนนี้ เราเก็บเพียงแค่ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ๑๐๐ บาทเราเก็บ ๑๐ บาทเท่านั้น หรือลดไป ๙๐ เปอร์เซ็นต์ ๒ ปีติดต่อกัน ก็มีผลต่อเนื่องไป ท้องถิ่นก็จะขาดรายได้ส่วนหนึ่ง รัฐบาลก็ไปชดเชยให้ส่วนหนึ่ง นั่นเป็นเรื่องที่ผ่านมาทั้งสิ้น ในอดีตที่ผ่านมานะครับ พอมาถึงว่าตอนนี้ไปลด จากคำถามนะครับ ไปลดภาษีในปี ๒๕๖๖ ที่จะต้องเสีย ลด ๑๕ เปอร์เซ็นต์น้อยไปหรือไม่ ก็ต้องอธิบายที่ไปที่มาก่อน อย่างที่ท่าน ได้กล่าวให้ทราบตั้งแต่ต้นว่ามันมีประเด็นว่าราคาประเมินทุนทรัพย์ที่เรามีทั้งที่ดินและ สิ่งปลูกสร้าง เราใช้อัตราปี ๒๕๕๙ ถึงปี ๒๕๖๒ ซึ่งประกาศใช้ ๔ ปี เรายืดการใช้มาถึง ปี ๒๕๖๕ ถามว่าตรงนี้มีประเด็นอะไร ราคาประเมินไม่เพิ่มขึ้น ประชาชนอีกมุมหนึ่งที่เขาจะ ไปใช้ทรัพย์สินตัวเองในการที่จะไปทำอะไรก็แล้วแต่ ทำนิติกรรมอะไรก็แล้วแต่ ไปค้ำประกัน อะไรก็แล้วแต่มันก็ไม่สะท้อนมูลค่าจริง แล้วประชาชนเองก็จะประสบลักษณะเดียวกับภาษี บำรุงท้องที่เดิม ซึ่งเราคาไว้อัตราเดิมนานเกินไป จนกระทั่งประชาชนไม่สะท้อนความ เป็นจริงของการดำเนินการทั้งสิ้นเลย ทางกระทรวงการคลังจึงได้ใช้ราคาประเมินใหม่ของ ปี ๒๕๖๖ ถามว่าเกิดนัยอะไรตรงนี้ เมื่อราคาประเมินใหม่สิ่งที่เกิดขึ้นมา เริ่มสะท้อนแล้วว่า มันราคาเพิ่มขึ้นที่ดิน มันก็ไปสะท้อนว่าภาษีต้องเพิ่มขึ้น เพิ่มขึ้นกับใคร คนที่โดนหนักก็คือ คนที่มีสตางค์ มันก็จะสะท้อนตรงนี้ เขาใช้ราคาใหม่ ถามว่ามีผลกระทบเท่าไร เขาคำนวณแล้ว ประมาณ ๙ เปอร์เซ็นต์ ต้องแบกภาระจากมูลค่าที่เพิ่มขึ้นประมาณ ๙ เปอร์เซ็นต์เรื่องหนึ่ง นะครับ

อีกเรื่องหนึ่งคืออย่างที่เรียนให้ทราบแล้วว่าภาษีที่ดินสิ่งปลูกสร้างใช้ตั้งแต่ ปี ๒๕๖๓ ถึงปี ๒๕๖๕ ๓ ปีแรกเรามีมาตรการต่าง ๆ มากมายที่จะบรรเทาที่จะช่วยเหลือ พี่น้องประชาชน มันหมดระยะเวลาพอดี นั่นเป็นเหตุผลที่ ๒ เหตุผลที่ ๓ ก็คือว่าในปีนี้ เนื่องจากประกาศใช้มาแล้ว ๓ ปีกฎหมาย ถ้าที่ดินที่ใดที่รกร้างว่างเปล่าเกิน ๓ ปีติดต่อกัน ก็จะถูกเก็บภาษีเพิ่มร้อยละ ๐.๓ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เรื่องของภาวะหลังโควิด-๑๙ (COVID-19) ก็เป็นเหตุผลอีกเหตุผลหนึ่งที่รัฐบาลคำนึงถึงว่าตอนนี้ต้องการที่จะให้ประชาชนได้ตั้งหลัก ในการที่จะฟื้นฟูเศรษฐกิจร่วมกัน พอเขาคำนวณดูแล้วว่าเหตุผลทั้งหมดที่เกิดขึ้นควรจะ แบ่งเบาภาษีที่ดินสิ่งปลูกสร้างให้มันเหมาะสมอย่างไร เหมาะสมอย่างไรหมายความว่า ให้สะท้อนความเป็นจริงของเขาที่จะต้องแบกรับภาษีแล้วก็ช่วยแบ่งเบา ซึ่งเขาคำนวณแล้วว่า เหตุผลทั้งหมดเหมาะสมที่สุดคือลด ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ร้อยละ ๑๕ ก็จะเป็นที่มาว่าเขาจะลดให้ ในปี ๒๕๖๖ ร้อยละ ๑๕ ก็เป็นที่มา สรุปว่ามีเหตุผลที่จะดูแลพี่น้องประชาชน แต่ให้สะท้อน ความเป็นจริง อย่างไรก็ตามเรียนย้ำว่าผู้ยากไร้ไม่โดน เพราะว่าตัวกฎหมายนี้เขียนไว้ให้ อย่างที่ผมเรียนตั้งแต่ต้นแล้วโดยพื้นฐานของกฎหมายเขาก็ไม่เก็บอยู่แล้ว เช่นในปีนี้คนที่มี ทรัพย์สินที่ทำกิน ๕๐ ล้านบาทลงมาไม่เสีย คนจนไม่โดนอยู่แล้ว ที่อยู่อาศัย ๕๐ ล้านบาท ลงมาคนจนก็ไม่โดน คนที่มีสตางค์เท่านั้นที่จะต้องรับภาระตรงนี้ เรียนเพื่อทราบในขั้นต้นครับ