พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ตั้งข้อสังเกตถึงความขัดแย้งในนโยบายเศรษฐกิจและการให้ข้อมูลที่ไม่ชัดเจนจากฝ่ายบริหาร โดยเฉพาะประเด็นผลกระทบจากการเปิดประเทศที่อาจเอื้อให้เกิดการฟอกเงินและการเก็งกำไรของต่างชาติ พร้อมตั้งคำถามถึงความเหลื่อมล้ำในการถือครองที่ดินและลำดับความสำคัญของรัฐที่ดูเหมือนสนับสนุนต่างชาติมากกว่าประชาชน พร้อมเรียกร้องให้ทบทวนการใช้ที่ดินสาธารณะและปรับนโยบายให้ส่งเสริมฐานรากและคุณภาพชีวิตของคนส่วนใหญ่อย่างเป็นธรรม
เรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ท่านรองนายกรัฐมนตรี ตอบคำถามข้อที่ ๒ ว่าเป้าหมายคาดเดาไม่ได้ แล้วที่ท่านโพสต์ (Post) ในเว็บ (Web) ไทยคู่ฟ้า หรือว่าที่ออกข่าวมาตกลงเชื่อไม่ได้เลยสิครับ เพราะว่าจริง ๆ แล้วเป็นรองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายเศรษฐกิจ ท่านบอกคาดเดาไม่ได้ แต่ว่าท่านโพสต์ (Post) ให้ประชาชนเห็นว่า ๔ กลุ่มเป้าหมาย ๑ ล้านล้านบาทเป็นเป้าหมายในการกระตุ้นเศรษฐกิจ แล้วก็ใช้ ๑ ล้านคนจะกระตุ้นการลงทุนทั้งหมด ๒.๗ แสนล้านบาทก็มีข่าวออกมา ก็แสดงว่า มีเป้าหมาย แต่ว่าท่านไม่ได้บอกว่าคาดเดาไม่ได้
ข้อที่ ๒ ก็คือว่าข้อเสียที่ผมได้พูดถึงไป การเปรียบเทียบ ผมตั้งใจถึงได้ เปรียบเทียบ ๓ ประเทศอย่างไรครับ ประเทศที่เสรีกว่าเรา กับประเทศที่เข้มงวดกว่าเรา เราต้องหาสมดุลตรงนี้ให้เจอ ไม่ได้บอกว่าเอาประเทศที่มีเงื่อนไขที่เสรีอย่างเดียว ก็เลย ยังไม่ได้รับคำตอบจากท่าน ไม่ว่าข้อเสียในเรื่องการที่จะเปิดโอกาสให้ต่างชาติมาฟอกเงิน หรือไม่ ในการเก็งกำไรหรือไม่ ในการที่จะมาทำให้คนไทยต้องมาเช่าชาวต่างชาติอยู่หรือไม่ ก็ยังไม่ได้รับคำตอบ
ข้อที่ ๓ เป็นเรื่องเกี่ยวกับความเหลื่อมล้ำของที่ดิน ในขณะที่ท่านพยายาม จะช่วยชาวต่างชาติ ผมสมมุติฐานไปก่อนว่า ๑ ล้านคนตามที่ข่าวออก ตามที่เว็บไซต์ (Website) ของทำเนียบรัฐบาลออก แต่ในขณะที่ท่านต้องการทำอย่างนั้น ตัวเลขของพี่น้อง ประชาชนคนไทยเป็นอย่างนี้ ๗๕ เปอร์เซ็นต์ของคนในประเทศไทยยังไม่มีที่ดินทำกิน ใน ๒๕ เปอร์เซ็นต์นั้น ๘๐ เปอร์เซ็นต์เป็นของคนที่รวยที่สุด ๕ เปอร์เซ็นต์ แล้วคนไทยจริง ๆ ที่เป็นคนธรรมดาที่มีที่ดินจริง ๆ แค่ ๒๐เปอร์เซ็นต์ของประเทศเท่านั้น ผมไม่เข้าใจว่า ท่านต้องการที่จะเรียงลำดับความสำคัญในเรื่องนี้อย่างไร เพราะว่าอย่างที่ผมบอก ๑ ล้านคน ก็ ๑ ล้านไร่ ถ้าท่านบอกว่ามีนโยบาย คทช. อยู่แล้ว นโยบาย คทช. บอกว่าจะทำ ๑๗ ล้านไร่ จากทั้งหมด ๓๒๐ ล้านไร่ ๑ ล้านไร่นี้ก็ไปเบียดที่ของพี่น้องประชาชนที่อยู่ในที่ ส.ป.ก. ไปอยู่ในที่ราชพัสดุ ไปอยู่ในที่ทำประโยชน์สาธารณะ ไปอยู่ในที่นิคม ๑๔ ไร่ ไปอยู่ในที่ของ กระทรวงกลาโหม ซึ่งเขายังไม่มีโฉนดจนถึงทุกวันนี้ ไม่สามารถที่จะทำได้อย่างต่างชาติ ที่ท่านต้องการจะทำ ซึ่งเรื่องนี้สำคัญมากไปอีกสำหรับคนที่มีสัดส่วนที่มีรายได้น้อย ที่ไม่มี กรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัย อยากให้ท่านดูสไลด์ (Slide) นี้ครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
อันนี้มาจากกระทรวง พม. สำหรับสัดส่วนคนที่รายได้น้อยที่ไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัย ปี ๒๕๕๐ อยู่ที่ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๑ ใน ๕ ของคนจนไม่มีที่อยู่ พูดง่าย ๆ อย่างนั้นเลยครับ พอมาปี ๒๕๖๒ ๑๒ ปีต่อมา ตัวเลขนั้นกลายเป็น ๒๘ เปอร์เซ็นต์ ก็คือ ๑ ใน ๓ นั่นเอง เพราะฉะนั้นผมไม่แน่ใจว่าคนที่ จะเป็นนายกรัฐมนตรีได้ คนที่จะอยู่ในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีได้ เรียงลำดับความสำคัญ ในการกระจายที่ดินตรงนี้อย่างไร ให้ต่างชาติเข้ามาอยู่ได้ ถ้าเขาอยู่ในอีอีซี (EEC) ก็อยู่ไปได้ ๙๙ ปี ถ้าเป็นแอลทีอาร์ (LTR) คุณค่าของเขาอยู่ที่เม็ดเงินที่เขามาลงทุน สามารถซื้อและเป็น เจ้าของที่ดินได้ ถ้าเป็นเจ้าของเหมือง ถ้าเป็นเจ้าของเหมืองเข้าไปใช้ในที่ป่าได้ ถ้าเป็นเจ้าของ โรงงานปูนเข้าไปในที่ป่าได้ เงื่อนไขนี่น้อยมากอย่างที่ท่านพูด แต่ ส.ส. มานพ ของผม พี่น้อง ชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในแผ่นดินไทยในที่ที่ไม่ได้เป็นป่าสงวน หรือว่าที่อุทยาน เงื่อนไขหนา ล็อกไปหมด หรือแม้แต่ พ.ร.บ. สุราก้าวหน้าเมื่อวาน เงื่อนไขในการล็อกเยอะเต็มไปหมด แต่พอให้กับต่างชาติเงื่อนไขมีอยู่ ๕ บรรทัด ผมก็เลยอยากจะถามท่านว่าในฐานะ รองนายกรัฐมนตรีที่คุมเศรษฐกิจ ว่ามุมมองในการเรียงลำดับความสัมพันธ์ การกระจายที่ดิน ให้กับพี่น้องประชาชนสามารถที่จะมีที่ดินอยู่ได้ก่อน หรือว่าการดูแลพี่น้องประชาชน ชาวชาติพันธุ์ พี่น้องในภาคเหนือ พี่น้องในภาคอีสาน พี่น้องในภาคใต้ให้มีที่ดินทำกินก่อน และสุดท้ายครับ ผมไม่เชื่อในการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบนี้ครับ แอลทีอาร์ (LTR) ก็ดี เศรษฐกิจพิเศษก็ดี อันนี้มันเป็นสิ่งที่ทำมา ๔๐-๕๐ ปีแล้ว โบราณมาก อย่างที่ผมเอารูปให้ดู ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๔ ก็มีแนวคิดแบบนี้แล้ว คือใครจะมาลงทุนในประเทศไหน เขาดูว่า อันที่ ๑ เลย มันมีเศรษฐกิจฐานรากในประเทศหรือเปล่า มันมีกำลังซื้อหรือเปล่า หรือกรุงเทพมหานครเป็นประเทศไทย ประเทศไทยเป็นกรุงเทพมหานคร จะเอาของ มาลงทุน จะขายก็ขายแค่อยู่ได้ไม่กี่เมือง แต่ว่าที่เหลือไม่มีการกระจายออก จะมาลงทุน ในประเทศไหนก็ต้องดูว่าประเทศนั้นปลอดภัยหรือเปล่า หรือว่าความเหลื่อมล้ำสูงจนต้อง กังวล มีแต่ปัญหายาเสพติดเต็มไปหมด จะมาลงทุนในประเทศไหนจะมาอยู่ในประเทศไหน ก็ต้องดูว่าประชากรสามารถสื่อสารกับเขาได้ พูดภาษาอังกฤษกับเขาได้ มีการศึกษา ที่เท่าเทียมทำให้คนสามารถที่จะเป็นพลเมืองโลกได้หรือเปล่า สิ่งที่ท่านอยากจะทำนั้น มันเป็นทางลัด ซึ่งโบราณมากย้อนหลังไป ๓๐-๔๐ ปี ตอนนี้ถามใครก็แล้วแต่อยากจะมา เอาอย่างนี้ดีกว่าผมจบอย่างนี้ครับท่านประธาน ผมมีโอกาสได้คุยกับผู้ว่าการกรุงโซล เกาหลีใต้ ผมถามเขาบอกทำไมคนที่เป็นดีไซน์เนอร์ (Designer) เก่ง ๆ จากสแกนดิเนเวีย ก็อยากมาเกาหลีใต้ คนที่ทำซอฟต์แวร์ ยูเอสยูไอ (Software USUI) เก่ง ๆ ก็อยากจะมาอยู่ที่ กรุงโซล คนที่เป็นคนที่ถ่ายหนังเก่ง ๆ ที่จะทำให้เกิดซอฟต์พาวเวอร์ (Soft power) ในเกาหลี ก็อยากที่จะมาอยู่ที่กรุงโซล เพราะอะไรครับท่านผู้ว่า เขาตอบผมว่าอะไรรู้ไหม เขาตอบผม มาว่านโยบายของเขาคือการที่ทำให้เมืองโซลเป็นเมืองที่น่าอยู่สำหรับแม่บ้านหรือว่าพ่อบ้าน หรือว่าคู่สมรส แค่นั้นเลย มาถึงต้องมีโรงเรียน มาถึงต้องมีการคมนาคม ต้องปลอดภัย ต้องสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษด้วยกันได้ มีความเท่าเทียมกัน คนเท่ากัน นี่ต่างหากคือการ ที่จะลงทุน ไม่อย่างนั้นซอฟต์แวร์ เอนจิเนียร์ (Software Engineer) ที่เก่งที่สุดในซีแอตเทิล เขาเลือกที่จะไปอยู่ประเทศไหนก็ได้ ทำไมเขาจะมาเลือกอยู่ในประเทศที่มีแต่อันตราย ประเทศที่เขาไม่สามารถที่จะสื่อสารได้ แล้วก็ประเทศที่ไม่ได้มีสิ่งที่เป็นสิทธิมนุษยชน ขั้นพื้นฐานที่เขาต้องการ อันนี้ต่างหากคือวิธีทำเศรษฐกิจที่ถูกต้อง เพราะฉะนั้นผมต้อง ขอถามท่านครับ ในเรื่องการเรียงลำดับความสำคัญในการกระจายที่ดินเพื่อให้เกิดเศรษฐกิจ ฐานรากจริง ๆ ผมต้องเรียนถามท่านครับ สำหรับพี่น้องคนที่มีรายได้น้อย ที่ ๑ ใน ๓ ยังไม่มี บ้านอยู่ แต่ท่านกลับจะทำแบบนี้ ซึ่งผมคิดว่าไม่ได้เป็นผลดีสำหรับสังคมหรือเศรษฐกิจ แต่อย่างใด เรื่องนี้ผมขอค้านเต็มที่ครับท่านประธานครับ ขอบคุณมากครับ