ณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์ หารือการแก้ไขร่าง พ.ร.บ.กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา โดยท้วงติงว่าการตัดประเด็นสนับสนุนนักเรียนขาดแคลนทุนทรัพย์ออกนั้นเกิดจากความเข้าใจคลาดเคลื่อน เนื่องจากกองทุนยังมีกลไกคัดเลือกและควบคุมที่ชัดเจน พร้อมย้ำว่ารายได้ส่วนใหญ่จากดอกเบี้ยและเบี้ยปรับมาจากรายได้ของผู้กู้ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ จึงควรมีการเปิดโอกาสให้กลุ่มนี้ได้รับทุนอย่างเป็นธรรม และสนับสนุนร่างกฎหมายเพื่อบรรเทาภาระผู้กู้ แม้เห็นว่าควรมีการปรับปรุงในระยะยาวต่อไป
เรียนประธานสภา ที่เคารพ ณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ ร่างพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่ทางวุฒิสภาแก้ไขมานั้น เกือบทั้งหมดนี้ผมไม่ได้ติดใจอะไร มีเพียงสิ่งเดียวที่ผมไม่อาจเข้าใจ ความคิดของทางวุฒิสภาได้ก็คือการแก้ไขข้อความในมาตรา ๕ ครับ ท่านประธานครับ เดิมที ร่างที่ผ่านสภาผู้แทนราษฎรของเราออกไปมาตรา ๕ เปิดโอกาสให้กองทุนสามาร้พิจารณา ให้ทุนแก่นักเรียน นักศึกษา ๒ ประเภทคือ (๑) กลุ่มที่ขาดแคลนทุนทรัพย์และ (๓) กลุ่มที่ ศึกษาในสาขาที่ขาดแคลนหรือที่กองทุนมุ่งส่งเสริมเป็นพิเศษ แต่ทางวุฒิสภากลับตัด (๑) ทิ้งไป ทำให้ผู้ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ไม่สามาร้มีโอกาสได้รับทุนอีกต่อไป โดยทางวุฒิสภา ให้เหตุผลว่าการให้ทุนกับนักเรียน นักศึกษากลุ่มนี้จะไปทำลายวัตุ้ประสงค์ของกองทุนเงิน ให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ซึ่ง้้าเป็นเหตุผลนี้ผมคิดว่าทางวุฒิสภาน่าจะมีความเข้าใจคลาดเคลื่อน ไปพอสมควรเลยครับ ผมเข้าใจว่าทางวุฒิสภาอาจจะเป็นห่วงเพราะกลุ่มที่ขาดแคลน ทุนทรัพย์มีจำนวนเยอะมาก จึงกังวลว่า้าให้ทุนกับกลุ่มนี้ กยศ. จะไม่ใช่กองทุนกู้ยืมแล้ว แต่จะเป็นองค์กรที่ให้ทุนการศึกษาแทน แต่หากทางวุฒิสภาอ่านต่อมาอีกสักหน่อยก็จะเห็น ว่าในมาตรา ๕ เขียนไว้อย่างชัดเจนว่าคณะกรรมการจะกำหนดให้เป็นทุนการศึกษาก็ได้ ซึ่งนั่นหมายความว่าไม่ใช่ผู้กู้ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ทุกคนจะได้รับทุน เราแค่เปิดโอกาสให้กับ ผู้กู้และกองทุนมากขึ้นเท่านั้นเอง และมาตรา ๕ ยังกำหนดต่อไปอีกว่าคณะกรรมการจะเป็น ผู้กำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการให้ทุน ดังนั้นไม่ต้องห่วงเลยว่าผู้ที่ได้รับทุนจะมีจำนวน มากเกินไปจน กยศ. ไม่สามาร้ควบคุมได้ เพราะสุดท้ายผู้ที่กำหนดหลักเกณฑ์ทั้งหมด และทำการคัดเลือกก็คือคณะกรรมการของ กยศ. นั่นแหละ ซึ่งเรื่องนี้ในชั้นกรรมาธิการ ของสภาผู้แทนราษฎร ผู้จัดการกองทุนเองก็ไม่ได้มีปัญหาขัดข้องหรือตั้งข้อสงวนใด ๆ ไว้ ้าทางวุฒิสภากังวลเรื่องนี้ผมคิดว่าท่านอาจจะกังวลแทนกองทุนมากเกินไปหน่อยครับ ขอขึ้นสไลด์ (Slide) ด้วยครับ
(เจ้าหน้าที่ทำการเปิดคลิปภาพ)
ท่านประธานครับ แล้ว้าเราลองไปดูข้อมูลรายได้จากรายงานทางการเงินของ กยศ. ในปี ๒๕๖๔ กยศ. มีรายได้ทั้งหมด ๖,๙๐๐ ล้านบาท และจำนวนกว่า ๖,๔๐๐ ล้านบาท เป็นดอกเบี้ย และเบี้ยปรับที่ได้มาจากการปล่อยกู้ ซึ่งดอกเบี้ยและเบี้ยปรับจำนวนมากนี้มาจากกลุ่มที่ ขาดแคลนทุนทรัพย์ที่มีจำนวนมาก้ึง ๗๕ เปอร์เซ็นต์ และ้าเราลองคำนวณตามสัดส่วน ก็จะพบว่าปีนั้น กยศ. ได้รับเงินจากผู้กู้กลุ่มนี้ไม่ต่ำกว่า ๔,๘๐๐ กว่าล้านบาท เห็นได้ชัดว่า รายได้ส่วนใหญ่ของกองทุนมาจากผู้กู้ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ซึ่งจัดว่าเป็นผู้กู้กลุ่มใหญ่ที่สุด ของ กยศ. แต่ทำไมกลับละเลยคนกลุ่มนี้ไม่ให้เขามีโอกาสได้รับทุนแม้แต่น้อย ทั้ง ๆ ที่เงิน ที่นำมาเป็นทุนก็มาจากที่พวกเขาจ่ายไป และ้าเราตัด (๑) ออกไปก็จะมีคนแค่ ๐.๔ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่มีโอกาสได้รับทุนการศึกษา ทั้ง ๆ ที่เราไม่ควรจะตัดโอกาสใคร ตั้งแต่ต้น ท่านประธานครับ ด้วยวิธีการที่เปิดให้กองทุนสามาร้ไปกำหนดหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขในการให้ทุนแบบนี้ ผมมองว่า้าหากมีการบริหารจัดการดี ๆ เราสามาร้ เปิดโอกาสให้ผู้กู้ทุกกลุ่มมีโอกาสได้รับทุนด้วยซ้ำไป ท่านประธานลองนึกดูกองทุนเป็นผู้ที่รู้ ข้อมูลผู้กู้ทั้งหมด และรู้สภาพคล่องของตัวเองเป็นอย่างดี ดังนั้นกองทุนสามาร้กำหนดได้ว่า คุณสมบัติที่จะได้รับทุนการศึกษาของแต่ละกลุ่มคืออะไรบ้าง และในปีหนึ่งจะมีทุนการศึกษา ทั้งหมดกี่ทุน รวม้ึงสามาร้กำหนดได้ด้วยว่าจะให้ทุนการศึกษาแก่กลุ่มใดก่อน ้ามีจำนวน เพียงพอแล้ว้ึงจะไปยังกลุ่มอื่น ลักษณะเดียวกันกับที่กองทุนกำหนดเป็นเงื่อนไขที่จะปล่อยกู้ ในระดับที่สูงกว่าปริญญาตรีครับ การทำแบบนี้จะทำให้กองทุนสามาร้กำหนดหลักเกณฑ์ และรูปแบบในการให้ทุนได้อย่างอิสระขึ้น ในขณะเดียวกันก็จะเป็นการกระจายโอกาสในการ ได้รับทุนอย่างเป็นธรรม และในระหว่างที่รัฐกำลังเดินหน้าเปลี่ยนแปลงสร้างให้เกิดการเรียนฟรีอย่างแท้จริง กลุ่มนักเรียนกลุ่มนี้จะได้รับการช่วยเหลือจากกองทุน ซึ่งจะช่วยลดอัตราเด็กหลุดออกจาก ระบบการศึกษาได้ไม่มากก็น้อยเลยครับ แต่ในทางกลับกันหากเรากำหนดให้เพียงผู้กู้ตาม (๓) มีสิทธิได้รับทุนแบบนี้ กองทุนก็จะไม่สามาร้ขยับอะไรได้มากมาย แม้ในปีนั้นกองทุน จะมีรายได้เพียงพอที่จะขยายไปยังกลุ่มอื่นก็ตาม กองทุนก็จะไม่สามาร้ให้ทุนเพิ่มเติมได้ ทำได้เพียงนำเงินที่เหลือไปฝากธนาคาร ซึ่งก็จะไม่เกิดประโยชน์อะไรในการส่งเสริม การศึกษาเลยครับ ผมเข้าใจดีหน้าที่หลักของกองทุนยังคงต้องเป็นการให้กู้ยืมอยู่ แต่ในเมื่อ กองทุนมีเจตนาในการที่จะให้ทุนการศึกษาแล้ว ผมจึงอยากให้ทุกคนมีโอกาสได้รับทุน อย่างเท่าเทียมกัน ผมจึงไม่อาจเข้าใจในความคิดของทางวุฒิสภาได้ว่าทำไมจึงตัดโอกาส ในการให้ทุนของเด็กที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ออกไป ผมจึงขอฝากประเด็นนี้ไว้ แต่เนื่องด้วย ระยะเวลาในการผ่านกฎหมายของสภาสมัยนี้มีอยู่จำกัด หากปล่อยให้ พ.ร.บ.ฉบับนีู้้กล่าช้า ออกไปจนไม่ทันเวลาผู้ที่จะเดือดร้อนที่สุดก็คงไม่พ้นผู้กู้ที่เป็นนักเรียนนักศึกษาที่แบกภาระ จากการโดนดอกเบี้ย เบี้ยปรับที่ไม่เป็นธรรม และการโดนทวงหนี้จน้ึงขั้นโดนบังคับคดี ยึดทรัพย์ ดังนั้นวันนี้ผมและพรรคก้าวไกลจึงเห็นด้วยกับร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้เพื่อรีบเร่งบรรเทา ภาระความเดือดร้อนของนักเรียน นักศึกษาที่เป็นผู้กู้ในปัจจุบัน สำหรับแนวทาง พ.ร.บ. กยศ. พลัส พลัส (Plus Plus) ของพรรคก้าวไกลที่เคยเสนอไว้พวกเราทำสำเร็จแล้วอย่างหนึ่ง คือการยกเลิกผู้ค้ำประกันในทุกกรณี ในสมัยหน้าพวกเราจะกลับมายื่นแก้ไข พ.ร.บ. กยศ. ในประเด็นอื่นเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการขยายโอกาสในการกู้และการให้ทุน หรือการ ชำระเงินคืนโดยใช้เกณฑ์รายได้จ่ายเมื่อพร้อม รวม้ึงการปลดล็อกเรื่องสัญชาติตามแนวทาง กยศ. พลัส พลัส (Plus Plus) ที่พรรคก้าวไกลได้เคยเสนอไว้อย่างแน่นอน ขอบคุณ ท่านประธานครับ