สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๓ · ๑๙ มกราคม ๒๕๖๖

จุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ พูดถึงอนาคตของปาล์มไทย โดยเฉพาะราคาปาล์ม และการเปลี่ยนแปลงนโยบายการส่งออกของอินโดนีเซีย และเสนอแนวทางแก้ไขให้ไทยสามารถแข่งในตลาดโลกได้ โดยเสนอการปรับลดการส่งออกปาล์ม และขายในประเทศเพื่อลดผลกระทบจากมาตรการกีดกันทางการค้าของกลุ่มประเทศอียู และขอผลักดันให้มีกองทุนสงเคราะห์ชาวสวนปาล์ม และกำหนดโครงสร้างราคาที่กฎหมายรับรอง

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง พาณิชย์

กราบเรียนท่านประธานครับ คำถามแรกก็คือว่าอนาคตปาล์มไทยจะเป็นอย่างไร โดยเฉพาะในเรื่องราคา แม้ว่าเกษตรกรจะถือว่าพอใจตามสมควรในช่วงที่ราคาเฉลี่ย ตลอดระยะเวลาตั้งแต่ผมและรัฐบาลเข้ามาดูแล กิโลกรัมละ ๗ บาท อนาคตสำหรับปาล์ม ขออนุญาตเรียนว่าสั้น ๆ นี้ราคาน่าจะยังมีแนวโน้มที่จะดีขึ้นได้ครับ ที่กราบเรียนกับ ท่านประธานว่าแนวโน้มราคาจะปรับดีขึ้นได้ในช่วงเวลานี้ก็เพราะว่าก่อนนี้ราคาปรับลดลงมา ๓ ๔ ๕ เดือนที่ผ่านมาระดับหนึ่ง ก็เพราะว่าประเทศที่ผลิตปาล์มมากที่สุดในโลก คืออินโดนีเซียอุดหนุนการส่งออกหรือลดเก็บภาษีการส่งออก แต่ขณะนี้มีแนวโน้มว่า อินโดนีเซียจะลดการอุดหนุนการส่งออกลงมา นั่นแปลว่าปริมาณน้ำมันปาล์มที่จะเข้าสู่ ตลาดโลกจากอินโดนีเซียก็จะลดลง ไทยก็จะแข่งได้มากขึ้น แนวโน้มราคาในประเทศของเรา ก็มีแนวโน้มที่จะปรับสูงขึ้นได้ สิ่งที่กราบเรียนกับท่านประธานว่าอินโดนีเซียจะอุดหนุน น้อยลงก็คือว่าขณะนี้อินโดนีเซียกำลังมีนโยบายที่จะปรับการใช้ไบโอดีเซลเพิ่มมากขึ้น จากบี ๓๐ (B30) ปรับไปเป็น บี ๓๕ (B35) เพื่อใช้น้ำมันปาล์มผสมดีเซลในประเทศมากขึ้น ทำให้การส่งออกก็มีปริมาณลดลง

มาตรการที่ ๒ ที่ชัดเจนก็คือจะปรับข้อกำหนดบังคับผู้ส่งออกว่าเดิม ให้ส่งออกได้ ๘ ส่วน และบังคับให้ขายในประเทศ ๑ ส่วน จะเปลี่ยนจาก ๘ ต่อ ๑ เป็น ๖ ต่อ ๑ คือให้ส่งออกลดลงจาก ๘ ส่วน เป็น ๖ ส่วน แล้วขายในประเทศ ๑ ส่วน อันนี้ก็จะทำให้โอกาสปาล์มน้ำมันไทยไปแข่งในตลาดโลกเชิงปริมาณก็มีมากขึ้น แนวโน้ม ราคาของไทยจะปรับดีขึ้นก็มีความเป็นไปได้มากขึ้น นี่คือประการแรกที่ขออนุญาตที่จะ กราบเรียนกับท่านประธาน แต่ว่าอย่างไรก็ตามสำหรับอนาคตระยะยาว สิ่งหนึ่งที่ขออนุญาต ใช้เวลาตรงนี้นิดเดียวเพื่อเรียนท่าน ส.ส. สาคร เกี่ยวข้อง ให้ได้รับทราบก็คือว่าถัดจากนี้ไป การส่งออกปาล์มจะติดเงื่อนไขการกีดกันทางการค้ามากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศอียู (EU) ซึ่งเริ่มมีมาตรการกำหนดเรื่องคาร์บอนเครดิต (Carbon credit) แปลง่าย ๆ ว่า ถ้าปาล์มประเทศไหนมาจากพื้นที่การบุกรุกป่าก็จะไม่รับซื้อ จะมีผลกระทบต่อการส่งออก น้ำมันปาล์มของประเทศนั้น ๆ ประเทศไทยก็อยู่ในเงื่อนไขนั้นเหมือนกัน ซึ่งเขาจะบังคับใช้ ประมาณเดือนมิถุนายนปีนี้ครับ สำหรับอียู (EU) ปาล์มเป็น ๑ ใน ๗ สินค้าที่กำหนด แต่ว่าอย่างไรก็ตามสิ่งหนึ่งที่ผมขออนุญาตกราบเรียนก็คือว่ารัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์ ก็ไม่นิ่งนอนใจ ขณะนี้กำลังดูแลมาตรการในการช่วยแก้ปัญหา แต่ต้องการกราบเรียนกับ ท่านประธานและ ท่าน ส.ส. สาครก็คือว่า เพราะฉะนั้นปาล์มถ้ามีหลักฐานว่าไปบุกรุกป่าหรือ ไปบุกรุกทำลายป่าแล้วมาปลูก อันนี้เป็นสิ่งที่เราต้องไม่ทำ แล้วนอกจากมันผิดกฎหมายแล้ว มันก็ส่งออกไม่ได้ด้วย แล้วสุดท้ายจะกระทบกับชาวสวนปาล์มในภาพรวม อันนี้เป็น ข้อเท็จจริงที่ผมจำเป็นต้องเรียนให้ทราบ แต่เรื่องการแก้ปัญหาก็ไม่ได้แปลว่ามิถุนายนนี้จะมี ปัญหา เพราะเรากำลังหาทางคลี่คลายเจรจาให้เกิดความเข้าใจ ยังมีมาตรการผ่อนปรน อีกประมาณ ๒ ปีที่จะใช้เวลาในการเจรจาได้ และส่วนตัวของผมลึก ๆ ผมก็มีแนวทางที่จะ ช่วยแก้ปัญหานี้อยู่ ขออนุญาตไม่กราบเรียนตรงนี้ อย่างน้อยที่สุดก็คือหลักฐานเอกสารที่จะ พิสูจน์ว่าชาวสวนปาล์มของเรานั้นปลูกในพื้นที่ที่เป็นพื้นที่ที่ไม่ผิดเงื่อนไขของอียู (EU) และรัฐบาลให้การรับรองว่ามาโดยถูกต้องตามกฎเกณฑ์กติกาที่กำหนดไว้ได้ อันนี้ก็ขอให้ พวกเราได้มีโอกาสที่จะช่วยคลี่คลายปัญหาให้ พวกผมพอรับทราบแล้วครับ ผมเห็นใจ ชาวสวนปาล์มและเข้าใจชีวิตชาวสวนปาล์มทั้งหมด พ่อผมก็นอนอยู่ในสวนปาล์มครับวันนี้ แม้จะมีอยู่แค่ ๓๐ ไร่ ๒๐ ไร่ก็ตาม เพราะฉะนั้นผมเข้าใจดี ท่านไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ

สุดท้ายเรื่องพระราชบัญญัติปาล์มยั่งยืน อันนี้เห็นด้วยกับท่าน ส.ส. สาคร เลย และเป็นสิ่งที่เราจะพยายามช่วยกันผลักดัน เพราะในนั้นจะทำให้มีกองทุนสงเคราะห์ ชาวสวนปาล์ม ๒. การกำหนดโครงสร้างราคาที่กฎหมายรับรอง ไม่ใช่เฉพาะกระทรวงพาณิชย์ ออกเป็นประกาศหรือเป็นระเบียบหรือเป็นเงื่อนไขเฉพาะกระทรวงต่อไป และสุดท้าย จะกำกับดูแลปาล์มทั้งระบบครบวงจร ทำให้เกษตรกรชาวสวนปาล์มและผู้ที่อยู่ในวงจรปาล์ม ทั้งระบบนั้นได้รับการดูแลตามกฎหมายเป็นระบบและเป็นธรรมกับทุกฝ่ายต่อไป และทำให้ ปาล์มมีความยั่งยืนต่อไปในอนาคต ขอบคุณมากครับท่านประธานครับ